บทวิเคราะห์แนวโน้มการรายงานข่าวกราดยิvในต่างประเทศช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อหลายแห่งเริ่มปฏิเสธเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ ตามแนวคิด “No Notoriety” ที่ก่อตั้งโดยครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิv งานวิจัยยังพบจุดเปลี่ยนในปี 2012 ที่สื่อเริ่มลดการเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ ขณะที่กรณีศึกษาเหตุกราดยิvไครสต์เชิร์ชปี 2019 พบว่าแม้อัตราการปฏิบัติตามแนวทางลดชื่อเสียงผู้ก่อเหตุจะสูงในภาพรวม แต่กลับต่ำลงในข่าวที่ถูกแชร์มากที่สุดบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนว่าวงการสื่อยังอยู่ระหว่างหาจุดสมดุลใหม่
- ในเหตุกราดยิvหลายครั้งในต่างประเทศช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มปฏิเสธเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุต่อสาธารณะ เช่น กรณีเมืองโอเดสซาและเวอร์จิเนียบีชปี 2019 งานวิจัยที่วิเคราะห์ข่าวปี 1999-2021 พบจุดเปลี่ยนในปี 2012 หลังเหตุกราดยิvโรงภาพยนตร์ออโรรา รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ที่ทำให้แคมเปญ “No Notoriety” ก่อตั้งขึ้นโดยครอบครัวเหยื่อเพื่อเรียกร้องให้สื่อลดการขยายชื่อเสียงผู้ก่อเหตุ
- งานวิจัยรองรับแนวคิด “ปรากฏการณ์แพร่ระบาด” ที่ชี้ว่าการรายงานข่าวอาจกระตุ้นเหตุลักษณะคล้ายกันตามมาราว 20-30% แต่นักวิชาการบางส่วนกลับมองว่าปัจจัยหลักคือการมีอาวุธปืนแพร่หลายมากกว่าการเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ
- กรณีศึกษาเหตุกราดยิvไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ปี 2019 ที่วิเคราะห์ข่าว 6,337 ชิ้นจาก 508 สำนักข่าว พบว่าแม้อัตราการปฏิบัติตามแนวทางลดชื่อเสียงผู้ก่อเหตุจะสูงในภาพรวม แต่กลับลดลงในข่าวที่ถูกแชร์มากที่สุดบนเฟซบุ๊ก ซึ่งมีสัดส่วนเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุสูงถึง 47% สะท้อนว่าความนิยมบนโซเชียลมีเดียอาจขัดแย้งกับหลักจริยธรรมสื่อ
![]()
ภาพจาก: Wikimedia
ในต่างประเทศ เหตุกราดยิvหลายครั้งช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มีรูปแบบหนึ่งที่ปรากฏซ้ำในการแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นั่นคือการปฏิเสธไม่เอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุต่อสาธารณะ กรณีหนึ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2019 ที่เมืองโอเดสซา รัฐเท็กซัส หลังเหตุกราดยิvที่มีผู้เสียชีวิต 7 คนและบาดเจ็บ 22 คน ไมเคิล เกอร์ก (Michael Gerke) หัวหน้าตำรวจโอเดสซา กล่าวในการแถลงข่าวว่า จะไม่ให้ชื่อเสียงกับสิ่งที่ผู้ก่อเหตุทำ และปฏิเสธเปิดเผยชื่อผู้ก่อเหตุ แม้ต่อมาเจ้าหน้าที่รายอื่นจะเปิดเผยชื่อดังกล่าวในวันเดียวกันก็ตาม
ก่อนหน้านั้นในเดือนพฤษภาคม 2019 หลังเหตุกราดยิvที่ศูนย์เทศบาลเมืองเวอร์จิเนียบีช ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 12 คนและบาดเจ็บ 4 คน เจมส์ เซอร์เวรา (James Cervera) หัวหน้าตำรวจเวอร์จิเนียบีช ระบุว่าจะเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุเพียงครั้งเดียว จากนั้นจะเรียกเขาว่าผู้ต้องสงสัยตลอดไป เพื่อให้ความสนใจอยู่ที่เหยื่อ ส่วนในเหตุก่อการร้ายที่มัสยิด 2 แห่งในเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนมีนาคม 2019 จาซินดา อาร์เดิร์น (Jacinda Ardern) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ในขณะนั้น ปฏิเสธเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุเลยแม้แต่ครั้งเดียว
รูปแบบดังกล่าวสะท้อนคำถามที่วงการสื่อกำลังถกเถียงกันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2010 คือควรให้พื้นที่ข่าวกับตัวผู้ก่อเหตุมากน้อยเพียงใด และการลดพื้นที่ให้ผู้ก่อเหตุ พร้อมขยายพื้นที่ให้เหยื่อ ผู้รอดชีวิต และครอบครัวผู้สูญเสีย เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นจริงในหลายกองบรรณาธิการข่าว แม้จะยังไม่ใช่มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
จาก “ใครคือผู้ก่อเหตุ” สู่ “ใครคือเหยื่อ”
รูปแบบข่าวกราดยิvในอดีตมักเริ่มต้นด้วยคำถามว่าผู้ก่อเหตุเป็นใคร มีประวัติอย่างไร มีแรงจูงใจอะไร และมักมาพร้อมภาพถ่ายและรายละเอียดชีวิตส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ
กรณีที่มักถูกยกมาเป็นตัวอย่างของแนวทางเดิมคือเหตุกราดยิvที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ในปี 1999 ซึ่งโทมัส เจ. ฮราช (Thomas J. Hrach) รองศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์และสื่อเชิงยุทธศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเมมฟิส ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัยที่วิเคราะห์การเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุในข่าวกราดยิvระหว่างปี 1999 ถึง 2021 พบว่ายิ่งมีผู้เสียชีวิตมากเท่าใด สื่อยิ่งเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุมากขึ้นเท่านั้น ตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา แต่พบจุดเปลี่ยนในปี 2012 คือเมื่อนับจำนวนผู้เสียชีวิตประกอบด้วยแล้ว จำนวนครั้งที่สื่อเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุเริ่มลดลง
จุดเปลี่ยนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเหตุกราดยิvโรงภาพยนตร์ในเมืองออโรรา รัฐโคโลราโด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2012 ซึ่งครอบครัวผู้เสียชีวิตขอให้ผู้ว่าการรัฐไม่เอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุในพิธีรำลึกที่มีการอ่านชื่อเหยื่อ คำแถลงต่อสาธารณะของผู้ว่าการรัฐในครั้งนั้นเรียกผู้ก่อเหตุเพียงว่า “ผู้ต้องสงสัย เอ (Suspect A)” อย่างไรก็ตาม ในปีเดียวกันนั้นเอง เหตุกราดยิvที่โรงเรียนประถมแซนดี้ฮุก เมืองนิวทาวน์ รัฐคอนเนตทิคัต กลับมีการเผยแพร่ชื่อผู้ก่อเหตุอย่างกว้างขวางในสื่อ แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกกรณี
ฮราชระบุด้วยว่า งานวิจัยของเขาไม่ได้พิสูจน์ว่าการลดจำนวนครั้งที่เอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับการลดปริมาณเนื้อหาที่รายงานประวัติและแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุหรือไม่ และงานวิจัยนี้ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าแนวโน้มดังกล่าวช่วยลดจำนวนเหตุกราดยิv หรือในทางกลับกันอาจทำให้เกิดเหตุมากขึ้น
“No Notoriety” เมื่อการเอ่ยชื่อกลายเป็นประเด็นจริยธรรม
แนวคิด “No Notoriety” มีจุดเริ่มต้นจากครอบครัวของอเล็กซ์ เทฟส์ (Alex Teves) ชายวัย 24 ปีที่เสียชีวิตขณะปกป้องแฟนสาวในเหตุกราดยิvโรงภาพยนตร์ที่เมืองออโรราเมื่อเดือนกรกฎาคม 2012 ทอม เทฟส์ (Tom Teves) และแคเรน เทฟส์ (Caren Teves) พ่อแม่ของอเล็กซ์ ก่อตั้งแคมเปญนี้ขึ้นหลังต้องเฝ้าดูภาพผู้ก่อเหตุถูกนำเสนอซ้ำ ๆ ทางข่าวในช่วงหลังเกิดเหตุ
แคมเปญ No Notoriety เรียกร้องให้สื่อ “ลดความเสียหาย” ในการรายงานข่าวกราดยิv ด้วยแนวทางเช่น เอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุเพียงครั้งเดียวต่อชิ้นข่าวในฐานะจุดอ้างอิง ไม่ใช้ชื่อในพาดหัวข่าว และไม่นำภาพผู้ก่อเหตุขึ้นเป็นภาพหลัก
เหตุผลหลักที่ผู้สนับสนุนแนวทางนี้ใช้อธิบายคือแนวคิดเรื่อง “ปรากฏการณ์แพร่ระบาด (contagion lift out)” ซึ่งมีงานวิจัยรองรับบางส่วน เชอร์รี เทาเวอร์ส (Sherry Towers) นักวิจัยจากศูนย์วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และการสร้างแบบจำลองไซมอน เอ. เลวิน (Simon A. Levin Mathematical, Computational and Modeling Sciences Center) แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต เผยแพร่งานวิจัยในปี 2015 ที่ระบุว่าการรายงานข่าวเหตุกราดยิvที่ได้รับความสนใจสูงในระดับประเทศ อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดเหตุลักษณะคล้ายกันตามมา งานวิจัยดังกล่าวพบว่าเหตุกราดยิvลักษณะนี้ราว 20-30% ดูเหมือนได้แรงบันดาลใจจากเหตุก่อนหน้า
อดัม แลงก์ฟอร์ด (Adam Lankford) ศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยาจากมหาวิทยาลัยแอละแบมา หนึ่งในผู้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกปี 2017 ที่มีนักวิชาการและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายรวม 149 คนร่วมลงนาม เรียกร้องให้สื่อไม่ใช้ชื่อหรือรูปของผู้ก่อเหตุ ให้เหตุผลว่าการเผยแพร่ชื่อและภาพของผู้ก่อเหตุมักเป็นการมอบชื่อเสียงและความสนใจให้กับพวกเขา ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ก่อเหตุคนต่อไปพยายามสังหารเหยื่อให้มากขึ้นเพื่อให้ได้รับความสนใจมากขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายในวงการวิชาการมีข้อสรุปต่างออกไป เจมส์ อลัน ฟอกซ์ (James Alan Fox) ศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยา กฎหมาย และนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ให้ความเห็นว่าปรากฏการณ์แพร่ระบาดมีอยู่จริง แต่ระบุว่ามีความเกี่ยวข้องน้อยกับการเอ่ยชื่อหรือแสดงภาพผู้ก่อเหตุ โดยระบุว่าสิ่งที่ผู้มีแนวคิดคล้ายกันชื่นชมคือการกระทำของผู้ก่อเหตุเป็นหลัก ฟอกซ์มองว่าประเด็นสำคัญกว่าคือการเน้นรายละเอียดชีวิตส่วนตัวที่ไม่จำเป็น ซึ่งทำให้ผู้ก่อเหตุดูมีความสำคัญเกินจริง มากกว่าการเผยแพร่ชื่อและภาพในตัวเอง ฟอกซ์ยังตั้งข้อสังเกตว่าการโต้เถียงเรื่องบทบาทของสื่ออาจกลายเป็นประเด็นเบี่ยงเบนความสนใจจากปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความรุนแรงจากอาวุธปืนในสหรัฐฯ ซึ่งเขาระบุว่าคือการมีอาวุธปืนแพร่หลาย โดยมองว่าปัญหาสุขภาพจิตและสื่อบันเทิงเป็นเพียงข้ออ้างที่มักถูกหยิบยกขึ้นมา
งานวิจัยของเทาเวอร์สในปี 2015 ที่ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกราดยิvกับปัจจัยอื่นเพิ่มเติม ก็ไม่พบความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต แต่พบความสัมพันธ์ในระดับสูงกับอัตราการครอบครองอาวุธปืน เทาเวอร์สระบุว่าสื่ออาจมีบทบาทส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่เกี่ยวข้อง
ไครสต์เชิร์ชและการเปลี่ยนวิธีรายงานข่าว
เหตุกราดยิvที่มัสยิด 2 แห่งในเมืองไครสต์เชิร์ช เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2019 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 50 คน ถูกใช้เป็นกรณีศึกษาสำคัญในการวิเคราะห์แนวโน้มการรายงานข่าว เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอาร์เดิร์นประกาศต่อสาธารณะว่าจะไม่เอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ โดยให้เหตุผลว่าสิ่งหนึ่งที่ผู้ก่อเหตุต้องการจากการก่อการร้ายคือชื่อเสียง
ทีมนักวิจัยซึ่งประกอบด้วยเจสัน เบามการ์ตเนอร์ (Jason Baumgartner) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ pushshift.io, เฟอร์นันโด เบอร์เมโฆ (Fernando Bermejo), เอมิลี เอ็นดูลูเอ (Emily Ndulue) และอีธาน ซักเคอร์แมน (Ethan Zuckerman) จากทีม Media Cloud ของศูนย์สื่อพลเมือง (Center for Civic Media) แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) รวมถึงโจน โดโนแวน (Joan Donovan) ผู้อำนวยการโครงการวิจัยเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแห่งศูนย์ชอเรนสไตน์ (Shorenstein Center) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ใช้เครื่องมือ Media Cloud วิเคราะห์ข่าว 6,337 ชิ้น จาก 508 สำนักข่าวระดับประเทศที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษในนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
ทีมวิจัยตรวจสอบความสอดคล้องของข่าวกับแนวปฏิบัติ 7 ข้อ ที่รวบรวมจากแคมเปญ No Notoriety และแคมเปญอื่นที่มีเป้าหมายลดการขยายความรุนแรงผ่านสื่อ ได้แก่ ไม่เผยแพร่ชื่อผู้ก่อเหตุ ไม่เชื่อมโยงหรือเผยแพร่ชื่อกระดานสนทนาที่ผู้ก่อเหตุใช้โปรโมตการโจมตี ไม่เชื่อมโยงหรือเผยแพร่ชื่อแถลงการณ์ของผู้ก่อเหตุ ไม่อธิบายหรือให้รายละเอียดอุดมการณ์ของผู้ก่อเหตุ ไม่เผยแพร่หรือระบุชื่อมีมที่เชื่อมโยงกับอุดมการณ์ของผู้ก่อเหตุ และปฏิบัติตามแนวทางของสำนักข่าว AP ในการใช้คำว่า “alt-excellent” คือใส่ไว้ในเครื่องหมายคำพูดหรือขยายความด้วยคำเช่น “ที่เรียกกันว่า” หรือ “ที่เรียกตัวเองว่า”
ผลการวิเคราะห์พบว่า 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ ไม่มีสำนักข่าวใดในกลุ่มที่วิเคราะห์เชื่อมโยงตรงไปยังแถลงการณ์แนวคิดคนขาวเหนือกว่าเชื้อชาติอื่นของผู้ก่อเหตุ หรือกระดานสนทนาออนไลน์ที่เขาเผยแพร่แนวคิด สื่อ Everyday Mail เคยให้ผู้อ่านดาวน์โหลดแถลงการณ์จากเว็บไซต์ของตน แต่ถอดลิงก์ดังกล่าวออกหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ สื่อสหรัฐฯ และอังกฤษหลายแห่งเอ่ยชื่อกระดานสนทนาที่ผู้ก่อเหตุใช้ประจำ และหลายแห่งกล่าวถึงแนวคิดในแถลงการณ์ พร้อมเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาออนไลน์ที่มีปัญหา ไม่มีสำนักข่าวใดในกลุ่มที่วิเคราะห์สัมภาษณ์บุคคลที่มีชื่อเสียงในกลุ่มแนวคิดคนขาวเหนือกว่าเชื้อชาติอื่นเพื่อให้บริบทกับอุดมการณ์ของผู้ก่อเหตุ
ในภาพรวม มีสื่อในสหรัฐฯ เพียง 14% ที่รายงานชื่อผู้ก่อเหตุ ขณะที่สื่อในสหราชอาณาจักร 30% ไม่ปฏิบัติตามแนวทางข้อนี้ แม้อัตราการปฏิบัติตามแนวทางโดยรวมจะอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะข่าวที่ถูกแชร์มากที่สุดบนเฟซบุ๊ก พบว่า Forty five% ของข่าวเหล่านั้นมีชื่อผู้ก่อเหตุปรากฏอยู่ และ 1 ใน 4 ของข่าวที่ถูกแชร์มากที่สุดมีข้อมูลที่อาจนำผู้อ่านไปสู่เนื้อหาออนไลน์เกี่ยวกับอุดมการณ์ของผู้ก่อเหตุ
เมื่อพิจารณาเฉพาะข่าวที่ถูกแชร์มากกว่า 50,000 ครั้งบนเฟซบุ๊ก สัดส่วนที่มีชื่อผู้ก่อเหตุเพิ่มขึ้นเป็น 47% สูงกว่าสัดส่วนในข่าวทั้งหมดที่มีชื่อผู้ก่อเหตุซึ่งต่ำกว่า 20% นอกจากนี้ข่าวที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางยังมีแนวโน้มเอ่ยชื่อแถลงการณ์ของผู้ก่อเหตุ (9%) ชื่อกระดานสนทนาที่เขาใช้ (10%) และชื่อผู้ก่อเหตุรายอื่นที่เขาอ้างว่าเป็นแรงบันดาลใจ (9%) มากกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวม
ทีมวิจัยยังพบความแตกต่างระหว่างประเทศ สื่ออังกฤษมีแนวโน้มเผยแพร่ชื่อผู้ก่อเหตุมากกว่าประเทศอื่น ขณะที่สื่อสหรัฐฯ และแคนาดามีแนวโน้มอธิบายอุดมการณ์และแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุมากกว่า โดยพบว่าข่าวสหรัฐฯ 106 ชิ้น หรือ 5.3% ของข่าวทั้งหมดที่เก็บรวบรวมได้ เอ่ยถึงกระดานสนทนาที่ผู้ก่อเหตุใช้ และข่าว 231 ชิ้น หรือ 11.6% กล่าวถึงแนวคิดและทฤษฎีสมคบคิดเฉพาะที่ปรากฏในแถลงการณ์ ส่วนข่าวแคนาดา 5% เอ่ยถึงกระดานสนทนา และ 11.7% เอ่ยถึงข้อความเฉพาะในแถลงการณ์
ในด้านการรายงานประเด็นความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม สื่อแคนาดาใช้คำว่า “Islamophobia” หรือคำที่เกี่ยวข้องใน 22% ของข่าว ซึ่งสูงกว่าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศอันดับรองลงมาถึง 2 เท่า ขณะที่สื่อนิวซีแลนด์ใช้คำดังกล่าวเพียง 5% ของข่าว แต่สื่อนิวซีแลนด์กลับเผยแพร่ข่าวจำนวนมากที่เน้นการแสดงความสนับสนุนต่อชุมชนมุสลิมในประเทศ ข่าวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์คือชุดประวัติของเหยื่อทุกคนที่เน้นเรื่องชีวิตและความศรัทธา เผยแพร่โดยสื่อ New Zealand Herald ซึ่งถูกแชร์บนเฟซบุ๊กเกือบ 1.4 ล้านครั้ง
ทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าการให้พื้นที่กับแนวคิดของผู้ก่อเหตุ อาจเบียดบังพื้นที่การสนทนาสาธารณะเรื่องอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน เช่น ประเด็นความเกลียดชังต่อชาวมุสลิมในระดับนานาชาติ
งานวิจัยบอกอะไรเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้
ข้อมูลจากกรณีไครสต์เชิร์ชแสดงให้เห็นภาพที่ซับซ้อนกว่าข้อสรุปว่าสื่อเลิกรายงานเรื่องผู้ก่อเหตุแล้ว อัตราการปฏิบัติตามแนวทางลดการเผยแพร่ชื่อและรายละเอียดผู้ก่อเหตุอยู่ในระดับสูงในข่าวส่วนใหญ่ที่วิเคราะห์ แต่อัตรานี้ลดลงอย่างชัดเจนในกลุ่มข่าวที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ทีมวิจัยระบุว่าสื่อบางแห่งอาจพิจารณาจากตัวเลขการมีส่วนร่วมบนสื่อสังคมออนไลน์ แล้วสรุปว่าจำเป็นต้องเผยแพร่รายละเอียดที่ละเอียดอ่อนของเหตุการณ์เพื่อรักษาฐานผู้อ่าน
งานวิจัยยังชี้ประเด็นเรื่อง “data voids” หรือช่องว่างข้อมูล ซึ่งหมายถึงกรณีที่กลุ่มแนวคิดคนขาวเหนือกว่าเชื้อชาติอื่นตั้งใจใช้วลีที่ไม่ค่อยพบเห็นทั่วไปในการโปรโมตแนวคิด เนื่องจากมีเนื้อหาที่มีวลีเหล่านั้นน้อยมากในโลกออนไลน์ เมื่อมีการค้นหาวลีดังกล่าว เนื้อหาที่มีแนวคิดสุดโต่งจะติดอันดับสูงในผลการค้นหา การที่สื่อเผยแพร่วลีเฉพาะจากแถลงการณ์ของผู้ก่อเหตุ จึงอาจนำผู้อ่านไปสู่เนื้อหาแนวคิดสุดโต่งเพิ่มเติมโดยไม่ตั้งใจ
บ็อบ การ์ฟีลด์ (Bob Garfield) นักวิจารณ์วงการวารสารศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตในการสัมภาษณ์ทอม เทฟส์แห่งแคมเปญ No Notoriety ว่างานของสื่อถูกกำหนดด้วยคำถาม 5 คำ คือใคร อะไร เมื่อไร ที่ไหน และทำไม โดยคำถามแรกสุดในรายการคือใคร คำอธิบายของเทฟส์ที่ว่าชื่อผู้ก่อเหตุไม่มีประโยชน์ใดหากไม่มีการตามล่าตัวอยู่ อาจฟังดูมีเหตุผล แต่ความจำเป็นที่จะต้องละเว้นรายละเอียดเรื่องแรงจูงใจอาจเป็นเรื่องท้าทายกว่า เนื่องจากการรายงานว่าผู้ก่อเหตุมีแรงจูงใจจากความเกลียดชังต่อชาวมุสลิมและแนวคิดคนขาวเหนือกว่าเชื้อชาติอื่น แทนที่จะเป็นปัญหาสุขภาพจิต ถือเป็นข้อมูลสำคัญ แต่หลักการทางวารสารศาสตร์ที่มุ่งแสดงให้เห็นมากกว่าเพียงบอกเล่า อาจนำไปสู่การขยายความคิดที่รุนแรงและเป็นที่สนใจของผู้ก่อเหตุโดยไม่ตั้งใจ
แต่การไม่พูดถึงผู้ก่อเหตุเลยก็ไม่ใช่คำตอบ
แคเรน เทฟส์ ผู้ร่วมก่อตั้งแคมเปญ No Notoriety ให้สัมภาษณ์สื่อ The Guardian ในปี 2018 ว่าตลอด 6 ปีหลังก่อตั้งแคมเปญ มีความคืบหน้าเกิดขึ้นบ้าง แต่ยังไม่ถึงเป้าหมาย เธอระบุว่าสื่อ “ผ่านจุดเปลี่ยน” ในการให้ความสำคัญกับเหยื่อ วีรบุรุษ และผู้รอดชีวิตแล้ว แต่การให้ความสำคัญกับเหยื่อในบางกรณีดูเหมือนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ขณะที่สื่อยังคงรายงานเรื่องผู้ก่อเหตุอย่างละเอียด ในลักษณะที่เป็นการให้ชื่อเสียงอยู่ดี เทฟส์มองว่าความคืบหน้าที่เกิดขึ้นมักจำกัดอยู่ในพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์โดยตรง เนื่องจากสื่อท้องถิ่นรับรู้ถึงผลกระทบต่อชุมชนของตนเองมากกว่า
เทฟส์ยังวิจารณ์ว่าแนวทางการรายงานข่าวของสื่อในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกัน เธอต้องการให้มีนโยบายบรรณาธิการที่ชัดเจนในภาพรวม แทนที่จะให้แต่ละสำนักข่าวตัดสินใจเป็นกรณีไป เพราะแม้ผู้ประกาศข่าวบางคนของสื่อ CNN อย่างแอนเดอร์สัน คูเปอร์ (Anderson Cooper) และเจค แทปเปอร์ (Jake Tapper) จะไม่เอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุในรายการของตน แต่เธอมองว่าเมื่อรายการจบลง สำนักข่าวเดียวกันก็กลับไปเผยแพร่เนื้อหาที่ขัดกับแนวทางนั้นในที่อื่น
ด้านเมอริดิธ อาร์ทลีย์ (Meredith Artley) รองประธานอาวุโสและบรรณาธิการบริหารของ CNN Digital Worldwide ให้สัมภาษณ์กับสื่อ The Guardian ว่าจุดเปลี่ยนของ CNN เกิดขึ้นหลังเหตุกราดยิvที่ออโรราในปี 2012 โดยระบุว่าไม่จำเป็นต้องนำภาพผู้ก่อเหตุไปเผยแพร่ซ้ำในหลายจุด เพราะการทำเช่นนั้นไม่เพียงขาดความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นการทำงานข่าวที่ไม่รอบคอบด้วย เอส มิตรา คาลิตา (S Mitra Kalita) รองประธานฝ่ายจัดผังรายการของ CNN Digital ระบุว่าภายในองค์กรยังมีการถกเถียงต่อเนื่องเรื่องบทบาทของสื่อในการให้ชื่อเสียงกับผู้ก่อเหตุ แต่ CNN Digital ไม่มีกฎเกณฑ์เสียชีวิตตัวสำหรับการรายงานข่าวผู้ก่อเหตุ แต่ละเรื่องได้รับการพิจารณาตามข้อมูลและภาพที่มีอยู่ในแต่ละกรณี
ฝ่ายที่กังวลเรื่องสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของสาธารณชนก็มีเหตุผลรองรับเช่นกัน การ์ฟีลด์ตั้งข้อสังเกตว่าคำถามว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุอยู่ในอันดับต้นของหลักการวารสารศาสตร์พื้นฐาน และฟอกซ์มองว่าการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุเป็นความรับผิดชอบของสื่อ ขณะที่ฮราชระบุว่าการไม่เอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ ไม่ได้หมายความว่าสื่อจะงดรายงานประวัติและแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุไปด้วย สื่อยังสามารถเจาะลึกภูมิหลังของผู้ก่อเหตุได้โดยไม่ต้องเอ่ยชื่อ
สุดท้ายแล้ว ข่าวควรทำหน้าที่อะไร
ข้อมูลจากทั้งงานวิจัยเชิงปริมาณและการให้สัมภาษณ์ของบุคคลในวงการสื่อ แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในการรายงานข่าวกราดยิvไม่ได้เป็นเส้นตรง และไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกสำนักข่าวหรือทุกประเทศ อัตราการเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุในสื่อสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำกว่าสื่ออังกฤษในกรณีไครสต์เชิร์ช แต่กลับสูงขึ้นในข่าวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่หัวหน้าตำรวจในหลายเมืองของสหรัฐฯ เลือกไม่เอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุในการแถลงข่าว แต่ก็ไม่ได้เป็นแนวทางที่เจ้าหน้าที่ทุกรายปฏิบัติตาม
องค์กรอย่างศูนย์วารสารศาสตร์และการบาดเจ็บทางจิตใจระดับโลก (Global Center for Journalism & Trauma) จัดทำเอกสารแนวทางปฏิบัติสำหรับนักข่าวที่ต้องรายงานข่าวกราดยิvและเหตุรุนแรงลักษณะอื่น ครอบคลุมทั้งการทำงานร่วมกับเหยื่อและผู้รอดชีวิต การดูแลสุขภาพจิตของนักข่าวเอง และแนวทางจัดการเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นในเหตุการณ์รุนแรง ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นการรายงานข่าวกราดยิvในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำถามว่าจะเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุหรือไม่ แต่ครอบคลุมไปถึงวิธีปฏิบัติต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงด้วย
ข้อมูลทั้งหมดบ่งชี้ว่าวงการสื่อยังอยู่ในช่วงปรับหาจุดสมดุลใหม่ ด้านหนึ่งคือความรับผิดชอบที่จะไม่ขยายชื่อเสียงให้ผู้ก่อเหตุ อีกด้านหนึ่งคือหน้าที่พื้นฐานของวารสารศาสตร์ในการรายงานข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจเหตุการณ์ ซึ่งรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุด้วยในบางกรณี ทีมวิจัยจากกรณีไครสต์เชิร์ชสรุปจากข้อมูลที่รวบรวมได้ว่า นักข่าวจำนวนมากขึ้นกำลังให้ความสำคัญกับประเด็นการป้องกันโศกนาฏกรรมในอนาคต เพิ่มเติมจากคำถามพื้นฐานเรื่องใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร และทำไม












