นโยบายไม่สะท้อนภาวะวิกฤต-ไม่มีประชาชนในหัวใจ ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาล “อนุทิน 2”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ใช้เวลา 1.10 ชม. ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
เวลาอ่าน: 22 นาที

สส. ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าการจัดทำนโยบายของรัฐบาล “อนุทิน 2” ไม่สะท้อนการบริหารจัดการในช่วงวิกฤต และ “หัวใจไม่ได้อยู่กับประชาชน” พร้อมชี้ว่าโครงสร้างรัฐบาล “อนุทิน 2” คืออุปสรรคในการผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

วันนี้ (9 เม.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ใช้เวลา 1.10 ชม. ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ ภายใต้นโยบาย 5 ด้าน รวม 23 แนวนโยบาย พร้อมกำหนดกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) 5 กลุ่ม เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ”

ขณะที่ฝ่ายค้านได้เวลาอภิปรายเพื่อตั้งข้อสังเกต ท้วงติง คัดค้าน และให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล 14 ชม. ครึ่ง โดยพรรคประชาชน (ปชน.) จัดเตรียม “ขุนพล” ไว้ราว 20 คน ภายใต้ธีมอภิปรายว่า “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ส่วน สว. ขอใช้สิทธิอภิปรายกว่า 70 คน ทำให้ได้เวลาพูดเฉลี่ยคนละ 3 นาทีเท่านั้น

จนถึงเวลา 17.30 น. นายกฯ และ ครม. ยังไม่ได้ลุกขึ้นชี้แจงหรือตอบข้อซักถามของสมาชิกแต่อย่างใด

ณัฐพงษ์จัด 5 คลัสเตอร์ประสานประโยชน์รัฐบาล-ไร้ประชาชนในสมการ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. เริ่มต้นอภิปรายด้วยการโยนคำถามต่อสาธารณะว่า หลังฟังคำแถลงนโยบายของรัฐบาลจบแล้วรู้สึกอย่างไร มีความหวัง มองเห็นอนาคตตัวเองควบคู่กับอนาคตของประเทศหรือไม่

หัวหน้าพรรค ปชน. เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้น่าจะมีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่ได้มาจากการรัฐประหาร เพราะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งสภาบน สภาล่าง องค์กรอิสระต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น 5 คลัสเตอร์ที่เกิดจากการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลและแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์กันได้อย่างลงตัว ไม่ใช่ 5 คลัสเตอร์ที่แบ่งตามคำแถลงของนายกฯ

  • มุ้งใหญ่ที่ย้ายค่ายมาจากพรรคอื่นในช่วงเลือกตั้ง ทำให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มี สส. ย้ายพรรคแล้วชนะเลือกตั้งมากสุด และโฉมหน้า ครม. ก็มาจากมุ้งต่าง ๆ เช่น บ้านสงขลา ชลบุรี สุพรรณบุรี
  • พรรคอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาล “ยอมขายวิญญาณตัวเอง” เพราะไม่สามารถต่อรองอะไรกับพรรค ภท. ได้ สมมติวันหนึ่งพรรคอันดับ 2 ขู่ว่าจะถอนตัวจากพรรคร่วมฯ พรรค ภท. ก็ไม่ต้องกังวลเพราะสามารถดึงฝ่ายค้านสลับไปร่วมรัฐบาลได้ทันที เป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียง
  • พรรคร่วมฯ อื่นรวมกันราว 20 เสียง มีไว้เพื่อ “ทำลายล้างอำนาจต่อรองของพรรคอันดับ 2 อย่างสิ้นเชิง” และทำให้พรรค ภท. สามารถเดินยุทธศาสตร์ “ชักเข้าชักออก” สลับเสียงพรรคร่วมฯ ได้
  • สมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งจากพวกเขาเหล่านั้น เป็น “ไพ่โจ๊กเกอร์” ที่พรรค ภท. จะหยิบมาใช้ เพื่อคุมเกมจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามที่อยากเห็น, ใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม เหมือนที่พวกตนกำลังโดน “คดี 44 สส.”, ใช้ปกป้องพวกพ้องตัวเอง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่งรับรอง สส.สุพรรณบุรีทั้งที่มีข้อครหาในการเลือกตั้งมากมาย หรือ “คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ที่อยู่ในมือในศาลรัฐธรรมนูญ “ไพ่ใบนี้ถือเป็นดุลอำนาจสำคัญที่พรรคอื่นไม่มี”
  • กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมของประเทศนี้ให้คงอยู่ต่อไป มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาล คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่น ๆ ว่ามาเถอะ อยู่ทางนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือผู้ถือตั๋วใบอนุญาตใบที่ 2 และให้สัญญาณแก่พรรค ภท. ก่อนวันเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

หัวหน้าพรรค ภท. ทักทายลูกพรรค “สีน้ำเงิน” ในระหว่างประชุมร่วมรัฐสภา 9 เม.ย.

แกนนำพรรคฝ่ายค้านอภิปรายต่อไปว่า การบริหารราชการแผ่นดิน 5 คลัสเตอร์นี้ “ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ” และ “ไม่มีเจตจำนงร่วมกันของรัฐบาลว่าอะไรคือวาระของประเทศ”

เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกทางการเมือง ไม่เห็นการให้น้ำหนักหรือบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ก่อนตั้งคำถามต่อพรรคร่วมฯ ว่า “เจตจำนงทางการเมืองของท่าน ความเป็นนักประชาธิปไตยของท่านอยู่ตรงไหน ทำไมไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้”

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue discovering outได้รับความนิยมสูงสุด

ได้รับความนิยมสูงสุด

ทันทีที่การอภิปรายของหัวหน้าพรรคสีส้มเสร็จสิ้น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิง โดยขอให้ถอนคำว่า “พรรคอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลยอมขายวิญญาณตัวเอง” ซึ่งทำให้เข้าใจว่าหมายถึงพรรค พท. และทำให้เกิดความเสียหาย แต่บรรดา สส.ประชาชนประท้วงกลับโดยบอกว่าถ้าต้องถอนคำกล่าวหาเล็ก ๆ น้อย ๆ สภาก็ไปต่อไม่ได้ จนเกิดการโต้เถียงกันไปมาราว 7 นาที

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา วินิจฉัยว่าคำว่า “ยอมขายวิญญาณ” เป็นเหมือนการใส่ร้าย ไม่เหมาะ ขอให้เปลี่ยนคำพูดได้หรือไม่ สุดท้ายนายณัฐพงษ์แจ้งเปลี่ยนคำพูดเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม”

อภิสิทธิ์วิจารณ์นโยบายที่ “หัวใจไม่อยู่กับประชาชน”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

2 หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้งข้อสังเกตต่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคแกนนำและพรรคร่วมฯ ที่หายไปจากคำแถลงนโยบายของรัฐบาล เช่น ค่าไฟ 3 บาท, ยกระดับอาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.), นโยบายประกันรายได้เกษตรกร, ค่าแรงขั้นต่ำ

ขณะเดียวกันมีนโยบายที่ไม่ปรากฏในคำแถลงของนายกฯ แต่หัวหน้าพรรค ปชป. เห็นว่า “น่าสนใจ” คือแลนด์บริดจ์ โครงการขนาดใหญ่ที่สุดและส่งกระทบต่อประชาชนมหาศาลทั้งต่อระบบนิเวศและความมั่นคง แต่กลายเป็น “โครงการลับ ๆ ล่อ ๆ” คือ ตอนหาเสียงไม่ยอมส่ง กกต. แต่หาเสียง วันนี้ไม่ยอมมาแถลงต่อสภา แต่ไปพูดที่กระทรวง

เขาเป็นอีกคนที่ไม่รู้สึกถึงความชัดเจนในทิศทาง หรือมีความหวังกับนโยบาย โดยยก 4 เหตุผลมาประกอบคือ 1. นโยบายที่ “เขียนอีก พูดอีก ก็ถูกอีก” ไม่มีใครโต้แย้ง แต่ไม่มีรูปธรรม, ไม่มีเครื่องมือที่จะใช้, ไม่มีกรอบเวลาชัดเจน และไม่มีตัวชี้วัดที่จะใช้ในการตรวจสอบ 2. วิธีบริหารที่ผ่านมาจาก รมต. ที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องถึงทุกวันนี้ 3. นโยบายฉบับนี้ไม่มีความรู้สึก จิตใจ และหัวใจของประชาชนอยู่ในการเขียน 4. ปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นหัวใจในการทำให้นโยบายสำเร็จ

หัวหน้าพรรค ปชป. ยังแสดงความข้องใจกับบางนโยบายที่ผ่านมา โดยบอกว่า “ท่านกล้าเขียนมาก” ด้วยการระบุว่าสามารถดำเนินการให้เป็น Hasty Mountainous Procure ในจำนวนนี้คือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ การบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม ทั้งที่มีเสียงตำหนิกับความล้มเหลวที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น การบริหารผิดพลาด, การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่น ๆ นอกจากประชาชนรับภาระกับสิ่งที่เกิดขึ้น, และความไม่ชอบมาพากลและแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม อดีต ผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ของรัฐบาล “อนุทิน 1” นั่งกุมขมับระหว่างฟังสมาชิกอภิปรายนโยบายของรัฐบาล “อนุทิน 2”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เพิ่งประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า วันนี้ทุกคนสนใจบทบาทของกองทุนน้ำมัน ซึ่งมีหน้าที่เพื่อประคับประคอง เผื่อว่าราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนอื่น ๆ จะได้ไม่เพิ่ม และซื้อเวลาให้รัฐบาลเตรียมตัวช่วยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ

“แต่รัฐบาลนี้ผลาญเงิน 40,000 ล้านบาท จากประชาชนผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งจะต้องไปซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่ได้เตรียมมาตรการในการรองรับ และในที่สุดก็ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้น ต้นทุนการผลิตทุกภาคการผลิตพุ่งสูงขึ้นไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าสายไปหรือไม่หากคิดไปคุมราคาสินค้าปลายทาง ความโกลาหล ความขาดแคลนสินค้า การขาดทุน การล้มของธุรกิจเกิดแน่นอน ท่านพูดได้อย่างไรว่าประสบความสำเร็จ… แล้วสุดท้ายแก้ความขาดแคลนด้วยการขึ้นราคา แล้ววันนี้พยายามจะมาแก้ปัญหาราคาด้วยการเอากฎหมายว่าด้วยการขาดแคลนมาแก้ สับสนไปหมด” นายอภิสิทธิ์กล่าว

คำที่นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำหลายครั้งคือ “หัวใจท่านไม่อยู่กับประชาชน” พร้อมยกคำกล่าวของนายอนุทินที่บอกว่าไม่มีใครจะดีไปกว่าประชาชนขึ้นมาวิจารณ์ว่า “คำพูดสวยหรูนั้นไม่เจ็บเท่ากับวันที่ท่านบอกว่า มีแต่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน ท่านจงไปหาผู้กักตุนที่แท้จริงและดำเนินการ”

เช่นเดียวกับรองนายกฯ ที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) “ท่านไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร แต่ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แทนของธุรกิจโรงกลั่น ชี้แจงแต่ละครั้ง ก็มองแต่ในมุมของธุรกิจ”

อดีตนายกฯ คนที่ 27 สรุปว่า การขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน ทำให้นโยบายไม่ได้สร้างความหวัง ไม่ได้สร้างทิศทางสำหรับคนส่วนใหญ่ และแนะนำให้นายกฯ รุ่นน้องใช้จิตวิญญาณของความเป็นประชาชน “เวลาท่านไปทำคอนเทนต์สไตล์เชลล์ชวนชิม มาอยู่ในนโยบายฉบับนี้บ้างว่า คนปกติ คนธรรมดาที่เขาได้รับผลกระทบจากปัญหาต่าง ๆ จากนโยบายนั้น คืออะไร”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ครม. รับฟังการแถลงนโยบายและนายกฯ และต่อด้วยการอภิปรายของ สส. และ สว.

อีกประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามคือการบริหารโดยใช้หลักนิติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค จะเป็นจริงแค่ไหน พร้อมประกาศจับตาดูตั้งแต่ “คดีฮั้ว สว.” และ “คดีเขากระโดง” และตั้งประเด็นด้วยว่าเหตุใดสามารถตั้งคนที่มีความน่าเคลือบแคลงน่าสงสัยที่เกี่ยวข้องกับทุนเทา สแกมเมอร์ ไปเป็น ครม. ชุดปัจจุบัน ที่ผ่านมามีการพูดถึงบุคคลหนึ่งทำนองว่าไม่ผ่านคุณสมบัติ ที่จริงสถานะเขาคือถูกกล่าวหาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) “ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน บนนั้น (บัลลังก์ ครม.) หลายคน รวมทั้งนายกฯ ด้วย นั่งบนนั้นไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เราต้องจับตาดู”

หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวทิ้งท้ายว่า ครม. ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อ 6 เม.ย. ในวันนั้นมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าท่านจะทำตามคำปฏิญาณที่ทำต่อหน้าพระพักตร์ได้ ผลลัพธ์ที่จะต้องเกิดขึ้น ต้องเกิดกับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเกิดกับประชาธิปไตยที่ต้องงอกงามไพบูลย์และอยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ทั้งนี้รัฐบาลทุกชุดเข้าบริหารมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้คือถ้าแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมาย และกระบวนการของประชาธิปไตย

“ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงแค่ทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นแค่พิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคง จริยธรรม เป็นเพียงการหาเสียง หรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่าพอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว

รัฐบาล “ปิดตาธิปไตย” ใช้ “จีพีเอสแบบเบลอ ๆ”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. กับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ หารือกันในระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาล

การอภิปรายของ สส. ฝ่ายค้านหลายคนมุ่งวิจารณ์ว่าการจัดทำนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ไม่ต่างจากนโยบายในสถานการณ์ปกติ ไม่ได้ตอบสนองในภาวะวิกฤต และเป็นนโยบายเชิงรับมากกว่าเชิงรุก

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม (กธ.) บอกว่า ฟังถ้อยแถลงของนายกฯ แล้ว “รู้สึกเฉย ๆ ไม่ตื่นตาตื่นใจ” แต่ก็เห็นใจนายกฯ และ ครม. ว่า “พวกท่านซวย ดวงไม่ดี พอชนะเลือกตั้งแล้ว กำลังแบ่งสันปันส่วนว่าใครจะไปคุมกระทรวงไหน เกิดวิกฤตพอดี ดังนั้นเห็นใจและเป็นกำลังใจให้ แต่ที่น่าเห็นใจหนักคือประชาชนต้องพึ่งพาตนเอง ไม่รู้จะหาน้ำมันวันพรุ่งนี้ วันมะรืนนี้ได้หรือไม่”

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า เมื่อประเทศเกิดวิกฤต ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะเดินนำหน้าประชาชน 1 ก้าว ถือธงนำหน้าเรา แต่สิ่งที่คนไทยได้รับคือรัฐบาลเดินตามหลังประชาชนหลายก้าว กว่าที่นายกฯ จะยอมรับว่าประเทศกำลังเกิดวิกฤต ชวนคนไทยปรับตัว ตรวจสอบค่าการกลั่นน้ำมัน และหาตัว “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ก็ผ่านไป 3-5 สัปดาห์

เมื่อพลิกดูเอกสารนโยบายของรัฐบาล ดร.ต้น-วีระยุทธ วิจารณ์ว่าเหมือน “นักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างไว้ พอโลกวุ่นวาย ก็เติมเรื่องวิกฤตไป 1 ย่อหน้า หรือว่านี่เป็นมาตรฐานการทำงานของครูใหญ่ภูมิใจไทย นี่ไม่ใช่การทำรายงานกลุ่ม เป็นการบริหารประเทศในวิกฤต” สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว และส่วนตัวคาดหวังจะเห็นการจัดหมวดนโยบายเร่งด่วน หรือมีคำชี้แจงว่าจะจัดการโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างไร

เขาอภิปรายต่อไปว่า แม้นโยบายจะถูกออกแบบมาอย่างดีเพียงใด แต่ความสำเร็จมักมาจากส่วนผสมของรัฐบาล ซึ่งเขาเห็นว่าโครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้เป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่กับกลุ่มเทคโนแครต โดยแต่ละฝ่ายต่างยินยอม “ปิดตา” ข้างหนึ่งให้แก่กันและกันเพื่อธำรงการอยู่ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมได้รับแต่จุดอ่อนของทั้ง 2 ฝ่าย จากปกติบ้านใหญ่จะ “ใจถึง พึ่งได้” แต่นี่ไม่กล้าตัดสินใจ ส่วนเทคโนแครต ปกติยึดหลักการ แต่กลายเป็นไม่กล้าหืออือ เขาจึงตั้งสมญาว่าระบอบ “ปิดตาธิปไตย”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าด้านเศรษฐกิจของพรรคสีส้ม

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. เปรียบเปรยการแถลงนโยบายว่าไม่ต่างจากจีพีเอส (GPS) ที่ช่วยให้ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลกำลังขับเคลื่อนประเทศไปยังจุดหมายใด แต่เมื่ออ่านคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ก็จะเห็นว่า “เป็นจีพีเอสแบบเบลอ ๆ มองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น” เนื่องจากไม่รู้เลยว่านโยบายเร่งด่วนคืออะไร และเป้าหมายระยะยาวคืออะไร

เธออภิปรายต่อว่า ท่ามกลางนโยบายที่ไม่มีเป้าหมายและกรอบระยะเวลาแน่ชัด แต่เห็นได้ว่าขณะนี้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศกำลังย่ำแย่เข้าสู่โหมดข้าวยากหมากแพง ซึ่งดูเหมือนว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่น่าจะจบลงง่าย ๆ

“เศรษฐกิจโตต่ำ ค่าครองชีพพุ่ง” น.ส.ศิริกัญญากล่าว พร้อมกับหยิบยกคาดการณ์จีดีพีจากสถาบันต่าง ๆ ที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยไม่น่าโตเกิน 1% ในปี 2569 นี้ ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้ออาจเกิน 3% หากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปตลอดทั้งปี แต่กลับไม่เห็นนโยบายเร่งด่วนใดของรัฐบาลที่ถูกคิดมาเพื่อรองรับวิกฤตนี้ นอกจากโครงการคนละครึ่งพลัส

พร้อมกันนี้เธอยังตั้งคำถามด้วยว่า น้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นราคามา 2 สัปดาห์แล้ว แต่เหตุใดรัฐบาลเพิ่งชงมาตรการเยียวยาออกมาเมื่อวาน (9 เม.ย.) และเมื่อดูรายละเอียดพบว่าผู้ได้รับเงินเยียวยา 100 บาทผ่านบัตรสวัสดิการของรัฐ ถูกหั่นเหลือเพียง 9 ล้านคนเท่านั้น จากผู้ถือบัตรทั้งหมด 13.4 ล้านคน และเริ่มต้นการลงทะเบียนยืนยันสิทธิและคัดกรองกลุ่มเป้าหมายเดือน พ.ค. ทั้งที่ในรอบก่อนหน้านี้ กระบวนการนี้สร้างปัญหาให้กลุ่มเปราะบางเป็นอย่างมาก

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า เมื่อดูที่มาของเงินก็พบว่าจะมาจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณและงบกลาง จึงทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลกำลัง “เกลี่ยก่อนกู้” ใช่หรือไม่ เนื่องจากมีกระแสข่าวลือแล้วว่ารัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน

“วิธีการแบบนี้สะท้อนถึงวิกฤตการคลังของรัฐบาลที่กำลังเผชิญอยู่ ฐานะการคลังของเรากำลังมีความเสี่ยง ถึงจะไม่มีวิกฤตพลังงานเลย เราก็ความเสี่ยงทางการคลังเข้าขั้นน้อง ๆ วิกฤติอยู่แล้ว” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

นอกจากนี้เธอยังไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะออกเป็น พ.ร.ก.โอนงบประมาณแทนที่จะออกเป็น พ.ร.บ. เพราะไม่ต่างหากจากการ “ข้ามหัวสภา” เพราะเจตนารมณ์ของการออกกฎหมายงบประมาณนั้นรัฐสภาควรได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ และเมื่อย้อนกลับไปปี 2563 การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณในปีนั้นก็ไม่ได้ช้าที่สภา แต่เกิดจากความล่าช้าของ ครม. เอง ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้จึงไม่สามารถอ้างความเร่งด่วนเพื่อออก พ.ร.ก.โอนงบประมาณ ตามข้อเสนอของนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

น.ส.ศิริกัญญายังตั้งคำถามด้วยว่า เหตุใดรัฐบาลยังไม่พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตลงบ้าง ทั้งที่อาจช่วยชะลอความเดือดร้อนของประชาชนและชะลอการขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการได้ด้วยเช่นกัน

ทำนโยบายในทุ่งลาเวนเดอร์ สวนชีวิตประชาชนในทุ่งกุลาร้องไห้

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. วิจารณ์ว่ารัฐบาลบริหารผิดพลาดจนทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนอยู่ช่วงหนึ่ง ขณะที่นโยบายของรัฐบาลระบุว่าจะเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางที่กำลังเผชิญทั้งวิกฤตค่าน้ำมัน-ค่าครองชีพไว้เพียงบรรทัดเดียวเท่านั้น และไม่ระบุด้วยว่าจะลงมือทำเมื่อใด ทั้งที่สงครามอิหร่านผ่านไปเดือนครึ่งแล้ว

เมื่อดูแผนการของรัฐบาลในตอนนี้ เขามองว่ามีเพียงมาตรการจะเติมเงิน 100 บาทเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น ซึ่งมีผู้ถือบัตรนี้ 13.4 ล้านคน และปัจจุบันก็อยู่ระหว่างรอ ครม. ชุดใหม่เข้ามาอนุมัติวงเงินเยียวยาชุดนี้อีกที ทำให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลือล่าช้าออกไปอีก ไม่นับรวมที่ กกต. ระบุว่ารัฐบาลชุดรักษาการซึ่งมีหน้าตา ครม. ไม่ต่างจากชุดที่กำลังเข้าไปใหม่ ไม่ได้ส่งเรื่องแก้ไขวิกฤตน้ำมันเข้าไปยังขอการอนุมัติจาก กกต.

“ความล่าช้าของท่าน มันเป็นเหมือนการลงโทษประชาชน ทั้งที่ประชาชนไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย” นายอิสริยะกล่าว

นายอิสริยะยกตัวอย่างว่าประเทศต่าง ๆ รับมือกับวิกฤตค่าน้ำมันอย่างไร โดยหนึ่งในนั้นคือมาตรการของกัมพูชาที่ระบุว่าประเทศลดภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% และแจกเงินให้กับแรงงาน 8 แสนคน

“ถ้าท่านนายกฯ อนุทินไปประชุมเจอกับท่านฮุน มาเนต ในคราวหน้า ท่านไม่อายฮุน มาเนตเหรอครับว่า ตกลงแล้วเขาบริหารจัดการวิกฤตน้ำมันได้ดีกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ” เขากล่าว

นายอิสริยะยังตั้งคำถามด้วยว่ารัฐบาลคิดจะเยียวยาผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพียงอย่างเดียวหรือไม่ โดยเขาเห็นว่าแม้มันเป็นโครงการทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จในช่วงก่อนเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็จริง แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ของวิกฤตน้ำมันรอบนี้ที่กำลังซื้อลดลง (stagflation) ประชาชนไม่กล้าใช้จ่าย แต่ราคาสินค้าต่าง ๆ กลับพุ่งขึ้นอย่างมากสวนทางกัน เนื่องจากต้นทุนด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเดียวกัน

“ในตอนนี้ประชาชนพูดว่าพอแล้ว ไม่ไหวแล้ว ไม่มีแม้แต่เงินจะมาจ่ายอีกครึ่งหนึ่งแล้ว” เขากล่าว

ด้าน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) วิจารณ์ว่าการจัดทำนโยบายของรัฐบาลเหมือนกับทำอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ประชาชนทั้งประเทศกำลังมีชีวิตอยู่ในทุ่งกุลาร้องไห้ “รัฐบาลมัวแต่ท่องคาถารวยไม่ไหวแล้ว รวยนั่นแหละพวกท่าน แต่เสียงในหัวของประชาชน เขาทนไม่ไหวแล้ว”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

สำหรับวลี “พอแล้ว ๆ รวยไม่ไหวแล้ว” เป็นคำกล่าวของนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อครั้งขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.หนองคาย เมื่อ 25 ม.ค. 2569

“เป็น (นายกฯ) 2 เดือนกว่า ทำได้ ให้กับพี่น้องเยอะแยะ ถ้าเป็น 4 ปี รับรองว่าจะทำจนพี่น้องบอกว่า พอแล้ว ๆ ๆ รวยไม่ไหวแล้ว ๆ ไม่มีที่เก็บตังค์แล้ว” หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวเมื่อ 25 ม.ค.

วลีนี้ถูกประชาชนทั่วไปและผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ยกขึ้นมากล่าวในเชิงเสียดสีตั้งแต่ช่วงปลายเดือน มี.ค. ในระหว่างประสบปัญหาน้ำมันขาดแคลนและราคาแพง ท่ามกลางการตั้งคำถามว่า “คนรวย” คือ “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันหรือไม่ ก่อนที่บรรดา สส. ฝ่ายค้านและ สว. จะหยิบวลีนี้มาย้อนความและตั้งคำถามกับรัฐบาล

ขณะที่ สส. พรรค ภท. หลายคนที่ลุกขึ้นอภิปราย ต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าฟังนายกฯ แถลงนโยบายจบแล้วรู้สึก “มีความหวัง” “มั่นใจทุกนโยบาย” “เชื่อมั่นว่านายกฯ จะนำประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤต” และยังขอเป็นให้กำลังใจให้ ครม. ในการบริหาราชการแผ่นดินท่ามกลางภาวะวิกฤต

สว. นอกกลุ่มใหญ่รุมทวงนโยบายจัดทำ รธน. ใหม่

อีกประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาหยิบยกมาอภิปรายคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งไม่ปรากฏในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ถึงแม้ประชาชน 21.6 ล้านคน (คิดเป็น 58.64% จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ) เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการออกเสียงประชามติเมื่อ 8 ก.พ. ก็ตาม

บรรดา สว. “นอกกลุ่มใหญ่” หลายคนจึงทวงถามประเด็นนี้ อาทิ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ตั้งฉายาว่า “เบี้ยวกลางแดด” ส่วน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ดักคอว่ารัฐบาลจะมา “เทกลางแดดไม่ได้”

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. กล่าวว่า เอกสารนโยบายของรัฐบาลปรากฏคำว่ารัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง ซึ่งเป็นการระบุว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เคารพกติกา แต่เป็นการยึดติดกับกติกาที่ประชาชนไม่ยอมรับ

“21 ล้านเสียง สำหรับท่านไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงกระซิบไหม สำหรับผมเป็นเสียงตะโกนว่าต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รัฐบาลกลับเลือกไม่ได้ยิน นี่ไม่ใช่ความบกพร่องในการจัดทำนโยบาย แต่เป็นจุดยืนที่เลือกจะไม่แตะต้องกติกา ไม่ฟังเสียงประชาชน และเลือกรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมเอาไว้” นายนรเศรษฐ์ ซึ่งเป็นประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ของวุฒิสภา กล่าวและว่า การที่รัฐบาลไม่พูดคือการปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน

สว. คนนี้ยังนำคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ อนุทินเมื่อ 9 ก.พ. มาย้อน ซึ่งในวันนั้นนายอนุทินระบุว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติประชาชนโดยด่วน

“นี่มติของประชาชน เสียงของประชาชนไม่ฟัง ไม่ทำตามได้หรือ” นายอนุทินให้สัมภาษณ์รายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” เมื่อ 9 ก.พ.

สำหรับกรอบเวลาในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล “อนุทิน 2” คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ครม. และพรรคร่วมรัฐบาล, ฝ่ายค้าน, และวุฒิสภา กำหนดไว้ 2 วัน ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. รวมเวลา 32.5 ชม. แบ่งเป็น เวลานายกฯ แถลงนโยบาย 1.5 ชม., ครม. 6 ชม., สส. รัฐบาล 5.5 ชม., สส. ฝ่ายค้าน 14.5 ชม., สว. 4 ชม. และเวลาของประธานรัฐสภา 1 ชม. ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายจะไม่มีการลงมติแต่อย่างใด

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

อนุทิน ทักทาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. ที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาลชุดใหม่

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. ให้ฉายา ครม. ว่า “รัฐบาลอุลตร้าแมนพลัส” อันมาจากท่าประจำตัวของนายกฯ แต่บอกด้วยว่า “เป็นอุลตร้าแมนไร้พลังงาน” เพราะตั้งแต่เป็นรัฐบาลมามีแต่ทำให้ค่าน้ำมันและพลังงานเพิ่มสูงขึ้น “ทำให้ประชาชนอยู่ด้วยความยากเย็นลำบากตลอดมา”

สส. ประชาชน “ไม่เสียสมาธิ” ถูกยื่นฟ้องคดีอดีต 44 สส.

ในวันที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรค ภท. ประกอบ “พิธีกรรมสุดท้าย” กลางรัฐสภาเพื่อให้มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน แกนนำฝ่ายค้านอย่างพรรค ปชน. ต้องลุ้นระทึกต่ออนาคตทางการเมืองของ 10 สส. เนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) ได้ส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเอาผิดอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

แม้การยื่นคำร้องของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เกิดขึ้นในวันเดียวกับการเปิดอภิปรายนโยบายของรัฐบาล แต่นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยืนยันว่า “ไม่เกี่ยวกับการเมืองแน่นอน” ขั้นตอนหลังจากนี้ ศาลฎีกาจะตั้งองค์คณะเพื่อตรวจสอบและพิจารณาคำร้องจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก่อนมีคำสั่งว่าจะรับคำร้องหรือไม่ และสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหายุติการปฏิบัติหน้าที่ สส. ไว้ก่อนหรือไม่

สำหรับ 44 นักการเมืองค่ายสีส้มที่ถูก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ชี้มูลความผิด มี สส. ปัจจุบัน 10 คน รวมถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ด้วย โดยเขาขอรอดูความชัดเจนของกระบวนการ ซึ่งคาดว่าจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดหลังสงกรานต์ ดังนั้นในการอภิปราย 2 วันนี้ สส. พรรค ปชน. ไม่ได้เสียสมาธิ พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ไม่ประมาทหากมีเหตุการณ์ที่มีคนเร่งกดปุ่มกระบวนการ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองเช่นกัน

ส่วนพรรค ปชน. จะรอให้เกิดความชัดเจนว่าศาลจะสั่งให้ 10 สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ก่อน หรือพร้อมเรียกประชุมใหญ่เพื่อปรับโครงสร้างกรรมการบริหารของพรรคเลยนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า การประชุมใหญ่จะเกิดขึ้นปีละ 1 ครั้ง ซึ่งโดยปกติประชุมในเดือน เม.ย. จึงเป็นตามกรอบเดิม ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีคำสั่งศาล

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

สำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จัดส่งคำร้องและเอกสารประกอบ “คดี 44 สส.” ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกา 9 เม.ย.