‘รอดหรือร่วง เลือกตั้งบอร์ด สำนักงานประกันสังคม' หลังศาลปกครองกลางสั่งทุเลา ประกาศว่าด้วยหลักเกณฑ์ ‘ผู้ประกันตนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งกับสำนักงานประกันสังคมก่อน’ ระหว่างการพิจารณาคดี ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งบอร์ดใหม่อย่างไร พร้อมฉายภาพ 3 ฉากทัศน์ หาก สำนักงานประกันสังคมต้องการจัดเลือกตั้งต่อ
เชื่อว่ามีผู้ประกันตนจำนวนไม่น้อยที่เฝ้ารอการไปใช้สิทธิเลือกตั้งตัวแทนฝ่ายนายจ้าง-ผู้ประกันตน เพื่อเข้าไปเป็นสมาชิกคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประสังคม) ชุดใหม่ ในวันที่ 27 ก.ย. 2569 ที่จะถึงนี้ โดยคาดหวังว่าบอร์ดชุดใหม่ที่ตนเลือกจะได้เข้าไปบริหารกองทุนประกันสังคม หนึ่งในกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในไทยมูลค่าราว 3,000 ล้านบาทให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงผลักดันสิทธิประโยชน์ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ประกันตน
อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 เดือนนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องของ เสรี หนูวงศ์ ผู้ก่อตั้งสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย และผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เบอร์ 16 ที่ร้องให้เพิกถอนประกาศที่กำหนดให้ผู้ประกันตนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งได้ ต้องลงทะเบียนก่อนล่วงหน้า และศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาเงื่อนไขการลงทะเบียนฯ อีกด้วยจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือมีคำสั่งอย่างอื่น
เป็นผลให้ในวันเดียวกัน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งบอร์ด มีมติชะลอกระบวนการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมออกไปก่อน เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง ซึ่งก็ถูกกระแสวิจารณ์ว่ากระทรวงแรงงานกำลังล้มเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมหรือไม่
ประชาไทสรุปประเด็นทั้งหมดสำหรับผู้ที่ต้องการทราบความเป็นไปของสถานการณ์การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยไล่เรียงตั้งแต่เหตุที่ศาลปกครองกลางรับคำร้องของเสรี หนูวงศ์ และมีคำสั่งฯ พร้อมประเมิน 3 ฉากทัศน์เดินหน้าเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม และแผนของกระทรวงแรงงานหลังจากนี้
เสรี หนูวงศ์ ฟ้องร้องเรื่องอะไร
1. เกริ่นสักนิด ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เรื่องให้มีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ข้อ 2 กำหนดว่า ผู้ประกันตนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 ก.ย. 2569 ต้องลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งกับสำนักงานประกันสังคม โดยสามารถลงทะเบียนผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ประกันสังคม แอปพลิเคชัน SSO+ หรือเดินทางมาด้วยตัวเองที่สำนักงานประกันสังคม ตั้งแต่ 1 มิ.ย. – 15 ก.ค. 2569 (ภายหลังมีการขยายเวลาจนถึง 20 ก.ค. 2569)
วิธีการนี้เป็นวิธีการเดียวกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรก เมื่อปี 2566 คือ ผู้ประกันตนต้องลงทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายในระยะเวลาที่กำหนด ถึงจะมีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งรายงานจากสื่อ. ระบุว่า ครั้งนั้นมีผู้ลงทะเบียน 854,414 คน จากผู้ประกันตนมาตรา 33 39 และ 40 ที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 24,867,225 คน (ข้อมูลเมื่อ มิ.ย. 2566) หรือคิดเป็น 3.44%
2. อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ครั้งที่ 2 ดูเหมือนจะไม่ราบรื่นเสียแล้ว เพราะเมื่อ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา เสรี หนูวงศ์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เนื่องจากตัวประกาศที่ระบุว่า เกณฑ์การใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต้องให้ลงทะเบียนก่อน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยฟ้องร้องหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประกาศฉบับดังกล่าว คือ 1. คณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน กับ 2. ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ
เสรี ได้ขอให้ศาลปกครองกลาง พิจารณา และมีคำสั่ง 3 ประเด็น คือ
2.1 ให้เพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ เฉพาะข้อที่ 2 ซึ่งกำหนด ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องเป็นคนที่ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งกับสำนักงานประกันสังคม (สำนักงานประกันสังคม)
ภาพเอกสารประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน
2.2 ผู้ประกันตนทุกคน สามารถเลือกตั้งในวันที่ 27 ก.ย. 2569 โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า
2.3 ขอให้มีคำสั่งทุเลา ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ข้อ 2 ระหว่างที่มีการพิจารณาคดี
เสรี ระบุว่า หากปล่อยให้มีการบังคับใช้ข้อกำหนดลงทะเบียนดังกล่าว จนกระบวนการเลือกตั้งเสร็จสิ้นในวันที่ 27 ก.ย. 2569 อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงจนยากจะเยียวยาในภายหลัง และการให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 27 ก.ย. 2569 โดยไม่ต้องลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของภาครัฐ และไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการสาธารณะแต่อย่างใด เพราะสำนักงานประกันสังคม (สำนักงานประกันสังคม) สามารถจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยใช้ฐานข้อมูลผู้ประกันตนที่ สำนักงานประกันสังคมมีอยู่แล้วได้เลย ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ให้ซ้ำซ้อน
สร้างภาระเงื่อนไขโดยไม่จำเป็น ทำให้คนเสียสิทธิจำนวนมาก
3. เสรี ระบุว่า การออกข้อกำหนดให้ต้องลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้ประกันตนถูกนายจ้างหักเงินส่งสมทบกองทุนประกันสังคมเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว สมควรได้รับสิทธิเลือกตั้งโดยไม่ต้องลงทะเบียน
3.1 เขามองว่าการกำหนดให้มีการลงทะเบียน ถึงจะได้ใช้สิทธิการเลือกตั้ง ถือเป็นการสร้างเงื่อนไขและจำกัดสิทธิเกินกว่าที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ ทางประกันสังคมมีฐานข้อมูลของผู้ประกันตนทุกคนอยู่แล้ว ควรอำนวยความสะดวกจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แทนที่จะผลักภาระให้กับผู้ประกันตนต้องลงทะเบียนล่วงหน้า
3.2 การให้มาลงทะเบียนที่สำนักงานประกันสังคม ย่อมทำให้เกิดภาระค่าเดินทางโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 ที่ระบุว่าการจำกัดสิทธิและเสรีภาพต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ
3.3 กรณีที่ผู้ประกันตนที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชัน หรือขาดโอกาสรับรู้ข้อมูลประชาสัมพันธ์ ทำให้มีผู้ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก เมื่อมีผู้ใช้สิทธิน้อยลง ก็จะส่งผลให้การลงคะแนนที่ไม่ได้สะท้อนผลการเลือกตั้งอย่างแท้จริง รวมถึงส่งผลกระทบต่อผู้ฟ้อง ในฐานะผู้รับสมัครเลือกตั้ง ไม่ได้รับการลงคะแนนเสียงอย่างเที่ยงธรรม
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคม เมื่อ 29 ก.ค. 2569 ระบุว่า หลังปิดลงทะเบียน มีผู้ประกันตนลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง 1,629,845 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 11,942,932 คน หรือคิดเป็น 13% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
คณะกรรมการฯ แจง ลงทะเบียนเพื่ออำนวยความสะดวกการเลือกตั้ง
4. ตัวแทนคณะกรรมการเลือกตั้งบอร์ด ส่งคำชี้แจงว่า เหตุผลที่ต้องมีการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกันตน สามารถเลือกหน่วยเลือกตั้งหรือสถานที่ที่ตนเองสะดวกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
5. หากให้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลผู้ประกันตนที่ สำนักงานประกันสังคมมีอยู่แล้ว ทางคณะกรรมการฯ มองว่า ข้อมูลของผู้ประกันตน มาตรา 33 ไม่น่ามีปัญหา เนื่องจากสามารถอ้างอิงที่อยู่จากสถานประกอบการได้ แต่จะมีข้อกังวลในส่วนของผู้ประกันมาตรา 39 และ 40 ที่ข้อมูลที่อยู่ของผู้ประกันตนอาจไม่ได้อัปเดตเป็นปัจจุบัน หากจัดเลือกตั้งโดยใช้ฐานข้อมูลของ สำนักงานประกันสังคม อาจมีคนไม่สะดวกมาใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง
6. คณะกรรมการฯ ยังมองว่าการให้ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง จะทำให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเดิม จำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จำนวน 1.6 ล้านราย จะใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้ง 32 ล้านบาท แต่ถ้าอนุญาตให้ผู้ประกันตนทั้งหมดที่มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเพิ่มเป็น 11 ล้านคน ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเป็น 357 ล้านบาท
7. คณะกรรมการฯ ยังมีข้อกังวลด้วยว่า หากศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ข้อ 2 ว่าด้วยเกณฑ์ที่ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องลงทะเบียนกับ สำนักงานประกันสังคมก่อนเท่านั้น อาจทำให้การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต้องเลื่อนออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความโปร่งใส และประสิทธิภาพการบริหารกองทุนและสำนักงานประกันสังคม เนื่องจากคณะกรรมการประกันสังคมชุดเดิมหมดวาระตั้งแต่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา หากยังไม่มีการเลือกตั้ง คณะกรรมการชุดเดิมจะต้องทำงานยาวนานเกินไป ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ทางกฎหมายที่กำหนดวาระดำรงตำแหน่งบอร์ดประกันสังคม (วาระ 2 ปี) เพื่อป้องกันการผูกขาด และควบคุมอำนาจในบอร์ดประกันสังคม
ศาลมองลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย
8. หลังสองฝ่ายชี้แจง ศาลปกครองกลางมีประเด็นวินิจฉัย จำนวน 3 ประเด็น ได้แก่
8.1 ข้อกำหนดที่ให้ลงทะเบียน เพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ศาลมองว่า กรณีการออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ข้อ 2 ซึ่งระบุว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งจะทำได้ ต่อเมื่อมีการลงทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมแล้วเท่านั้น แม้ว่าเป็นการออกประกาศฯ จะมีกฎหมายรองรับ แต่การให้ลงทะเบียนก่อนใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้มีผู้ถูกตัดสิทธิจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถมาลงทะเบียนให้ทันเวลา สะท้อนได้จากตัวเลขผู้ประกันตนที่มาลงทะเบียน มีเพียง 1.6 ล้านคน จากจำนวนผู้ประกันตนที่มีสิทธิจำนวน 11 ล้านคน
นอกจากนี้ การกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการจัดเลือกตั้งโดยไม่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ขัดกับ พ.ร.บ.ประกันสังคม ที่บัญญัติและคุ้มครองเอาไว้ อีกทั้งเป็นการสร้างภาระและจำกัดสิทธิของผู้ประกันตนโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจอย่างชัดเจน ดังนั้น ประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ข้อ 2 จึง “น่าจะ” มีปัญหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองสั่งทุเลา เกณฑ์ต้องลงทะเบียนก่อนเลือกตั้งบอร์ด
8.2 ประเด็นต่อมา หากปล่อยให้ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ข้อ 2 ซึ่งกำหนดให้ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งกับสำนักงานประกันสังคม” บังคับใช้ต่อไปในระหว่างพิจารณาคดี จะส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรง และยากต่อการเยียวยาแก้ไขในภายหลังหรือไม่
ศาลมองว่า หากมีการบังคับใช้เรื่องเกณฑ์การลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จะส่งผลให้ผู้ประกันตนจำนวนมากต้องเสียสิทธิ เพราะลงทะเบียนไม่ทันเวลาที่กำหนด ขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม ที่ให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้ผู้ประกันตนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาไม่ได้มาจากเสียงของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบการเลือกตั้ง และทำให้ผู้ฟ้องร้อง ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งเสียโอกาสได้รับการเลือกตั้งจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามจำนวนที่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาในภายหลัง
8.3 ประเด็นสุดท้าย หากมีการสั่งทุเลาประกาศฯ แล้ว จะส่งผลกระทบต่อการบริหารของรัฐ และการให้บริการประชาชนหรือไม่
ศาลมองว่า สำนักงานประกันสังคมยังคงสามารถจัดการเลือกตั้งตามวันเวลาเดิม คือ 27 ก.ย. 2569 โดยใช้ฐานข้อมูลผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมมีอยู่แล้ว ทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- ในเรื่องงบประมาณ ศาลมองว่าเป็นเรื่องการวางแผนและการบริหารของสำนักงานประกันสังคมที่ต้องทำให้เพียงพอต่อการจัดการเลือกตั้ง
- กรณีที่คณะกรรมการประกันสังคมชุดเดิมพ้นจากวาระตำรงตำแหน่งไปแล้วนั้น พ.ร.บ.ประกันสังคม ระบุว่าให้คณะกรรมการชุดเดิมรักษาการทำงานไปพลาง จนกว่าจะมีคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาแทน
- ศาลจึงมองว่าการทุเลาประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ข้อ 2 จึงไม่เป็นอุปสรรคในการบริหารงานของรัฐ และไม่ส่งผลกระทบต่อการบริการสาธารณะ จึงให้ทุเลาประกาศดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
9. หลังศาลปกครองกลางรับคำร้อง และมีคำสั่งทุเลาประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้โพสต์ข้อความเมื่อ 27 ก.ค. แจ้งข่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ได้มีมติชะลอกระบวนการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าว
เมื่อ รมว.แรงงาน โพสต์เช่นนี้ ทำให้มีบางคนตีความว่า กระทรวงแรงงานกำลังส่งสัญญาณเลื่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หรือเป็นเกมการเมืองล้มการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะในคำสั่งของศาลปกครองกลาง ไม่ได้ระบุให้เลื่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม การเลือกตั้งยังสามารถจัดตามวันเวลาเดิมได้โดยใช้ฐานข้อมูลที่สำนักงานประกันสังคมมีอยู่แล้ว
3 ฉากทัศน์ จัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต่อ
10. จากการสำรวจข้อเสนอจากนักการเมือง และนักวิชาการ พบว่ามี 3 แนวทางหากสำนักงานประกันสังคม ต้องการจัดการเลือกตั้งต่อ
ประการที่ 1 รอให้คดีถึงที่สุด และค่อยจัดเลือกตั้ง แต่ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานเท่าไร
ประการที่ 2 เป็นข้อเสนอของอาจารย์ อานนท์ มาเม้า คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยอาจารย์เสนอว่า สามารถให้คู่กรณีไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน หรือผู้ประกันตน ใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งทุเลา (ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง หรือรับทราบคำสั่ง) หากศาลยกเลิกคำสั่งทุเลา ก็จะจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมรูปแบบเดิมได้
ประการที่ 3 ให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน แก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานฯ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท อนุญาตให้ผู้ประกันตนทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม (โดยไม่ต้องลงทะเบียน) ซึ่งจะทำให้เหตุแห่งข้อพิพาทยุติลงไป แต่ปัญหาคือการจัดการการเลือกตั้งจะต้องใช้เวลาและงบประมาณมากขึ้น

เอกสาร ระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม
11. อานนท์ ให้ความเห็นว่า เขาสนับสนุนให้กระทรวงแรงงาน ทบทวนยกเลิกหลักเกณฑ์ ‘การลงทะเบียน’ เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงสิทธิการเลือกตั้ง คล้ายกับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติ
12. อย่างไรก็ดี คำถามอยู่ที่การจัดการ เนื่องจากหากแก้ไขให้ผู้ประกันตนทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งฯ โดยไม่ต้องลงทะเบียน หมายความว่าจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.6 ล้านคน เป็น 11 ล้านคน และต้องใช้งบประมาณในการจัดเลือกตั้งเพิ่มขึ้น จากเดิม 32 ล้านบาท เพิ่มเป็น 357 ล้านบาท หลายฝ่ายก็ประเมินว่า จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้น ปริมาณงานกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่ซับซ้อนมากขึ้น เป็นไปได้ยากที่จะจัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ภายในวันที่ 27 ก.ย.นี้
13. อาจารย์นิติศาสตร์ ให้ความเห็นว่า แม้ว่าจะมีข้ออ้างอุปสรรคเรื่องการจัดการเลือกตั้ง แต่เขาคิดว่าถ้ามองในเชิงอุดมการณ์ของสิทธิการเลือกตั้งที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง เราจะวางข้ออ้างลง และพยายามทุกวิถีทางเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย เห็นการลงมือทุกขั้นตอน งบประมาณที่ใช้ กำลังคนที่ทุ่มเทดำเนินการ ทุกคนจะตระหนักในสิ่งนี้ และผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้ง ก็จะตระหนักในสิ่งนี้เช่นเดียวกัน จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ ใช้โอกาสนี้ทบทวนยกเลิกหลักเกณฑ์ ต้องลงทะเบียน
ไม่ล้มเลือกตั้งแน่นอน เดินหน้ายื่นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งทุเลา
14. จุลพันธ์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรคุยข่าวนอกจอ” เมื่อ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ชี้แจงว่า ตอนนี้ที่ประชุมยังไม่มีมติให้เลื่อน แต่ขอชะลอจนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องคำสั่งของศาล โดยแผนหลังจากนี้จะมีการเดินหน้ายื่นอุทธรณ์ คำสั่งทุเลา ‘ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน’ เรื่อง ให้มีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ข้อ 2 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขต้องลงทะเบียน ถึงมีสิทธิเลือกตั้ง
หากศาลยกเลิกคำสั่งทุเลาดังกล่าว ก็จะสามารถจัดเลือกตั้งในวันที่ 27 ก.ย. 2569 ตามกำหนดเดิม
แต่หากศาลยกคำร้องขออุทธรณ์ จุลพันธ์ มองว่าจะกระทบกับการจัดการเลือกตั้งวันที่ 27 ก.ย. เนื่องจากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเพิ่มเป็น 11 ล้านคน เวลาเตรียมการจัดการเลือกตั้งอาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานมากขึ้นกว่าเดิม ต้องประเมินว่าจะเพิ่มหน่วยเลือกตั้ง บุคลากร ไปจนถึงการผลิตบัตรเลือกตั้งต้องเพิ่มมากขนาดไหน เพื่อรองรับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด และจะมีการปรับแผนการจัดการเลือกตั้งใหม่อย่างไร
ระหว่างศาลปกครองกลางพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ จุลพันธ์ ระบุว่า ทางสำนักงานประกันสังคม และกระทรวงแรงงาน จะดำเนินการเตรียมการเลือกตั้งตามกำหนดเวลาเดิมไปก่อน
15. ส่วนในประเด็นข้อครหาล้มการเลือกตั้ง ? จุลพันธ์ ระบุว่า เราจริงใจในเรื่องการจัดการเลือกตั้ง อยากให้มีบอร์ดใหม่เข้ามาบริหารและจัดการปัญหากองทุนและสำนักงานประกันสังคม เนื่องจากบอร์ดเดิมที่พ้นวาระไปแล้วไม่ได้มีอำนาจเต็มในการจัดการและบริหาร
“ไม่มีทางที่จะล้มการเลือกตั้งได้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมเองยืนยันว่าผมและประกันสังคมเราขับเคลื่อนเรื่องการเลือกตั้งเต็มที่ กระบวนการการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว” รมว.แรงงาน กล่าว
ถามว่าถ้าศาลยกคำร้องอุทธรณ์ จะรอจนคดีสิ้นสุดและจัดการเลือกตั้งหรือไม่ รมว.แรงงาน มองว่าจะไม่รอยาวนานขนาดนั้นแน่นอน เพราะจะกระทบการบริหารกองทุนและสำนักงานประกันสังคม ซึ่งทางกระทรวงแรงงานจะพิจารณาแก้ระเบียบฯ เพื่อเอาเรื่องลงทะเบียนออกไปแทน












