
คืบหน้าเหตุยิv รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี รอง ผบช.ภ.1 เผยสอบพยานแล้ว 17 คน – พบสาเหตุก่อเหตุมาจากหลายเรื่อง

ที่มาของภาพ : thai recordsdata pix
รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนล่าสุดของเหตุยิvที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่าจากการสอบพยานบุคคลไปทั้งหมด 17 คน พบว่าสาเหตุที่ทำให้นักเรียนชายวัย 14 ปีก่อเหตุยิvมาจากหลายประเด็นทั้งครอบครัว การเรียน เหตุมีปัญหากับเพื่อน และการดูสื่อโซเชียลที่มีเนื้อหาความรุนแรง ส่วนครูวิชาภาษาไทยยังไม่ได้เข้าให้ถ้อยคำกับตำรวจ
สองวันหลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1 แถลงความคืบหน้าเมื่อเวลา 11.20 น. ในวันนี้ (7 ส.ค.) หลังประชุมติดตามความคืบหน้าที่สถานีตำรวจภูธร (สภ.) ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ว่าแนวทางการสืบสวนของตำรวจจะมุ่งพิสูจน์ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เด็กวัย 14 ปีก่อเหตุลงมือเพราะอะไร ขณะนี้พบว่าประกอบด้วยหลายสาเหตุร่วมกัน ทั้งปัญหาจากครอบครัว ปัญหาที่โรงเรียนที่มีทั้งเรื่องการเรียน มีปัญหากับเพื่อน และการดูสื่อโซเชียลที่มีเนื้อหาพฤติกรรมรุนแรง
“ปัญหาเกิดจากพ่อแม่แยกทางกัน แล้วอยู่กับปู่ย่าตั้งแต่อายุสองขวบ หรืออยู่กับปู่ย่ามา 12 ปี อาจมีปัญหาการเรียนบ้าง ทะเลาะกับเพื่อนบ้าง และจากการที่สอบพยาน ผู้ก่อเหตุ ก็เริ่มมีความสนใจที่จะดู ศึกษาเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนมาสักระยะ 1-2 ปี” พล.ต.อ.อรรถพล กล่าวและเสริมว่าจากการสืบสวนไม่ได้มีการไปฝึกซ้อมที่สนามฝึกซ้อม
ส่วนความคืบหน้าในการสอบปากคำพยาน พล.ต.อ.อรรถพล กล่าวว่านับตั้งแต่เกิดเหตุได้มีการสอบปากคำพยานไปแล้ว 17 ปาก โดยส่วนของครูสอนภาษาไทย ตำรวจ สภ.ปลายบางได้ เรียกให้เข้ามาให้ถ้อยคำแล้ว แต่ยังไม่ได้เดินทางมาให้ปากคำกับตำรวจ
สำหรับพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องซึ่งตำรวจได้นำส่งกองพิสูจน์หลักฐานแล้ว ผบช.ภ.1 ระบุว่ามีตั้งแต่ อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ปลอกกระสุนปืน ซองบรรจุกระสุน โทรศัพท์มือถือของเด็กชาย 14 ปี ส่วนหลักฐานที่ตรวจค้นได้ที่บ้านเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า และเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีตั้งโต๊ะซึ่งพบข้อมูลว่ามีการศึกษาสื่อโซเชียลเกี่ยวกับเนื้อหาความรุนแรง ส่วนรายงานเรื่องมีด พบว่าผู้ก่อเหตุได้พกมาที่โรงเรียนโดยใส่กระเป๋ามาด้วย
ในการนำสืบยังพบด้วยว่าเด็กชายผู้ก่อเหตุเคยนำปืนบีบีกันไปที่โรงเรียนและถูกครูตรวจยึดไป จากการสืบสวนพบว่าเด็กชายสั่งซื้อเองทางอินเทอร์เน็ต

ที่มาของภาพ : thai recordsdata pix
เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์วันเกิดเหตุ เมื่อถามว่าผู้ก่อเหตุมีกุญแจบ้านติดตัวและได้ล็อกประตูบ้านก่อนออกจากบ้านหรือไม่ พล.ต.อ.อรรถพล ขอไม่ลงรายเอียด โดยเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าการก่อเหตุอาจมีการวางแผนหรือไม่ พล.ต.อ.อรรถพลตอบว่า “ก็คงเป็นอย่างนั้น”
ส่วนกรณีที่มีการตั้งสังเกตว่าผู้ก่อเหตุเลือกเป้าหมายที่เป็นครูมากกว่าเพื่อนนักเรียนตามที่มีคลิปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย พล.ต.อ.อรรถพล ไม่ได้ชี้แจงถึงรายละเอียดการสืบสวน แต่ขอให้สื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อโซเชียลงดการเผยแพร่คลิปเหล่านี้ซ้ำ ๆ แต่ยอมรับว่ากรณีการลอกเลียนแบบเหตุรุนแรงที่ผู้ก่อเหตุอาจศึกษามา เป็นอีกประเด็นที่ทางตำรวจให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ด้วย
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue discovering outได้รับความนิยมสูงสุดStop of ได้รับความนิยมสูงสุด
“ในการนำเสนอคลิปซ้ำ ๆ มันเผยแพร่ไปเยอะ ควรจะงดได้แล้ว… ข้อมูลในโซเชียล หลายเรื่องไม่ใช่เรื่องจริง อะไรที่แชร์แล้วได้รับผลกระทบก็ขอช่วยกัน”
พล.ต.อ.อรรถพล ยังเน้นย้ำถึงมาตรการของตำรวจในการสร้างความอุ่นใจให้กับนักเรียน ผู้ปกครองและครู ซึ่งทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้สั่งการให้เพิ่มมาตรการในการตั้งด่านตรวจอาวุธ ส่งสายตรวจเข้าไปสอดส่องโรงเรียนในพื้นที่ จ.นนทบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักเรียนสามารถกลับมาสู่การเรียนได้
นอกจากนี้ พล.ต.อ.อรรถพล ยังฝากเรื่องการดูแลเด็กและเยาวชนว่าผู้ปกครองควรสอดส่องพฤติกรรมว่าเด็กในความดูแลมีปัญหาอะไรบ้าง ควรรับฟังปัญหาของเด็กมากขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่เด็กเริ่มเอ่ยปากเล่า และควรสอดส่องพฤติกรรมการดูข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตหรื่อโซเชียลว่าได้ดูเนื้อหาแบบใดบ้าง รวมถึงเพื่อนในโรงเรียนด้วยที่ก็ช่วยในเรื่องนี้ได้โดยการแจ้งให้ครูทราบ
เด็กหญิง ม.1 วัย 12 ปี เสียชีวิตรายที่ 9
เหตุการณ์ความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา และเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับบ้านของนักเรียนที่ก่อเหตุ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 9 ราย ได้แก่ ครู 5 ราย, นักเรียนผู้ก่อเหตุ 1 ราย (ยิvตัวเอง เสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล) ปู่ย่าของผู้ก่อเหตุ 2 ราย (เสียชีวิตที่บ้าน)
ล่าสุดผู้เสียชีวิตรายที่ 9 คือเด็กหญิงชั้น ม. 1 วัย 12 ปี เสียชีวิตที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี เมื่อวันเสาร์ (8 ส.ค.)
ส่วนผู้บาดเจ็บ กระทรวงสาธารณสุขระบุว่ายังรักษาตัวในโรงพยาบาล 14 ราย เป็นผู้บาดเจ็บวิกฤตสีแดง 7 ราย
ค้นพบเพิ่มเติม
วิดีโอสั้น
สิ้นสุด วิดีโอสั้น

































