รายงานพิเศษจาก “TCIJ X ประชาไท” เมื่อเหตุกราดยิvในโรงเรียนจบลง คำถามที่ตามมาคือชุมชนจะจัดการกับอาคารที่เกิดเหตุอย่างไร ผู้รอดชีวิตจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ระบบการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และผลกระทบจะลามไปถึงโรงเรียนอื่นทั่วประเทศอย่างไร จากกรณีศึกษาในสหรัฐอเมริกา ทั้งเหตุกราดยิvที่โรงเรียนมัธยม Columbine ในปี 1999 โรงเรียนมัธยม Marjory Stoneman Douglas ที่เมือง Parkland รัฐฟลอริดา ในปี 2018 และโรงเรียนประถม Robb Classic ที่เมือง Uvalde รัฐเท็กซัส ในปี 2022 พบว่าแต่ละชุมชนเลือกแนวทางต่างกัน ทั้งเรื่องชะตากรรมของอาคาร ผลกระทบทางจิตใจต่อผู้รอดชีวิตในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและมาตรการความปลอดภัยที่ตามมา และคลื่นความป่วนที่ลามไปกระทบโรงเรียนอื่นทั่วประเทศ ซึ่งในบางกรณีนำไปสู่กฎหมายใหม่ระดับรัฐและระดับประเทศ ขณะที่บางกรณีก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติมากนัก
- อาคารที่เกิดเหตุกราดยิvกลายเป็นจุดสนใจของกลุ่มคนที่หมกมุ่นกับเหตุการณ์ จนเขตการศึกษาบางแห่งต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเฉพาะจุด และบางแห่งเลือกทุบอาคารทิ้งเพื่อสร้างใหม่ โดยการตัดสินใจมักมีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้านจากผู้รอดชีวิตในชุมชนเดียวกัน
- หลังเหตุกราดยิvแต่ละครั้งมักตามมาด้วยคลื่นการข่มขู่เลียนแบบและการโทรแจ้งเหตุเท็จ (swatting) ที่โรงเรียนอื่นทั่วประเทศ เพียง 2 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ Parkland มีการข่มขู่เลียนแบบมากถึง 638 ครั้ง และในปีการศึกษา 2022-2023 รายงานเหตุกราดยิvเท็จคิดเป็น 63.8% ของเหตุการณ์รุนแรงทั้งหมดที่โรงเรียนเผชิญ
- ผู้รอดชีวิตจำนวนมากยังเผชิญกับความรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดชีวิต และความวิตกกังวลที่ตามมาเมื่อต้องส่งลูกของตัวเองไปโรงเรียนในเวลาต่อมา งานวิจัยระบุว่าราว 28% ของผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิvพัฒนาไปเป็นโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD)
- หลังเหตุการณ์ Columbine หลายรัฐเริ่มออกกฎหมายให้โรงเรียนซ้อมล็อกดาวน์และซ้อมรับมือมือปืน ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องหลังเหตุการณ์ Parkland และ Uvalde แต่ก็มีงานวิจัยที่ชี้ว่าการซ้อมเหล่านี้อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อสภาพจิตใจของนักเรียนเช่นกัน

ผู้คนมาเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานผู้เสียชีวิตที่ Uvalde City Sq. รัฐเท็กซัส ในวันครบรอบ 3 ปีเหตุกราดยิvที่โรงเรียนประถม Robb Classic เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2025 อนุสรณ์สถานลักษณะนี้เป็นหนึ่งในหลายแนวทางที่ชุมชนต่างๆ เลือกใช้เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตหลังเหตุกราดยิvในโรงเรียน ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงด้านอาคารเรียน มาตรการความปลอดภัย และการเยียวยาผู้รอดชีวิตในระยะยาว | ภาพจาก: Texas Public Radio
เหตุกราดยิvในโรงเรียนที่สหรัฐอเมริกาเผชิญมาต่อเนื่องหลายสิบปี ทิ้งคำถามไว้กับทุกชุมชนที่ประสบเหตุในลักษณะเดียวกัน คือจะจัดการกับสถานที่เกิดเหตุอย่างไร ผู้ที่รอดชีวิตจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างไร และระบบการศึกษาควรเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ จากกรณีศึกษาของโรงเรียนมัธยมต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นแนวทางที่แตกต่างกันใน 4 มิติ คือสถานที่เกิดเหตุ สถานการณ์ป่วนหลังเหตุการณ์ ผลกระทบทางจิตใจ และการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
มุมสถานที่และอาคาร

เครื่องจักรกำลังรื้อถอนอาคาร 1200 ของโรงเรียนมัธยม Marjory Stoneman Douglas ในเมือง Parkland รัฐฟลอริดา เมื่อปี 2024 ซึ่งเป็นอาคารที่เกิดเหตุกราดยิvในปี 2018 และถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิมนานหลายปีเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี ก่อนเขตการศึกษาบราวาร์ดเคาน์ตี้จะเริ่มดำเนินการรื้อถอนในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของปีนั้น | ภาพจาก: Elise Gregg/WLRN News
หลังเหตุกราดยิvที่ Columbine ในปี 1999 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 12 คนและครู 1 คน อาคารเรียนเดิมกลายเป็นจุดสนใจของกลุ่มคนที่หมกมุ่นกับเหตุการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง จอห์น แมคโดนัลด์ (John McDonald) ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยและการจัดการเหตุฉุกเฉินของเขตการศึกษาเจฟเฟอร์สันเคาน์ตี้ (Jefferson County Public Faculties) ให้สัมภาษณ์สื่อ Colorado Public Radio ว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องการเข้าไปสัมผัสสถานที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ติดตามผ่านโลกออนไลน์
ในเดือนธันวาคม 2011 แฟรงก์ ดีแอนเจลิส (Frank DeAngelis) ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน Columbine ได้ให้สัมภาษณ์นักเรียนวัย 16 ปีจากรัฐยูทาห์ ซึ่งอ้างว่ากำลังทำข่าวให้หนังสือพิมพ์โรงเรียน โดยพูดคุยเกี่ยวกับกระบวนการฟื้นฟูโรงเรียนหลังเหตุกราดยิv ก่อนที่ตำรวจยูทาห์จะแจ้งในเดือนมกราคม 2012 ว่านักเรียนคนดังกล่าวถูกจับกุมจากแผนร่วมกับนักเรียนอีกคนเพื่อวางsะเบิด Roy High College ซึ่งเป็นโรงเรียนของตนเอง ทั้งนี้ แมคโดนัลด์ระบุว่าการดูแลความปลอดภัยที่ Columbine มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าโรงเรียนอื่นในเขตการศึกษาราว 5 ถึง 6 เท่า
ในปี 2019 เจสัน กลาส (Jason Glass) ผู้บริหารเขตการศึกษาเจฟเฟอร์สันเคาน์ตี้เสนอให้ทุบอาคาร Columbine ทิ้งทั้งหมด โดยอ้างถึงกรณีของหญิงสาววัย 18 ปีจากรัฐฟลอริดาที่เดินทางมายังโคโลราโดพร้อมอาวุธปืนลูกซองก่อนเหตุครบรอบ 20 ปี จนต้องปิดโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่เพื่อค้นหาตัว ข้อเสนอนี้ทำให้เกิดความเห็นแตกต่างกันในกลุ่มผู้รอดชีวิต วิลล์ เบ็ค (Will Beck) ผู้รอดชีวิตที่เคยพาลูกทั้ง 3 คน ของตัวเองไปเดินดูจุดที่เขาเคยหลบซ่อนตัวในเหตุการณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อ NPR ว่าไม่ต้องการให้ทุบอาคารทิ้ง เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่สำคัญสำหรับเขา ขณะที่ดีแอนเจลิสกลับสนับสนุนแนวทางทุบทิ้ง โดยระบุว่าสิ่งที่ทำให้ Columbine เป็น Columbine คือผู้คน ไม่ใช่ตัวอาคาร ท้ายที่สุดเขตการศึกษาจัดทำแบบสำรวจความเห็นชุมชนเพื่อประเมินว่าจะขอเสียงโหวตให้จัดสรรงบประมาณราว 70 ล้านดอลลาร์สำหรับสร้างโรงเรียนใหม่หรือไม่
สื่อ NPR ยังรายงานถึงแนวทางที่ชุมชนอื่นเลือกใช้ โรงเรียนประถม Sandy Hook ในรัฐคอนเนตทิคัต ซึ่งเกิดเหตุกราดยิvในปี 2012 ถูกทุบทิ้งทั้งหมดในปี 2013 และสร้างอาคารใหม่ขึ้นแทนที่ ส่วนเขตการศึกษาที่เมือง Parkland กำลังเดินหน้าแทนที่อาคารที่เกิดเหตุ ขณะที่เมือง Sutherland Springs ในรัฐเท็กซัส ซึ่งเกิดเหตุยิvในโบสถ์ เลือกเก็บรักษาอาคารเดิมไว้เป็นอนุสรณ์และสร้างอาคารโบสถ์ใหม่แยกต่างหาก ส่วนไนต์คลับ Pulse ในเมืองออร์แลนโดที่เกิดเหตุกราดยิvจนมีผู้เสียชีวิต 49 คน ไม่ถูกทุบทิ้ง แต่ถูกดัดแปลงเป็นอนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์ถาวร
สำหรับกรณีที่ Uvalde โรงเรียน Robb Classic ถูกแทนที่ด้วยโรงเรียนใหม่ชื่อ Legacy Classic ซึ่งเปิดรับนักเรียนเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2025 หรือเกือบ 3 ปีครึ่งหลังเหตุการณ์ โรงเรียนใหม่ออกแบบตามแนวทาง trauma-informed accomplish ซึ่งเน้นลดระดับความเครียดของนักเรียนและบุคลากร โดยมีห้องกระจกกันกระสุนที่มองเห็นได้จากทางเดิน เซ็นเซอร์แจ้งเตือนหากประตูเปิดค้างนานผิดปกติ และห้องสงบสติที่มีอยู่ทั้งสองชั้นของอาคาร
เจสซี ริโซ (Jesse Rizo) ลุงของเด็กหญิงที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ และปัจจุบันเป็นกรรมการโรงเรียนด้วย ระบุว่ากำลังพิจารณาจะเพิ่มชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 21 คนไว้บนประติมากรรมต้นไม้อนุสรณ์ในโรงเรียน พร้อมทั้งเสนอให้ติดรหัส QR เพื่อให้คนรุ่นหลังสามารถศึกษาประวัติของผู้เสียชีวิตได้ โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิ Uvalde CISD Transferring Forward Foundation ซึ่งระดมทุนได้ราว 60 ล้านดอลลาร์จากภาคธุรกิจ บุคคลทั่วไป และรัฐเท็กซัส
มุมสถานการณ์ป่วนหลังเหตุการณ์

เจ้าหน้าที่ตำรวจตอบสนองต่อรายงานเหตุกราดยิvที่โรงเรียนมัธยม Erie High College รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นส่วนหนึ่งของการโทรแจ้งเหตุเท็จ (swatting) ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายโรงเรียนทั่วรัฐ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 ปีหลังโรงเรียนแห่งนี้เคยเผชิญเหตุกราดยิvจริงมาก่อน | ภาพจาก: JET/FOX/YourErie
คลื่นการข่มขู่เลียนแบบ (Copycat Threats) – หลังเหตุกราดยิvแต่ละครั้งมักตามมาด้วยการข่มขู่เลียนแบบจำนวนมากในเวลาไม่กี่วัน 2 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ Parkland มีการข่มขู่เลียนแบบพุ่งเป้าไปที่โรงเรียนทั่วประเทศถึง 638 ครั้ง องค์กร Educator's College Safety Community ระบุว่าในช่วง 3 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ มีการข่มขู่และเหตุการณ์รุนแรงอื่นๆ รวม 810 ครั้งใน 1,005 โรงเรียน โดยเท็กซัสมีรายงานการข่มขู่มากที่สุดถึง 55 ครั้ง จากการข่มขู่เหล่านี้ มีโรงเรียนอย่างน้อย 33 แห่งต้องปิดการเรียนการสอน และอีกกว่า 15 แห่งต้องล็อกดาวน์ ที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลังเหตุการณ์ Columbine ในปี 1999 ก็เคยมีการข่มขู่โรงเรียนทั่วประเทศหลายร้อยครั้งจนนำไปสู่การจับกุมมากกว่า 350 คน และรูปแบบนี้เกิดซ้ำแทบทุกครั้งที่มีเหตุกราดยิvเป็นข่าวใหญ่ เช่นหลังเหตุการณ์ที่โรงเรียน Apalachee High College ในรัฐจอร์เจียเมื่อปี 2024
การโทรแจ้งเหตุเท็จ (Swatting) – ปัญหาที่รุนแรงขึ้นในช่วงหลังคือการโทรแจ้งตำรวจเท็จว่ามีเหตุกราดยิv ซึ่งทำให้ตำรวจติดอาวุธพร้อมบุกเข้าไปในสถานที่จริงทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น องค์กร K-12 College Taking pictures Database บันทึกเหตุการณ์ swatting ได้ถึง 853 ครั้งในช่วงเดือนมกราคม 2023 ถึงมิถุนายน 2024 ในปีการศึกษา 2022-2023 รายงานเหตุกราดยิvเท็จคิดเป็น 63.8% ของเหตุการณ์รุนแรงทั้งหมดที่โรงเรียนเผชิญ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 546% เมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2018-2019 ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ swatting อาจใกล้เคียงกับเหตุกราดยิvจริง เพราะนักเรียนต้องเผชิญกับการแจ้งเตือนและล็อกดาวน์ที่สร้างความหวาดกลัวไม่ต่างจากเหตุการณ์จริง แม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องลวงลวง องค์กร Educator's College Safety Community ยังบันทึกรายงานเหตุกราดยิvเท็จมากกว่า 446 ครั้งในปีการศึกษา 2022-2023 เพียงปีเดียว
การข่มขู่ในวันครบรอบเหตุการณ์ – อีกรูปแบบหนึ่งคือการข่มขู่ที่มักเกิดขึ้นซ้ำในวันครบรอบเหตุการณ์เดิม ในวันครบรอบ 6 ปีของเหตุการณ์ Sandy Hook มีการแจ้งเหตุsะเบิดที่โรงเรียนแห่งใหม่ซึ่งสร้างขึ้นแทนที่อาคารเดิม จนต้องอพยพนักเรียนกลับบ้านทั้งหมด สะท้อนว่าแม้อาคารเดิมจะถูกทุบทิ้งและสร้างใหม่ไปแล้ว ความหวาดระแวงในชุมชนก็ยังไม่หายไป
มุมผู้คนและบาดแผลทางใจ

Ring of Remembrance ที่อนุสรณ์สถาน Columbine Memorial ในรัฐโคโลราโด สถานที่ที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิvปี 1999 เดินทางมาเยี่ยมเยียนเป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกถึงผู้ที่จากไปและเยียวยาบาดแผลทางใจของตัวเอง | ภาพจาก: Columbine Memorial Foundation
ผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิvในโรงเรียนจำนวนมากยังคงเผชิญกับผลกระทบทางจิตใจในระยะยาว มิสซี เมนโด (Missy Mendo) ผู้รอดชีวิตจาก Columbine ให้สัมภาษณ์สื่อ ABC News ว่าแม้เวลาจะผ่านไปนาน ความรู้สึกเจ็บปวดและความรู้สึกผิดก็ไม่ได้หายไป และสิ่งเล็กน้อยอย่างคำพูดหรือเสียงลูกโป่งแตกก็สามารถทำให้ความทรงจำเก่ากลับมาได้ เมนโดปัจจุบันทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่ขององค์กร The Rebels Project ซึ่งช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิvต่างๆ ให้หาระบบสนับสนุนซึ่งกันและกัน ตามรายงานของสื่อ Folk เมนโดเล่าว่าความบอบช้ำหวนกลับมาอย่างชัดเจนในเดือนพฤษภาคม 2022 ขณะที่เธอกำลังกรอกเอกสารสมัครเรียนอนุบาลให้ลูกสาว ซึ่งตรงกับวันเดียวกับที่เกิดเหตุกราดยิvที่ Robb Classic พอดี
เอมี โอเวอร์ (Amy Over) ผู้รอดชีวิตอีกคนจาก Columbine ซึ่งปัจจุบันเป็นแม่ของลูก 4 คน เล่าให้สื่อ Folk ฟังว่าความวิตกกังวลของเธอเริ่มชัดเจนขึ้นในวันครบรอบ 10 ปีของเหตุการณ์ เมื่อเธอเกิดอาการตื่นตระหนกขณะส่งลูกสาวไปโรงเรียน จนต้องใช้เวลาหลายปีในการรักษาด้วยยาและการบำบัดก่อนจะควบคุมอาการได้ ปัจจุบันโอเวอร์เป็นผู้ก่อตั้งองค์กร Survivors Path เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุร้ายแรงในลักษณะเดียวกัน
ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิตยังปรากฏในกลุ่มเด็กเล็กเช่นกัน ตามรายงานของสื่อ TOวันที่ แดเนียล รุยซ์ (Daniel Ruiz) เด็กชายวัย 10 ปีที่รอดชีวิตจากเหตุกราดยิvที่ Uvalde ซึ่งลูกพี่ลูกน้องของเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์ วาดภาพขอโทษลูกพี่ลูกน้องที่ตัวเองไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ บรีอานา รุยซ์ (Briana Ruiz) แม่ของแดเนียลเล่าว่าลูกชายเคยพูดว่าอยากให้มือปืนเข้ามาในห้องเรียนของเขาและฆ่-าเขาไปด้วย จนแพทย์ประเมินว่าเด็กชายมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง
สื่อ TOวันที่ อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Affiliation) ที่ระบุว่าผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิvมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูงกว่าผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญประเภทอื่น และศูนย์แห่งชาติเพื่อโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Nationwide Center for PTSD) ประเมินว่าราว 28% ของผู้รอดชีวิตพัฒนาไปเป็นโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และอีกหนึ่งในสามมีอาการเครียดเฉียบพลัน
ซาลลี แกร์ริแกน (Salli Garrigan) ผู้รอดชีวิตจาก Columbine อีกคนหนึ่งเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเป็นผู้รอดชีวิตเพราะไม่ได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ Parkland ในปี 2018 เธอจึงเริ่มเข้าใจความรู้สึกผิดที่แบกรับมาตลอด และหันไปทำงานร่วมกับองค์กร Everytown for Gun Safety เพื่อช่วยเยียวยาตัวเอง
ในด้านสถิติภาพรวม สื่อ ABC News อ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของคริสเตียน เบอร์เกส (Christian Burgess) ผู้อำนวยการสายด่วน Catastrophe Agonize Helpline ว่าประสบการณ์เฉียดเสียชีวิตในลักษณะนี้สามารถทิ้งร่องรอยให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตร้ายแรง เช่น ภาวะซึมเศร้า การใช้สารเสพติด ความวิตกกังวล และความคิดอยากทำร้ายตัวเอง โดยประเมินว่าราว 60% ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสามารถฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วเมื่อได้รับการสนับสนุนจากคนใกล้ชิด ขณะที่อีกราว 40% อาจมีอาการทางจิตใจในระดับรุนแรง
มุมนโยบายและระบบ
ก่อนเหตุการณ์ Columbine โรงเรียนในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ซ้อมรับมือเฉพาะเหตุไฟไหม้และภัยธรรมชาติ หลังเหตุการณ์ปี 1999 หลายรัฐเริ่มออกกฎหมายให้โรงเรียนซ้อมล็อกดาวน์และซ้อมรับมือมือปืน ตามรายงานของคณะกรรมาธิการความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ (Federal College Safety Price: FSSC) ซึ่งจัดตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์ Parkland ในปี 2018
รายงานของสถาบันวิจัย Little one Trends ระบุว่า ณ ปี 2019 มี 42 รัฐที่สนับสนุนหรือกำหนดให้เขตการศึกษาต้องซ้อมรับมือภัยหลายประเภท และ 16 รัฐกำหนดให้ต้องซ้อมรับมือมือปืนโดยเฉพาะ โดย 10 ใน 16 รัฐนั้นออกกฎหมายหลังเหตุการณ์ Parkland รัฐโอไฮโอเป็นรัฐแรกที่ออกกฎหมายบังคับซ้อมรับมือมือปืนในปี 2006 ตามด้วยรัฐอินเดียนาในปี 2007 นอกจากนี้ยังมี 41 รัฐที่อนุญาตให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำโรงเรียน โดย 29 รัฐในจำนวนนี้กำหนดให้ต้องมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโรงเรียนกับหน่วยงานตำรวจท้องถิ่น
สื่อ CBS News รายงานว่า ณ ปี 2024 โรงเรียนรัฐในสหรัฐฯ ราว 95% มีการซ้อมล็อกดาวน์หรือซ้อมรับมือมือปืนในปีการศึกษา 2015-2016 ตามข้อมูลขององค์กร Everytown for Gun Safety โดยมีมากกว่า 40 รัฐที่กำหนดให้ต้องซ้อม อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่าการซ้อมลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพจิตของนักเรียน คริสทีน ครอว์ฟอร์ด (Christine Crawford) จิตแพทย์จากศูนย์การแพทย์บอสตัน (Boston Scientific Center) และรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของสมาคมแห่งชาติเพื่อโรคทางจิต (Nationwide Alliance on Mental Illness: NAMI) อธิบายว่าการซ้อมล็อกดาวน์สามารถกระตุ้นสมองส่วนอมิกดาลาซึ่งประมวลผลความกลัว ทำให้นักเรียนไม่สามารถเรียนรู้จากการซ้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจก่อให้เกิดความเครียดสะสมแทน
เซเรนิตี ไซเกล (Serenity Seigel) นักเรียนวัย 19 ปีจากรัฐอินเดียนา เล่าว่าการซ้อมล็อกดาวน์ที่ใช้วิดีโอจำลองเหตุการณ์เสมือนจริง ทำให้เธอเสียสมาธิจนทำข้อสอบวิชาภาษาสเปนได้ไม่ดีในชั่วโมงถัดมา ปัจจุบันบางรัฐเริ่มออกกฎหมายเพื่อลดผลกระทบทางจิตใจจากการซ้อม เช่นร่างกฎหมายในรัฐแคลิฟอร์เนียที่กำหนดให้ต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนซ้อมและห้ามใช้เสียงปืนจำลอง และกฎหมายในรัฐอินเดียนาที่อิงจากร่างกฎหมายต้นแบบขององค์กร Sandy Hook Promise ซึ่งกำหนดให้การซ้อมต้องดำเนินการในลักษณะที่จำกัดผลกระทบทางจิตใจ
ในด้านกฎหมายควบคุมอาวุธปืน ผลลัพธ์หลังเหตุการณ์แต่ละครั้งแตกต่างกันไปตามบริบทของรัฐ สื่อ CNN รายงานว่าหลังเหตุการณ์ Parkland รัฐฟลอริดาผ่านกฎหมาย Marjory Stoneman Douglas High College Public Safety Act ซึ่งเพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้ออาวุธปืน ออกกฎหมาย purple flag ที่ให้ศาลสามารถยึดอาวุธปืนจากผู้ที่ถูกประเมินว่าเป็นอันตราย เพิ่มทรัพยากรด้านสุขภาพจิตให้นักเรียน และอนุญาตให้ครูบางส่วนพกอาวุธปืนได้
เหตุกราดยิvที่ Uvalde เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การผ่านกฎหมาย Bipartisan Safer Communities Act ในปี 2022 ซึ่งถือเป็นกฎหมายควบคุมอาวุธปืนระดับสหพันธรัฐที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ กฎหมายเพิ่มมาตรการตรวจสอบประวัติผู้ซื้อปืนอายุต่ำกว่า 21 ปี สนับสนุนเงินทุนให้รัฐดำเนินโครงการแทรกแซงภาวะวิกฤต รวมถึงมาตรการลักษณะ purple flag regulations และเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพจิตและความปลอดภัยในโรงเรียน อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้รวมมาตรการห้ามอาวุธปืนจู่โจมหรืออาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติแบบที่ฝ่ายสนับสนุนการควบคุมปืนเรียกร้อง
สื่อ CNN ยังรายงานด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำโรงเรียนที่ Parkland ถูกตั้งข้อหาจากกรณีไม่เข้าเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุ และในปีเดียวกันสหรัฐฯ เผชิญเหตุกราดยิvอย่างน้อย 67 ครั้งตามข้อมูลของ Gun Violence Archive ซึ่งสะท้อนว่าแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกิดขึ้นในบางรัฐ แต่ปัญหาเหตุกราดยิvยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องทั่วประเทศ.












