กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพออกโรงคัดค้านข้อเสนอของ กมธ.วุฒิสภาแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพ เปิดทางให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองต้อง “ร่วมจ่าย” ค่ารักษาพยาบาล ชี้อาจทำลายหลักการสำคัญของระบบสุขภาพถ้วนหน้า และผลักภาระค่าใช้จ่ายกลับไปยังประชาชน
วิดีโอการแถลงข่าวกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพแถลงค้านวุฒิสภาดันแก้ไข กม.บัตรทอง เปิดทางร่วมจ่าย ที่มา: เว็บไซต์ iLaw
วันนี้ (23 ก.ค.) ที่อาคาร ALL RISE ถ.ลาดพร้าว กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพแถลงข่าวหลังมีความเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ซึ่งเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยเปิดทางให้ผู้ใช้สิทธิต้องร่วมจ่ายค่าบริการบางส่วน ภาคประชาชนกังวลว่า ข้อเสนอดังกล่าวอาจกระทบต่อสิทธิด้านสุขภาพและหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ภาคประชาชนค้านระบบ “ร่วมจ่าย”
จินตนา ศรีนุเดช หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดขอนแก่น สภาองค์กรของผู้บริโภค แสดงความกังวลต่อข้อเสนอแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมองว่า การเปิดทางให้ประชาชนต้อง “ร่วมจ่าย” อาจเป็นการทำลายหลักการสำคัญของระบบบัตรทอง
จินตนากล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกิดขึ้นจากการผลักดันให้รัฐนำรายได้จากภาษีมาจัดบริการสุขภาพ โดยไม่ให้ผู้ป่วยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเมื่อเข้ารับการรักษา หากประชาชนต้องกลับมาร่วมจ่าย ก็อาจทำให้ระบบดังกล่าวไม่ใช่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างแท้จริง
เธอยังตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายจำนวนมากมาจากกลุ่มวิชาชีพและผู้ให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งมองว่าระบบการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันทำให้โรงพยาบาลประสบปัญหาขาดทุน ขณะที่ภาคประชาชนเห็นว่า รัฐควรจัดสรรงบประมาณจากภาษีให้เพียงพอต่อการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ โดยไม่ผลักภาระกลับไปยังผู้ป่วย
จินตนายังกังวลต่อข้อเสนอปรับองค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. ให้มีสัดส่วนข้าราชการและผู้ให้บริการเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนตัวแทนภาคประชาชนอาจลดลง เธอเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้กระบวนการบริหารและจัดสรรงบประมาณขาดการตรวจสอบและถ่วงดุลจากประชาชน
จินตนากล่าวว่า หากแก้กฎหมายจนสามารถกำหนดให้ผู้ใช้สิทธิต้องร่วมจ่ายได้ ประเทศไทยอาจสูญเสียหลักการสำคัญของระบบบัตรทอง และทำให้ระบบสาธารณสุขถอยหลัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเสนอนี้อาจเกี่ยวข้องกับความพยายามลดภาระงบประมาณด้านสวัสดิการสุขภาพของรัฐ
จาก 30 บาทรักษาทุกโรคถึงข้อเสนอร่วมจ่าย
นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในสัดส่วนภาคประชาสังคม กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการกำหนดให้ผู้รับบริการร่วมจ่ายครั้งละ 30 บาท
ต่อมา ในช่วงที่ นพ.มงคล ณ สงขลา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีการประเมินว่า เงินที่จัดเก็บจากผู้ป่วยไม่ได้เพิ่มรายได้ให้โรงพยาบาลมากพอเมื่อเทียบกับกระบวนการและต้นทุนในการจัดเก็บ ขณะเดียวกัน การจ่าย 30 บาทยังเพิ่มภาระให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งต้องรับผิดชอบค่าเดินทางและสูญเสียรายได้จากการหยุดงานอยู่แล้ว จึงมีการยกเลิกการจัดเก็บดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในเวลาต่อมาได้นำการจ่าย 30 บาทกลับมาใช้อีกครั้งในรูปแบบ “ค่าธรรมเนียม” โดยให้เหตุผลว่าเป็นมาตรการป้องกันการเข้ารับบริการเกินความจำเป็น
กังวลแก้ถ้อยคำในมาตรา 5
นิมิตร์ระบุว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือข้อเสนอแก้ไขมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปัจจุบันกฎหมายรับรองสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขที่ “จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต” แต่ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ต้องการเปลี่ยนเป็นคำว่า “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” พร้อมกำหนดว่า หากประชาชนรับบริการนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์พื้นฐาน อาจต้องร่วมจ่าย
ภาคประชาชนกังวลว่า กฎหมายไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ครอบคลุมบริการใดบ้าง จึงอาจเปิดช่องให้มีการจำกัดสิทธิประโยชน์ หรือกำหนดให้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มสำหรับบริการบางประเภท
นิมิตร์กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผ่านกระบวนการพิจารณาด้านความจำเป็น ประสิทธิผล และความคุ้มค่าโดยคณะอนุกรรมการ นักวิจัย และสถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว หากบริการใดไม่มีความสำคัญหรือจำเป็น ก็จะไม่ได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ตั้งแต่ต้น
ระบบบัตรทองจึงถูกออกแบบให้ผู้มีสิทธิทุกคนได้รับบริการที่สำคัญและจำเป็นอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างคำจำกัดความใหม่ที่อาจนำไปสู่การแบ่งระดับสิทธิหรือการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากประชาชน
ปัญหาที่แท้จริงคือความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุน
นิมิตร์กล่าวว่า หากต้องการปฏิรูประบบสุขภาพ ควรแก้ไขความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนหลัก ได้แก่ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง เนื่องจากปัจจุบัน แม้ผู้ป่วยจะรักษาโรคเดียวกันในโรงพยาบาลเดียวกัน และมีความซับซ้อนของอาการใกล้เคียงกัน แต่รัฐกลับจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาลในอัตราที่แตกต่างกัน
เขาอธิบายว่า ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการซึ่งบริหารโดยกรมบัญชีกลางใช้การจ่ายเงินแบบปลายเปิด โดยโรงพยาบาลสามารถเบิกค่าใช้จ่ายตามบริการที่ให้แก่ผู้ป่วย ขณะที่ระบบประกันสังคมมีงบประมาณและอัตราการจ่ายสูงกว่า โดยนิมิตร์ยกตัวอย่างอัตราจ่ายประมาณ 13,000 บาท
ส่วนระบบบัตรทองต้องดูแลประชาชนประมาณ 48 ล้านคน และบริหารงบประมาณผู้ป่วยในด้วยระบบการเงินแบบปลายปิด โดยมีอัตราจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในประมาณ 8,350 บาทต่อหน่วยน้ำหนักสัมพัทธ์ที่ปรับตามระยะวันนอน หรือ AdjRW
อัตราดังกล่าวไม่ใช่เงินเหมาจ่ายต่อผู้ป่วยหนึ่งรายหรือต่อการรักษาหนึ่งครั้ง แต่ใช้คูณกับค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ ซึ่งสะท้อนความรุนแรงและความซับซ้อนของโรคตามเกณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อคำนวณเงินชดเชยที่โรงพยาบาลได้รับในแต่ละกรณี
นิมิตร์เสนอว่า หากวุฒิสภาหรือฝ่ายการเมืองต้องการปฏิรูประบบสุขภาพอย่างแท้จริง ควรสร้างมาตรฐานการจ่ายเงินแบบเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อรักษาโรคเดียวกันในโรงพยาบาลเดียวกัน รัฐควรจ่ายค่ารักษาในอัตราเดียวกัน ไม่ว่าผู้ป่วยจะอยู่ในกองทุนใด
เขายังเสนอให้นำงบประมาณด้านสาธารณสุขที่กระจายอยู่ในหน่วยงานและกองทุนต่างๆ มาบริหารจัดการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยระบุว่า งบประมาณดังกล่าวมีมูลค่าราวร้อยละ 10 ของงบประมาณแผ่นดิน หรือประมาณร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
จาก 30 บาทรักษาทุกโรคถึงข้อเสนอร่วมจ่าย
นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในสัดส่วนภาคประชาสังคม กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการกำหนดให้ผู้รับบริการร่วมจ่ายครั้งละ 30 บาท
ต่อมา ในช่วงที่ นพ.มงคล ณ สงขลา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีการประเมินว่า เงินที่จัดเก็บจากผู้ป่วยไม่ได้เพิ่มรายได้ให้โรงพยาบาลมากพอเมื่อเทียบกับกระบวนการและต้นทุนในการจัดเก็บ ขณะเดียวกัน การจ่าย 30 บาทยังเพิ่มภาระให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งต้องรับผิดชอบค่าเดินทางและสูญเสียรายได้จากการหยุดงานอยู่แล้ว จึงมีการยกเลิกการจัดเก็บดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในเวลาต่อมาได้นำการจ่าย 30 บาทกลับมาใช้อีกครั้งในรูปแบบ “ค่าธรรมเนียม” โดยให้เหตุผลว่าเป็นมาตรการป้องกันการเข้ารับบริการเกินความจำเป็น
กังวลแก้ถ้อยคำในมาตรา 5
นิมิตร์ระบุว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือข้อเสนอแก้ไขมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปัจจุบันกฎหมายรับรองสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขที่ “จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต” แต่ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ต้องการเปลี่ยนเป็นคำว่า “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” พร้อมกำหนดว่า หากประชาชนรับบริการนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์พื้นฐาน อาจต้องร่วมจ่าย
ภาคประชาชนกังวลว่า กฎหมายไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ครอบคลุมบริการใดบ้าง จึงอาจเปิดช่องให้มีการจำกัดสิทธิประโยชน์ หรือกำหนดให้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มสำหรับบริการบางประเภท
นิมิตร์กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผ่านกระบวนการพิจารณาด้านความจำเป็น ประสิทธิผล และความคุ้มค่าโดยคณะอนุกรรมการ นักวิจัย และสถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว หากบริการใดไม่มีความสำคัญหรือจำเป็น ก็จะไม่ได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ตั้งแต่ต้น
ระบบบัตรทองจึงถูกออกแบบให้ผู้มีสิทธิทุกคนได้รับบริการที่สำคัญและจำเป็นอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างคำจำกัดความใหม่ที่อาจนำไปสู่การแบ่งระดับสิทธิหรือการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากประชาชน
ปัญหาที่แท้จริงคือความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุน
นิมิตร์กล่าวว่า หากต้องการปฏิรูประบบสุขภาพ ควรแก้ไขความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนหลัก ได้แก่ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง เนื่องจากปัจจุบัน แม้ผู้ป่วยจะรักษาโรคเดียวกันในโรงพยาบาลเดียวกัน และมีความซับซ้อนของอาการใกล้เคียงกัน แต่รัฐกลับจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาลในอัตราที่แตกต่างกัน
เขาอธิบายว่า ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการซึ่งบริหารโดยกรมบัญชีกลางใช้การจ่ายเงินแบบปลายเปิด โดยโรงพยาบาลสามารถเบิกค่าใช้จ่ายตามบริการที่ให้แก่ผู้ป่วย ขณะที่ระบบประกันสังคมมีงบประมาณและอัตราการจ่ายสูงกว่า โดยนิมิตร์ยกตัวอย่างอัตราจ่ายประมาณ 13,000 บาทต่อเคส
ส่วนระบบบัตรทองต้องดูแลประชาชนประมาณ 48 ล้านคน และบริหารงบประมาณผู้ป่วยในด้วยระบบการเงินแบบปลายปิด โดยมีอัตราจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในประมาณ 8,350 บาทต่อเคส
นิมิตร์เสนอว่า หากวุฒิสภาหรือฝ่ายการเมืองต้องการปฏิรูประบบสุขภาพอย่างแท้จริง ควรสร้างมาตรฐานการจ่ายเงินแบบเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อรักษาโรคเดียวกันในโรงพยาบาลเดียวกัน รัฐควรจ่ายค่ารักษาในอัตราเดียวกัน ไม่ว่าผู้ป่วยจะอยู่ในกองทุนใด
เขายังเสนอให้นำงบประมาณด้านสาธารณสุขที่กระจายอยู่ในหน่วยงานและกองทุนต่างๆ มาบริหารจัดการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยระบุว่า งบประมาณดังกล่าวมีมูลค่าราวร้อยละ 10 ของงบประมาณแผ่นดิน หรือประมาณร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
กังวลข้อเสนอเปลี่ยนที่มาตัวแทนในบอร์ด สปสช.
กรรณิการ์ กิจติเวชกุล อธิบายว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บอร์ด สปสช.” มีกรรมการทั้งหมด 30 คน มาจากตัวแทน 5 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรกคือกรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 9 คน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน พร้อมด้วยปลัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
กลุ่มอื่นๆ ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คนจากสาขาต่างๆ เช่น การแพทย์ การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก การเงินการคลัง กฎหมาย และสังคมศาสตร์ ตลอดจนผู้แทนสภาวิชาชีพด้านสุขภาพและสมาคมโรงพยาบาลเอกชน
กรรณิการ์ตั้งข้อสังเกตว่า ในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน มีเพียง 2 คนที่ไม่ได้มาจากวิชาชีพแพทย์ ทำให้องค์ประกอบโดยรวมของบอร์ดมีตัวแทนจากวิชาชีพและผู้ให้บริการทางการแพทย์อยู่แล้วเป็นจำนวนมาก
อีกสัดส่วนหนึ่งคือผู้แทนองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรจำนวน 5 คน ปัจจุบันเปิดให้องค์กรภาคประชาชนที่ขึ้นทะเบียนใน 9 กลุ่ม เช่น กลุ่มคนพิการ สตรี กลุ่มชาติพันธุ์ เกษตรกร เยาวชน แรงงาน ชุมชนแออัด และผู้สูงอายุ คัดเลือกตัวแทนกันเองให้เหลือ 5 คน เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในบอร์ด สปสช.
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา มีข้อเสนอให้เปลี่ยนที่มาของกรรมการในสัดส่วนนี้ โดยยกเลิกการให้กลุ่มองค์กรเอกชนคัดเลือกกันเอง และเปลี่ยนเป็นให้ผู้แทนเขตสุขภาพเพื่อประชาชนทั้ง 13 เขตคัดเลือกกันเองให้เหลือ 5 คน
กรรณิการ์กังวลว่า ผู้แทนเขตสุขภาพเพื่อประชาชนจำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับระบบราชการ เช่น บุคลากรจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด อดีตข้าราชการ หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หากเปลี่ยนที่มาของกรรมการตามข้อเสนอนี้ ตัวแทนในสัดส่วนดังกล่าวอาจถูกแทรกแซงหรือควบคุมโดยกระทรวงสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น และอาจทำให้พื้นที่ของตัวแทนภาคประชาชนที่เป็นอิสระลดลง












