
เรื่องที่ควรรู้ก่อนเข้าคลินิกศัลยกรรมและแนวทางการเรียกร้องหลังได้รับความเสียหาย

ที่มาของภาพ : Getty Photographs
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าว.
- Printed
- เวลาอ่าน: 5 นาที
เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มสายไหมต้องรอด ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรจิตอาสาและเครือข่ายภาคประชาชน พร้อมผู้เสียหายที่ใช้ชื่อว่า ‘พี่หญิง' อายุ 36 ปี ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวหลังเธอเข้ารับบริการทำศัลยกรรมดูดไขมันหน้าท้องโดยหวังว่าจะได้ผลลัพธ์เสมือนมีกล้ามหน้าท้อง
เธอเล่าว่าตนเองเห็นโฆษณาของคลินิกดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กและตกลงเข้ารับบริการดังกล่าวในราคา 39,999 บาท อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา เมื่อเธอกำลังจะเข้ารับบริการและขึ้นเตียงผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว กลับมีเจ้าหน้าที่เดินมาพูดกับเธอว่าหากอยากให้ผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์ต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็น 70,000 บาท เพราะสถานการณ์บีบคั้นเธอจึงยอมตกลง
สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เป็นไปตามความคาดหวัง เธอจึงเดินทางไปขอความเห็นทางการแพทย์จากแพทย์คนอื่นและกลับมาพูดคุยกับแพทย์ผู้รักษาเธอ แต่แพทย์คนดังกล่าวปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ พร้อมกล่าวว่าผลงานที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจสำหรับตัวเองแล้ว อีกทั้งยังอ้างว่าเธอได้ลงนามในเอกสารยินยอมรับการรักษาไปแล้ว
ปัจจุบัน สื่อหลายสำนักเช่น ไทยรัฐออนไลน์ และ เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ในบทความนี้ .พูดคุยกับที่ปรึกษาด้านกฎหมายการแพทย์ เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับที่ใช้ในการตรวจสอบคลินิกเวชกรรมหรือคลินิกความงามต่าง ๆ รวมไปถึงคำแนะนำและแนวทางการเรียกร้องหลังได้รับความเสียหาย
ประเภทของ ‘คลินิกความงาม'

ที่มาของภาพ : Getty Photographs
ตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของสถานพยาบาลและลักษณะการให้บริการของสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 ‘คลินิก' หมายถึงสถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน โดย นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย อาจารย์ประจำหลักสูตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สาขากฎหมายการแพทย์และสาธารณสุข กล่าวและเสริมว่า คลินิกความงามที่ผู้คนทั่วไปเข้าใจกัน หากเรียกด้วยชื่อทางการก็คือ ‘คลินิกเวชกรรม' ซึ่งต้องดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และคลินิกเหล่านี้จะอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข
นพ.ไพโรจน์ ชี้ว่า สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการจะตรวจสอบว่าหัตถการใดต้องให้แพทย์เป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น “เส้นแบ่งคืออะไรที่ฉีดหรือว่าต้องเข้าเนื้อก็คือต้องเป็นหมอแน่ ๆ… เลเซอร์ หรือเครื่องที่มันต้องทะลุทะลวงเข้าผิว ไม่ว่าจะเป็นรังสีแม่เหล็ก ไฟฟ้า รังสีความร้อน ต้องให้หมอทำทั้งหมดเลยเพราะมันเข้าไปเกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อของมนุษย์”
สำหรับคลินิกประเภทนี้ อาจารย์ด้านกฎหมายการแพทย์ชี้ว่า ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้จากใบอนุญาต 2 ใบหลัก ที่ต้องติดแสดงไว้ที่คลินิก ได้แก่
- ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (สพ.7) ซึ่งผู้ประกอบการจะเป็นแพทย์หรือไม่ใช่แพทย์ก็ได้
- ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล (สพ.19) โดย “ผู้ดำเนินการ” ต้องเป็นแพทย์เท่านั้น
Discontinue of ได้รับความนิยมสูงสุด
สำหรับแพทย์ผู้ให้บริการ นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่าจะต้องมีใบอนุญาตอย่างน้อย 2 ประเภท เช่นเดียวกัน ได้แก่
- ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม จากแพทยสภา ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์จากฐานข้อมูลแพทยสภาได้ที่เว็บไซต์นี้
- หนังสือแสดงความจำนงเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานพยาบาลของผู้ประกอบวิชาชีพ (สพ.6) ซึ่งเป็นเอกสารที่ นพ.ไพโรจน์ ชี้ว่า ต้องมีเพื่อระบุเวลาตรวจของแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และต้องกับแพทย์ทุกคนทั้งที่ทำงานแบบประจำหรือพาร์ตไทม์
นพ.ไพโรจน์ เสริมว่า สำหรับคลินิกเวชกรรมด้านความงามนั้น อย่างที่ระบุไว้ข้างต้นว่าต้องดำเนินการโดยแพทย์เท่านั้น ทว่าหากจะเจาะลึกลงไปว่าหัตถการประเภทไหนต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางหรือไม่ ต้องไปดูประกาศจากแพทยสภา แต่โดยทั่วไปแล้ว สำหรับคลินิกเวชกรรมด้านความงาม “แพทย์ที่จบหกปีสามารถประกอบวิชาชีพได้ตามกฎหมาย” พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525
“แพทย์สภาจะเป็นคนกำหนดว่าบางสาขา บางอนุสาขาจะต้องรักษาได้ ต้องเฉพาะแพทย์อนุสาขานั้นเท่านั้น เช่น ภาวะมีบุตรยาก อันนี้แพทย์ที่จบหกปีก็จะทำไม่ได้” นพ.ไพโรจน์ กล่าว
แนวทางการเรียกร้องหลังได้รับความเสียหายทำอย่างไร
ต่อประเด็นคดีความทางกฎหมาย นพ.ไพโรจน์ ชี้ว่า จากกรณีการดูดไขมันข้างต้นนั้น อาจเริ่มได้ตั้งแต่มิติของการโฆษณา ซึ่งต้องย้อนกลับไปตรวจสอบว่าข้อความทั้งหมดที่ใช้ในการโฆษณาเป็นความข้อมูลจริงหรือไม่
“การโฆษณาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหมายความว่าคุณพูดอะไรออกไป คุณต้องทำตามนั้น ถ้าคุณทำไม่ตามนั้น ถือว่าผิดสัญญาด้วยเลย”
.สอบถามต่อไปว่า เช่นนั้น หากแพทย์สัญญาว่าดูดไขมันและปั้นกล้ามหน้าท้องให้ออกมามี ‘ร่องสิบเอ็ด' แต่ทำออกมาได้ตามจริง เช่นนั้นนับว่าผิดต่อสัญญาและมีความผิดหรือไม่
อาจารย์ด้านกฎหมายการแพทย์รายนี้ อธิบายต่อว่า ในพื้นที่โฆษณาอาจไม่สามารถเขียนให้ชัดเจนว่าออกมาแล้วจะสวยหรือไม่สวย จะเป็นไปตามความคาดหวังของผู้เข้ารับบริการมากแค่ไหน แต่กระบวนการตรวจสอบสามารถใช้แพทย์คนอื่นที่มีความเชี่ยวชาญแบบเดียวกันเป็นผู้ประเมินได้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาควรจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ หากแพทย์คนอื่นเป็นผู้ปฏิบัติผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางเดียวกันไหม
“ถ้าคนอื่นทำออกมาไม่ใช่แบบนี้ แล้วคุณทำออกมาเป็นแบบนี้ แปลว่าคุณไม่ได้มาตรฐานแล้ว อันนี้คือดูจากผลลัพธ์เป็นหลัก” เขาเสริม

ที่มาของภาพ : Getty Photographs
สำหรับประเด็นเรื่องการเซ็นยินยอมเข้ารับการรักษาจะช่วยปกป้องแพทย์คนดังกล่าวได้หรือไม่ นักวิชาการผู้นี้ชี้ว่า การเซ็นยินยอมให้รักษาเป็นจุดเริ่มต้น เนื่องจากแพทย์จะรักษาคนไข้ไม่ได้เลยหากคนไข้ไม่เซ็นเอกสารดังกล่าว ทว่าการยินยอมตามมาตรฐานของทางการแพทย์ต้องมีการบอกกล่าว ต้องมีการอธิบายว่าการทำหัตถการต่าง ๆ มีประโยชน์ มีโทษ มีข้อเสีย หรือความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนจะเป็นยังไง มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าไหม โดยแพทย์จะต้องอธิบายจนกว่าผู้ป่วยจะเข้าใจอย่างถ่องแท้
“อย่างนี้เขาเรียกว่าการเซ็นยินยอมภายหลังการบอกกล่าว ถ้าอยู่ดี ๆ เอาเอกสารใบยินยอมมาให้เซ็นเลย ไม่ได้บอกอะไรหรือบอกไม่ครบถ้วน ก็ถือว่าการยินยอมนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย” นพ.ไพโรจน์ ย้ำ
เขายังเสริมว่าการเซ็นใบยินยอมไม่ใช่เกราะกันความผิด เพราะ “การยินยอมนั้นไม่ได้ทำให้คุณทำอะไรก็ได้ ถ้าคุณทำแล้วประมาท ขาดความระมัดระวัง ใบยินยอมนั้นไม่ได้ช่วยให้หมอไม่ผิด ก็ยังถูกฟ้องร้องได้อยู่ดี ถ้าคุณรักษาเขาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ขาดความระมัดระวังที่เพียงพอ ผลออกมาไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็น ก็ยังผิดอยู่ดี”
สุดท้าย นพ.ไพโรจน์ แนะนำว่า ผู้เสียหายสามารถไปร้องเรียนต่อกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ เพื่อตรวจสอบมาตรฐานของคลินิกว่า คลินิกนี้ได้มาตรฐานหรือเปล่า และยังสามารถไปร้องเรียนต่อแพทยสภาได้หากแพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องต่อแพทยสภาจริง หรือแม้ในกรณีที่ผู้ให้บริการไม่ใช่แพทย์ แพทยสภาก็มีกฎหมายที่ไม่ให้ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการประกอบวิชาชีพเวชกรรม แพทยสภาจึงมีหน้าที่ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ไปดำเนินคดีกับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์













