
.
จากลักษณะของภาพ น้ำในบางบริเวณมีสีขุ่น ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการพัดพาตะกอนดินและโคลนมากับกระแสน้ำ ขณะที่บางพื้นที่ปรากฏลักษณะเป็นริ้วหรือแนวของน้ำ ซึ่งสามารถใช้ประกอบการวิเคราะห์ทิศทางและการกระจายตัวของน้ำในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม การแปลผลจากภาพดาวเทียมจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลภาคพื้นดินและข้อมูลจากแหล่งอื่น เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
.
ข้อมูลจาก Catastrophe Platform ของ GISTDA ซึ่งวิเคราะห์ด้วยภาพจากดาวเทียมระบบ SAR ในช่วงวันที่ 31 กันยายน–7 ตุลาคม 2569 ระบุว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากกว่า 354,000 ไร่ โดยพื้นที่อำเภอเมืองปราจีนบุรีและอำเภอบ้านสร้างรวมกันคิดเป็นมากกว่า 50% ของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ครอบคลุมทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน และมีประชากรได้รับผลกระทบมากกว่า 107,000 คน
.
ข้อมูลจากดาวเทียมสามารถใช้เพื่อประเมินขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมในภาพรวม และช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่น้ำในช่วงเวลาต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลจากดาวเทียมเรดาร์หรือ SAR ซึ่งสามารถตรวจจับสภาพพื้นที่ได้แม้ในช่วงที่มีเมฆปกคลุม จึงเป็นหนึ่งในข้อมูลที่นำมาใช้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมได้
.
นอกจากข้อมูลดาวเทียมแล้ว การติดตามสถานการณ์น้ำยังสามารถทำได้ผ่านข้อมูลจากสถานีตรวจวัดระดับน้ำ กล้อง CCTV และข้อมูลจากหน่วยงานในพื้นที่ โดยการนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาเปรียบเทียบกันช่วยให้การประเมินสถานการณ์มีรายละเอียดมากขึ้น ทั้งในด้านระดับน้ำ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์
.
ในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมสามารถใช้ข้อมูลจากหลายประเภทประกอบกัน เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ ข้อมูลระดับน้ำจากสถานีตรวจวัดภาคพื้นดิน และแบบจำลองการคาดการณ์ที่ใช้การประมวลผลด้วย AI ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงและช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์น้ำ
.
ภาพและข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
#NationalGeographicThailand
RSS) ที่มา : Nationwide Geographic Thailand's












