
‘ศาลปกครองสูงสุด’ ยืนคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดี ‘อดีตนายทหาร’ ขอเพิกถอนคำสั่ง ‘รมว.กลาโหม’ สั่ง ‘ปลดออกจากราชการ’ กระทำผิดวินัยทหาร ‘ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง' ชี้ ‘คดีวินัยทหาร’ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ‘ศาลปกครอง'
……………………………………
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งตามคำร้องที่ 1361/2568 คำสั่งที่ 179/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ นาย พ. อดีตข้าราชการทหาร (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้อง รมว.กลาโหม และคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ 2) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา)
กรณี รมว.กลาโหม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 621/2568 ลงวันที่ 20 มิ.ย.2568 เรื่อง ให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ ปลด นาย พ. (ผู้ฟ้องคดี) เป็นนายทหารนอกราชการ ไม่มีบำเหน็จบำนาญ สังกัดมณฑลทหารบกที่ 38 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นาย พ.(ผู้ฟ้องคดี) จึงนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลฯ เพื่อขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งยกเลิกผลการสอบวินัยอย่างร้ายแรง และเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 621/2568 ลงวันที่ 20 มิ.ย.2568 เรื่อง ให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ
คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 621/2568 ลงวันที่ 20 มิ.ย.2568 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จะเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้คำสั่งดังกล่าวเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารแต่อย่างใด ประกอบกับการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงในการรวบรวมพยานหลักฐาน เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งในการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
อีกทั้งตามคำบรรยายฟ้องของผู้ฟ้องคดี เป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งลงโทษเท่านั้น
ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ จึงเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคสอง (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลฯจึงไม่อาจรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ ตามนัยข้อ 37 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2553
“ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด… วรรคสอง บัญญัติว่า เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง (1) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร…
พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 มาตรา 4 บัญญัติว่าวินัยทหารนั้น คือ การที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร มาตรา 5 บัญญัติว่าวินัยเป็นหลักสำคัญที่สุดสำหรับทหาร เพราะฉะนั้นทหารทุกคนจักต้องรักษาโดยเคร่งครัดอยู่เสมอผู้ใดฝ่าฝืนท่านให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิด…มาตรา 7 บัญญัติว่า ทหารผู้ใดกระทำผิดต่อวินัยทหารจักต้องรับทัณฑ์ตามวิธีที่ปรากฏในหมวด 3 แห่ง พ.ร.บ.นี้ และอาจต้องถูกปลดจากประจำการ หรือถูกถอดจากยศทหาร
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 มาตรา 15 บัญญัติว่า วินัยของข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการและนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร ข้อบังคับและระเบียบแบบแผน ที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
จากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ได้มีการกำหนดกระบวนการสอบสวนทางวินัยทหารไว้ ดังนี้ เมื่อหน่วยงานของทหารได้รับเรื่องร้องเรียน จะมีการสืบสวนข้อเท็จจริงและดำเนินการทางวินัย หากผิดวินัยไม่ร้ายแรงจะมีผลลงทัณฑ์แตกต่างกันไป แต่ถ้าผิดวินัยร้ายแรงจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณา และมีความเห็นเสนอต่อผู้บังคับบัญชาต่อไป
คำสั่งกองทัพบก ที่ 176/2508 เรื่อง การหมุนเวียนกำลังพล ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2508 1.การปลดข้าราชการออกจากประจำการทันที ให้ดำเนินการปลดข้าราชการที่มีพฤติการณ์ต่อไปนี้ ออกจากราชการทันที คือ 1.1 ทุจริตต่อหน้าที่ ฯลฯ และคำสั่งกองทัพบก ที่ 131/2551 เรื่อง แนวทางการดำเนินการต่อกำลังพลที่มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ลงวันที่ 30 เมษายน 2551
1.เมื่อปรากฏเรื่องร้องเรียนหรือมีการกล่าวหากำลังพลมีพฤติการณ์ลวงลวงเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ต่างๆ หากพฤติการณ์มีมูลในการกระทำความผิด หน่วยต้นสังกัดต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการทางวินัยและปกครองบังคับบัญชา และให้ถือว่าการสอบสวนดังกล่าวเป็นการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) เห็นว่าคำสั่งปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากในการสอบสวนทางวินัยไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง ครบถ้วน ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีโอกาสได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแก้ข้อกล่าวหา ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
เห็นว่า แม้คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 621/2568 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ที่ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และผู้ฟ้องคดีประสงค์จะฟ้องคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ก็ตาม
แต่เมื่อมูลเหตุในการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (รมว.กลาโหม) ที่ปลดผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) ออกจากราชการดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่าลวงลวง เรียกรับผลประโยชน์จากบุคคลพลเรือน โดยอ้างว่าตนจะนำเงินดังกล่าวไปให้กับผู้บังคับบัญชาของตน เพื่อให้ช่วยเหลือเข้ารับราชการ ถือว่าเป็นความผิดวินัยร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ ตามคำสั่งกองทัพบก ที่ 176/2508 เรื่อง การหมุนเวียนกำลังพล ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2508
ประกอบกับข้อ 1.ของคำสั่งกองทัพบก ที่ 131/2551 เรื่อง แนวทางการดำเนินการต่อกำลังพลที่มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ลงวันที่ 30 เมษายน 2551 เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 ประกอบกับมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521
แม้คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 621/2568 ลงวันที่ 20 มิ.ย.2568 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จะเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้คำสั่งดังกล่าวเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารแต่อย่างใด ประกอบกับการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงในการรวบรวมพยานหลักฐาน เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งในการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
อีกทั้งตามคำบรรยายฟ้องของผู้ฟ้องคดี เป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งลงโทษเท่านั้น ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ จึงเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคสอง (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ ตามนัยข้อ 37 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2553
ที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีประสงค์โต้แย้งกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและการที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงที่ไม่พิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี นั้น เมื่อศาลไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว
การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น” คำสั่งศาลปกครองสูงสุดตามคำร้องที่ 1361/2568 คำสั่งที่ 179/2569 ลงวันที่ 25 ก.พ.2569 ระบุ
สำหรับคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) ฟ้องว่า เดิมผู้ฟ้องคดีรับราชการทหาร ตำแหน่ง ฝอ.1 พัน.บร.กบร.ศม ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จากกรณีถูกร้องเรียนเรื่องเรียกเงินในการฝากเข้าทำงานราชการ เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า จึงได้มีคำสั่งศูนย์การทหารม้า ที่ 180/2567 ลงวันที่ 3 พ.ค.2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
จากรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์ลวงลวง เรียกรับผลประโยชน์ จากบุคคลพลเรือน โดยอ้างว่าตนจะนำเงินดังกล่าวไปให้กับผู้บังคับบัญชาของตน เพื่อให้ช่วยเหลือเข้ารับราชการ เข้าข่ายกระทำผิดวินัยร้ายแรง ตามคำสั่งกองทัพบก ที่ 176/2504 ลงวันที่ 10 มิ.ย.2508 เรื่อง หมุนเวียนกำลังพล ข้อ 1.1 ทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งต้องดำเนินการปลดออกจากราชการทันที
แต่เนื่องจากการออกคำสั่งปลดออกจากราชการเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งกระทบสิทธิของคู่กรณี กองพันทหารม้าที่ 16 กองพลทหารราบที่ 5 จึงได้มีคำสั่งกองพันทหารม้าที่ 16 กองพลทหารราบที่ 5 ที่ 170/2567 ลงวันที่ 9 ก.ค.2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ต่อมา ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 20 ธ.ค.2567 ขอให้พิจารณาทบทวนผลการสอบสวนวินัยร้ายแรง
และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (รมว.กลาโหม) ได้มีคำสั่งคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 621/2568 ลงวันที่ 20 มิ.ย.2568 เรื่อง ให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ ปลดผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) เป็นนายทหารนอกราชการ ไม่มีบำเหน็จบำนาญ สังกัดมณฑลทหารบกที่ 38 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดี จึงนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง
ต่อมาศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจาก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (รมว.กลาโหม) มีคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 621/2568 ลงวันที่ 20 มิ.ย.2568 เรื่อง ให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการฯ อันถือได้ว่าคำสั่งดังกล่าวออก โดยหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ผู้ฟ้องคดีมีความเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทบสิทธิต่อบุคคลทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สังกัดกระทรวงกลาโหม และเป็นบุคคลที่กฎหมายให้อำนาจในการออกคำสั่ง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ.2542 ที่บัญญัติว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า (2)… บุคคลซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกคำสั่ง ที่มีผลกระทบต่อบุคคล…
กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่โดยที่มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 และมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 ได้บัญญัติถึงความหมายของวินัยทหาร หลักสำคัญที่ทหารทุกคนต้องถือปฏิบัติ อีกทั้งการกระทำผิดวินัยทหารจะต้องได้รับการลงทัณฑ์ตามที่กฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้
นอกจากนี้ กองทัพบก สังกัดกระทรวงกลาโหม ได้กำหนดแนวทางในการดำเนินการสอบสวน เกี่ยวกับเรื่องวินัยทหารไว้ด้วยแล้ว ซึ่งรวมทั้งการสอบสวนข้อเท็จจริงและการสอบสวนวินัยร้ายแรงเกี่ยวกับวินัยทหาร เมื่อการดำเนินการลงโทษผู้ฟ้องคดีได้มีการดำเนินการตามที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 บัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว
ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ออกคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 621/2568 ลงวันที่ 20 มิ.ย.2568 ปลดผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ อันเป็นการดำเนินการไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร ข้อบังคับและระเบียบแบบแผนที่กระทรวงกลาโหมกำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า เรื่องดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง (1) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
ดังนั้น จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดี ออกจากนายทหารสัญญาบัตร แม้จะมีข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่ก็เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารตามกฎหมายเฉพาะที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคสอง (1) แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ศาลปกครอง จึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้ สารบบความ ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารระบบความ
ต่อมา ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ความว่า ผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องว่า ได้แจ้งความประสงค์ไปยังคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยประสงค์จะนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเพิ่มเติม เกี่ยวกับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีถูกร้องเรียน เพื่อขอให้คณะกรรมการพิจารณาก่อนสรุปผลการสอบ
และจากเหตุดังกล่าว คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกลับมิได้ให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทบทวน และคณะกรรมการสอบสวน วินัยร้ายแรงก็มิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามหนังสือขอความเป็นธรรม แต่ลงนามในคำสั่ง จนก่อให้เกิดผลร้าย จึงเป็นมูลเหตุทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น
ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่เรื่องของ พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณคดีปกครอง พ.ศ.2542 ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองขั้นต้นเป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา













