‘ทุกตัวชี้วัดทางฟุตบอล รวมถึงจริยธรรม นี่คือผลการแข่งขันที่ถูกต้อง' สเปนปราบอาร์เจนตินา คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026

ที่มาของภาพ : Getty Photography

เฟร์ราน ตอร์เรส หมายเลข 7 ของสเปน ทำประตูแรกให้ทีมชาติสเปนในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างสเปนกับอาร์เจนตินา
Article Recordsdata
    • Author, เอ็มมา สมิธ
    • Feature, ผู้สื่อข่าวกีฬาของบีบีซี
  • Printed
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

การกล่าวถึงผลการแข่งขันว่าเป็น “ชัยชนะของฟุตบอล” อาจฟังดูเป็นถ้อยคำที่ใช้กันซ้ำซาก แต่น่าจะมีผู้ชมที่เป็นกลางไม่มากนักที่จะไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้ เมื่อพูดถึงชัยชนะของสเปนในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026

ตอนที่เฟร์ราน ตอร์เรส ซัดประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษ และโรดรีชูถ้วยแชมป์ขึ้นสูงที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ เป็นเรื่องยากที่จะนึกภาพคนจำนวนมากแสดงความเห็นใจอาร์เจนตินา

สเปนคว้าชัยในเกมแห่งความทรหด ทั้งสำหรับนักเตะและผู้ชม ด้วยการเอาชนะอาร์เจนตินาและคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกทีมชายได้เป็นครั้งที่สอง

ในทุกตัวชี้วัดทางเกมฟุตบอลซึ่งบางคนอาจจะบอกว่ารวมถึงทางจริยธรรมด้วยนั้น นี่คือผลการแข่งขันที่ถูกต้องแล้ว

“ทีมที่คู่ควรเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะไปอย่างไม่มีข้อสงสัยเลย” อลัน เชียเรอร์ อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษ กล่าวผ่านช่องโทรทัศน์บีบีซีวัน (BBC One) “ตั้งแต่ต้นจนจบ สเปนครองบอลได้เหนือกว่า พวกเขาเป็นฝ่ายที่พยายามเล่นฟุตบอล สร้างโอกาส และเจาะแนวรับคู่แข่ง”

“นี่คือผลของการเล่นฟุตบอล จากวิธีการเล่นของพวกเขา สเปนสมควรได้รับมัน”

สเปนมีอัตราการครองบอล 65% มีค่าความน่าจะเป็นของการได้ประตู (anticipated objectives) อยู่ที่ 1.94 โดยได้ยิvประตูรวมทั้งหมด 20 ครั้ง ซึ่งเป็นการยิvเข้ากรอบ 11 ครั้ง

ขณะที่อูไน ซิมอน ผู้รักษาประตูของสเปนก็เก็บคลีนชีตได้เป็นนัดที่ 7 จาก 8 นัด ส่งผลให้เขาคว้ารางวัลถุงมือทองคำในฐานะผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์นี้

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Terminate of ได้รับความนิยมสูงสุด

ตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 สเปนเสียเพียง 1 ประตู ซึ่งเป็นสถิติการเสียประตูที่น้อยที่สุดที่ทีมแชมป์ฟุตบอลโลกทีมใด ๆ เคยมี

สเปนเหนือกว่าอาร์เจนตินาในทุกตัวชี้วัด

ที่มาของภาพ : Getty Photography

ทีมป้องกันแชมป์อย่างอาร์เจนตินา กลับกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ไม่มีโอกาสยิvเลยตลอด 90 นาทีของนัดชิงชนะเลิศ โดยโอกาสครั้งแรกมาจากลิโอเนล เมสซี ในนาทีที่ 117

แม้ในโลกของฟุตบอลระดับนานาชาติยากจะเปรียบเทียบเป็นตัวเลขได้ แต่สเปนคือทีมที่โดดเด่นที่สุดทีมหนึ่งของโลก

พวกเขาเป็นแชมป์โลก แชมป์โอลิมปิก และแชมป์ยุโรป ยังไม่นับรวมตำแหน่งแชมป์โลกฟุตบอลหญิงที่สเปนก็เคยได้ไป

ทีมฟุตบอลชายของสเปนไม่แพ้ใครตลอดการแข่งขัน 38 นัดหลังสุดในทุกรายการ ซึ่งเป็นสถิติไร้พ่ายที่ยาวนานที่สุดของทีมจากยุโรปในประวัติศาสตร์

พวกเขาออกสตาร์ตฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่ดีนักด้วยการเสมอเคปเวิร์ด 0-0 ทำให้ในทั้งสองครั้งที่สเปนคว้าแชมป์โลก พวกเขาไม่สามารถเอาชนะในนัดเปิดสนามได้ หลังจากเคยพ่ายให้กับสวิตเซอร์แลนด์ด้วยแต้ม 0-1 ในปี 2010

มีเพียง 3 ครั้งในประวัติศาสตร์ที่มีนักเตะผ่านบอลสำเร็จไม่ต่ำกว่า 100 ครั้งในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ซึ่ง 2 ใน 3 ครั้งมาจากผู้เล่นของสเปนจากการแข่งขันเมื่อวันอาทิตย์ (19 ก.ค.) คือโรดรีที่ผ่านบอลสำเร็จ 101 ครั้ง และเปา กูบาร์ซี 121 ครั้ง

และสำหรับนักเตะหลายคนในทีม นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

เปา กูบาร์ซี วัย 19 ปี ได้รับเลือกเป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ และก็ดูเหมือนว่าลามีน ยามาล เพื่อนร่วมทีมบาร์เซโลนาของเขากำลังมีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า

ด้วยวัย 19 ปีกับอีก 6 วัน ลามีน ยามาล กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดอันดับสาม ที่ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ต่อจากเปเล่ในปี 1958 และจูเซปเป แบร์โกมี ในปี 1982 และตอนนี้เขายังเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสามด้วย

อาร์เจนตินาขวางการฉลองชัยของสเปนไม่สำเร็จ

ที่มาของภาพ : Getty Photography

ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 สเปนมีอัตราการครองบอล 65% มีค่าความน่าจะเป็นของการได้ประตูอยู่ที่ 1.94 โดยได้ยิvประตูรวมทั้งหมด 20 ครั้ง เข้ากรอบ 11 ครั้ง

อาร์เจนตินามักถูกวาดภาพให้เป็นตัวร้ายในการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติอยู่เสมอ โดยเฉพาะในสายตาแฟนบอลอังกฤษ

พวกเขาทำเหมือนที่เคยทำกับทีมสิงโตคำรามในรอบรองชนะเลิศ คือใช้เวลาในช่วงครึ่งแรกไปกับการเล่นที่ดูเหมือนว่าตั้งใจจะหยุดเกม มากกว่าการเล่นเกมของตัวเอง

เลอันโดร ปาเรเดส ทำหน้าที่หลักในการตัดเกม โดยมีเอ็นโซ เฟร์นานเดซ เป็นผู้ช่วย

แม้นักเตะอาร์เจนตินาจะถูกแจกใบเหลืองรวม 4 คน แต่หลายคนอาจยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำทฤษฎีที่ว่าแข้งฟ้าขาวอาจได้รับการตัดสินที่ผ่อนปรนจากผู้ตัดสินตลอดทัวร์นาเมนต์นี้

อาร์เจนตินาผ่านบอลไปทั้งหมด 464 ครั้ง ในขณะที่สเปนผ่านบอลไป 852 ครั้ง

และสเปนก็ไม่ได้แผ่วลงในครึ่งหลังเหมือนกับอังกฤษ หากจะชนะตั้งแต่ก่อนการยิvประตูในนาทีที่ 106 ของตอร์เรส ก็คงแทบไม่มีใครต่อว่า

เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูอาร์เจนตินา ต้องเซฟถึง 11 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดที่ผู้รักษาประตูคนใดเคยทำได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทีมป้องกันแชมป์กลับกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ไม่มีโอกาสยิvเลยตลอด 90 นาทีของนัดชิงชนะเลิศ โดยโอกาสครั้งแรกมาจากลิโอเนล เมสซี ในนาทีที่ 117

อาร์เจนตินาสูญเสียถ้วยรางวัลไป และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายทำให้หลายคนมองว่าพวกเขาสูญเสียศักดิ์ศรีของตัวเองไปด้วย

“พฤติกรรมที่รับไม่ได้”

ที่มาของภาพ : Getty Photography

สลัฟโก วินชิช ผู้ตัดสิน ชูใบแดงให้เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ผู้เล่นหมายเลข 24 ของอาร์เจนตินา ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างสเปนกับอาร์เจนตินา เมื่อ 19 ก.ค.

เฟร์นานเดซโดนใบเหลืองแรกจากการประท้วงคำตัดสิน ก่อนจะได้รับใบเหลืองที่สองจากการเข้าสกัดอย่างรุนแรงจนทำให้เปา กูบาร์ซี ล้มกลิ้งตีลังกา

หลังสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา ปาเรเดสมีการกระทบกระทั่งกับโรดรี กาบี และบอร์ฆา อิเกลเซียส ขณะที่มีคนเห็นนาฮูเอล โมลินา เพื่อนร่วมทีมของเขาชกใส่นักเตะสเปนคนหนึ่งที่วิ่งผ่านด้วย

“ช่างน่าอับอายที่ได้เห็นอะไรแบบนี้หลังจากที่เกมจบแล้ว” เวย์น รูนีย์ อดีตแข้งทีมชาติอังกฤษซึ่งมาวิเคราะห์เกมกับบีบีซีกล่าว “บางทีมเพิ่งจะครองแชมป์ฟุตบอลโลกไปเอง แต่มันยังดีไม่พอ”

“ปาเรเดสทำดีกว่านั้นได้ แต่มันไม่จบแค่นั้น เขายังไม่ยอมจบ”

ลิโอเนล สกาโลนี ผู้จัดการทีมอาร์เจนตินา พยายามปกป้องผลงานของทีมในการแถลงข่าวทั้งน้ำตาหลังเกม แต่เขาก็ทำได้เพียงยอมรับว่าทีมที่ดีกว่าเป็นฝ่ายคว้าชัย

“แม้ว่าพวกเขาจะเล่นได้ดีกว่าเราจนถึงนาทีที่ 85 แต่ผมก็อยากรู้จริง ๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเรายังมีผู้เล่น 11 คนในสนาม” เขากล่าวถึงใบแดงของเฟร์นานเดซ

“เราพยายามสู้จนถึงที่สุดแล้วในตอนที่เกมเปิด แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ พวกเขาคู่ควรกับชัยชนะ นั่นคือความจริง”

อาร์เจนตินาอาจลากนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกไปได้ถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งพวกเขาทำได้ตลอด 5 ใน 6 นัดหลังสุด แต่พวกเขาก็ไม่อาจกลบความเป็นรองได้

“อาร์เจนตินาไม่อาจร้องเรียนใด ๆ ได้เลยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น” โจ ฮาร์ต อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ กล่าวผ่านบีบีซีวัน และบอกว่าเป็น “พฤติกรรมที่รับไม่ได้”

“ผมคิดว่าไม่จำเป็นที่โรดรีจะต้องเข้าไปเผชิญหน้าพวกเขา แต่ก็เข้าใจได้เมื่อมันเกิดขึ้นหลังช่วงเวลา 120 นาทีที่คุณถูกยั่วโมโหและคุณคิดว่าคุณไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วผู้ตัดสินก็คอยจับผิดคุณอยู่ตลอด”