ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เหรียญอีกด้านคือความจริงที่ไรเดอร์ไทยต้องเผชิญ เมื่อ “นโยบายของแพลตฟอร์ม” และ “ความเย็นชาของเทคโนโลยี” กลายเป็นกำแพงขวางกั้นความยุติธรรมในนาทีชีวิต
รายงานชิ้นนี้สำรวจ 3 เรื่องราวที่สะท้อนช่องโหว่ของระบบคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ตั้งแต่การคุกคามทางเพศ การพยายามข่xขืxและฆ่-า ไปจนถึงอุบัติเหตุ และตั้งคำถามว่า ใครบ้างควรร่วมรับผิดชอบ?
เมื่อ “ความเป็นส่วนตัว” กลายเป็นเกราะคุ้มกันคนทำผิด
สา* คือไรเดอร์หญิงที่เผชิญกำแพง “ความเป็นส่วนตัวของลูกค้า” หลังเหตุการณ์ที่ตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ
ช่วงดึกสงัดของคืนวันที่ 27 มิ.ย. 2569 สารับผู้โดยสารชายจากโรงแรมย่านสุขุมวิท 39 ไปยังคอนโดฯ ในซอยสุขุมวิท 38-40 ระหว่างทางชายคนดังกล่าวล้วงมือเข้าใต้เสื้อแจ็กเก็ตและพยายามจับหน้าอกเธอหลายครั้ง ก่อนลงจากรถและหายเข้าไปในอาคาร
สิ่งที่สาต้องการจากแพลตฟอร์มมีเพียง ชื่อ-นามสกุล หรือเบอร์โทรของชายคนนั้น เพื่อใช้เป็นหลักฐานแจ้งความ แต่เธอได้รับเพียงคำขอโทษ ขณะที่ในแอปฯ ปรากฏเพียงชื่อเล่นภาษาอังกฤษ
สาไปแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ พร้อมข้อมูลเท่าที่มี และนำใบแจ้งความไปยังนิติบุคคลของคอนโดฯ เพื่อขอชื่อผู้พักอาศัย แต่ก็ไม่ได้รับข้อมูล โดยอ้างเหตุผลเรื่องการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว
แพลตฟอร์มแจ้งเธอว่า หากจะเปิดเผยข้อมูลลูกค้า ตำรวจต้องส่งเอกสารตามที่กำหนด ทั้งบัตรตำรวจและใบเรียกพยาน ขณะที่ตำรวจบอกว่าจะตรวจสอบกล้องวงจรปิดให้ แต่เวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์ คดีกลับแทบไม่ขยับ
ท้ายที่สุด สาต้องขอไฟล์กล้องวงจรปิดจากกรุงเทพมหานครด้วยตัวเอง ก่อนนำไปส่งให้ตำรวจ
ความคืบหน้าครั้งแรกจึงไม่ได้เกิดจากระบบ แต่เกิดจากแรงของคนคนหนึ่งที่พยายามผลักประตูทุกบานด้วยตัวเอง
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อสาขอความช่วยเหลือจากเพจของกลุ่มไรเดอร์ เพื่อนร่วมอาชีพนัดรวมตัวกันที่ สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2569 พร้อมสื่อหลายสำนักในวันนั้น เช่น ช่อง 7, อมรินทร์ทีวี , พีพีทีวี ในมุมมองของสา การออกข่าวมีผลอย่างมากให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มขยับ
เย็นวันนั้น แกร็บติดต่อสา แจ้งว่าลูกค้ายินยอมให้เบอร์โทรศัพท์เพื่อพูดคุยกัน ขณะที่ตำรวจโทรหาเธอเพื่อขออีเมลสำหรับประสานข้อมูลกับแพลตฟอร์ม
สาจึงพูดว่า “พี่ มันเป็นข่าวไปแล้วนะ พี่เพิ่งจะมาให้เบอร์กับหนูเนี่ยนะ”
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า เมื่อเรื่องราวอยู่ในการนำเสนอของสื่อ กลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
กรณีของสา ผู้สื่อข่าวประชาไทพยายามติดต่อขอคำชี้แจงจากแกร็บหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับจากแพลตฟอร์ม จนถึงวันที่เผยแพร่รายงานชิ้นนี้
ปัญหาของสาสอดคล้องกับกรณีของ มาย* ไรเดอร์หญิงที่ ที่รอดชีวิตจากการพยายามข่xขืxและฆ่-าโดยผู้โดยสารขณะรับงานแอปพลิเคชั่น Walk ซึ่งเธอรู้สึกว่าแอปฯ ทิ้งเธอไว้ข้างหลัง เพราะหลังแจ้งเหตุได้รับเพียงข้อความตอบกลับอัตโนมัติ
“มันดิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่แค่เราตอนนั้นไปจับคนร้ายเอง เรายังต้องมาสู้ด้วยตัวเอง ไปวิ่งหาที่ตรวจร่างกายที่ถูกที่สุด ทั้งที่สภาพตัวเองก็ไม่ไหว ไม่พร้อมที่จะคุยกับหมอ คุยไปร้องไห้ไป เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบางคนเข้าใจเราจริงหรือเปล่า กลายเป็นระแวงไปหมด ไม่รู้จะพูดเรื่องนี้กับใคร พูดได้หรือเปล่า พูดแล้วเขาจะเข้าใจเราจริงๆ ไหม แล้วจะเอาเราไปพูดต่อยังไง ตอนนั้นทำให้เรารู้สึกว่าทำไมแอปพลิเคชันถึงทำร้ายเรา ถึงทิ้งเราไว้ข้างหลัง ทั้งๆ ที่คุณได้จากเราไปไม่มากก็น้อย”
มายย้อนคืนเกิดเหตุให้ฟังว่า วันที่ 1 พ.ย. 2568 ลูกค้าเพศชาย วัย 21 ปี ลวงให้เธอเข้าไปส่งที่ซอยลาดกระบัง 54 ต.ศีรษะจรเข้น้อย อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ระหว่างทางลูกค้ารายนี้ไม่มีท่าทีผิดปกติ เมื่อถึงจุดหมายในซอยดังกล่าว ลูกค้าผลักเธอให้ล้มและพยายามจะข่xขืxเธอ
เธอจึงออกอุบายบอกว่า “แอปพลิเคชันยังทำงานอยู่ เดี๋ยวผู้ดูแลระบบจะมีการแจ้งตำรวจ” คนร้ายจึงเปลี่ยนใจแล้วพยายามฆ่-าเธอแทน
เมื่อเธอดิ้นสู้ก็ถูกอีกฝ่ายใช้สายคาดหมวกกันน็อกรัดคอจนเกือบจะหมดสติ และต่อยซ้ำ มีการเอามือจิกปาก จิกตา จับหัวเธอกระแทกกับเสาไฟ แต่จังหวะที่เธอกำลังจะสิ้นสติ มีไรเดอร์ชายคนหนึ่งขี่รถผ่านมาเห็น จึงเข้าช่วยเหลือเธอไว้ได้ ก่อนจะเรียกเพื่อนไรเดอร์คนอื่นมาช่วยกันตามหาผู้ก่อเหตุ สุดท้ายไปเจอผู้ก่อเหตุหลบอยู่ที่แคมป์คนงานก่อสร้างในป่า จึงโทรแจ้งตำรวจให้มาจับกุมตัวได้ในที่สุด
มายบอกกับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า ถ้าอิงจากข้อมูลที่ปรากฎบนแอปพลิเคชัน เธอจะไม่สามารถตามตัวผู้ก่อเหตุได้เลย ประการแรกคือ ชื่อของผู้ก่อเหตุไม่ตรงกับชื่อที่เขาใช้ในแอปพลิเคชัน เพราะเป็นการสวมไอดีคนอื่น ประการที่สองคือ ผู้ก่อเหตุเลือกชำระค่าบริการผ่าน TrueMoney Pockets ทำให้มายไม่เห็นชื่อ-นามสกุลของเขา
มายเล่าว่า ตอนที่เจอตัวผู้ก่อเหตุหลบอยู่ในแคมป์คนงาน เขาดูไม่มีพิรุธใดๆ และยังลบแอปพลิเคชันด้วย สิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุจริงคือรอยแผลที่นิ้วมือ ที่ถูกเธอกัดสุดแรงขณะดิ้นสู้
เธอตั้งคำถามว่าในขณะที่แพลตฟอร์มมีข้อมูลส่วนตัวของฝั่งไรเดอร์ทุกอย่าง รวมถึงประวัติอาชญากรรม แต่ข้อมูลของฝั่งผู้โดยสาร แพลตฟอร์มได้ตรวจเช็กอย่างรัดกุมเท่าเทียมกันหรือไม่
กรณีของมาย ไรเดอร์หญิงที่รอดชีวิตจากการพยายามข่xขืxและฆ่-า กลายเป็นข่าวในสื่ออย่างน้อย 5 แห่ง ทั้งเวิร์คพอยท์ทีวี ช่องวัน ช่อง 7 คมชัดลึก และไทยโพสต์ แต่ส่วนใหญ่รายงานในมุมคดีอาชญากรรม โดยไม่ได้ระบุชื่อแพลตฟอร์ม มีเพียงเวิร์คพอยท์ นิวส์ที่เผยแพร่ผ่าน LINE TOวันที่ ซึ่งระบุว่าเธอ “ขับโบลท์”
หลังข่าวเผยแพร่ สำนักงานยุติธรรม จ.สมุทรปราการ ติดต่อมาให้ความช่วยเหลือด้านทนายความ ขณะที่สิ่งที่เธอได้รับจากแพลตฟอร์มหลังแจ้งเหตุในคืนเกิดเหตุ กลับมีเพียงข้อความตอบกลับอัตโนมัติ และเธอยังถูกบล็อกการใช้งาน 3 วัน
“โบลท์ช่องทางการติดต่อยากมาก…มีแต่ข้อความขอแสดงความเสียใจ” มายเล่า พร้อมตั้งคำถามว่า หากแพลตฟอร์มเป็น “ผู้เชื่อมโยง” ระหว่างไรเดอร์กับลูกค้า ก็ควรมีส่วนรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุร้ายหรือไม่
มายเล่าว่าเธอเข้าสู่อาชีพไรเดอร์และมีรายได้จากงานนี้เพียงทางเดียว ขับรถรับ-ส่งคนให้ 2 แอปพลิเคชัน ด้วยความคุ้นเคยเส้นทางย่านลาดกระบังจากที่อาศัยอยู่มาหลายปี แต่ในช่วงแรก ๆ ที่เผชิญเหตุในย่านที่ตัวเองทำมาหากิน มันกระทบอย่างสาหัสมากสำหรับเธอ บอบช้ำร่างกายและจิตใจถึงขั้นคิดจะไม่อยู่บนโลกนี้อยู่หลายครั้ง รายได้ก็หายเพราะต้องหยุดทำงาน ส่วนรายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นมา เช่น ค่าตรวจร่างกาย และค่าเดินเรื่องคดีความ
“รู้สึกว่าเราใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้ พบปะผู้คนไม่ได้ เล่นโซเชียลไม่ได้ด้วย ทั้งคอมเมนต์แง่ลบหรือคอมเมนต์ที่กำลังใจ แต่มันทำให้เรารู้สึกดิ่งทุกวัน ช่วงนั้นเราไม่มีเงิน วิ่งงานก็วันต่อวัน ไหนจะค่าตรวจร่างกาย ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน”
มายเลิกวิ่งงานให้โบลท์ตั้งแต่วันนั้น แม้ยังคงมีอีกแอปพลิเคชันหนึ่งให้ใช้ แต่เธอแทบไม่กล้าให้ใครซ้อนท้ายรถอีกเลย ผ่านมาหลายเดือนแล้ว มายยังคงมีอาการแพนิกขึ้นมาเมื่อออกไปขับรถแล้วต้องเข้าพื้นที่คล้ายๆ กับจุดเกิดเหตุ
“พอเข้าไปที่ที่คล้ายๆ ตรงนั้น มันก็จะเป็นอาการ (แพนิก) ขึ้นมา พอเรารู้ตัวเองแล้วว่าตัวเองไม่ไหวก็จะขอโทษลูกค้า แต่ลูกค้าเขารู้สึกว่าเขาไม่ปลอดภัย เขาก็จะรายงานเรา แล้วก็ถูกหักคะแนนอีก…ลูกค้ารู้สึกไม่โอเค เนื่องจากเหมือนผู้ขับอาจจะเป็นแพนิก”
เมื่อออกขับรถได้ไม่เท่าเดิม เธอเปลี่ยนมาหารายได้เสริมด้วยการทำหมูทอดกับแคปหมูฝาก ให้สามีเอาไปขายที่ที่ทำงาน การอยู่บ้านตัวเองช่วยลดโอกาสเกิดแพนิก เว้นก็แต่วันที่ฝนตกกระหน่ำคล้ายวันเกิดเหตุ คืนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่มายกำลังเตรียมวัตถุดิบทำแคปหมู แพนิกเข้าจู่โจมกะทันหันจนเธอทำต่อไม่ไหว ให้โทรหาใครก็ไม่ได้แม้โทรศัพท์อยู่ใกล้มือ
มายบอกว่าแพลตฟอร์มควรมองเห็นว่าเธอเป็นผู้เสียหาย และให้ความช่วยเหลือเธอบ้าง เช่น ค่าทนาย หรือค่าดูแลสภาพจิตใจ
“เราแค่มีความรู้สึกว่าวันนั้นพอเกิดเหตุปุ๊บ เราก็รายงานไปทางกล่องข้อความของแอปพลิเคชัน (ถ้าแพลตฟอร์ม) ไม่หักค่าคอม (คอมมิชชั่น) เรา เราก็ยังรู้สึกว่าเขาแสดงความรับผิดชอบ แต่อันนี้คือหักค่าคอมปกติ แล้วที่สำคัญคือพอเรารายงานไป เช้ามาเราโดนบล็อกสามวัน”
มายคาดว่าเหตุผลที่แพลตฟอร์มบล็อกเธอไป 3 วัน น่าจะเป็นเพราะแพลตฟอร์มมองว่าเธอ “ขับขี่ไม่ปลอดภัย”
มายยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การที่แพลตฟอร์มมีสิทธิบล็อกเธอได้ ก็อาจตีความว่าแพลตฟอร์มมีสถานะเป็น “นายจ้าง” เธอหรือไม่
“คุณมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินโทษเรา ในเมื่อคุณบอกว่าคุณเป็นแค่ผู้เชื่อมโยงไม่ใช่เหรอ ถ้าคุณไม่ใช่หัวหน้าหรือนายจ้างเรา คุณมีสิทธิ์อะไรที่จะมาทำกับเราแบบนี้”
เธอเคยถูกบล็อกด้วยเหตุผลทำนองนี้มาแล้ว ย้อนไปเมื่อปี 2567 เธอประสบอุบัติเหตุรถล้ม เพราะมีรถวิ่งมาตัดหน้าขณะวิ่งรับ-ส่งคนให้ Walk เช่นกัน ซึ่งเธอบอกว่า “ประกันอุบัติเหตุโบลท์ไม่มีเลย 100%” นั่นทำให้น้ำหนักของความรับผิดชอบจึงตกมาที่ฝั่งไรเดอร์
“ตอนนั้นเส้นเอ็นขาฉีกที่ข้อเท้า ส่วนลูกค้าก็หัวเข่าถลอก เหมือนขาพลิก ทำให้ไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ เราก็ต้องรับผิดชอบจนกว่าลูกค้าจะกลับมาทำงานได้”
ในครั้งนั้นมายได้อานิสงค์จากประกันอุบัติเหตุของสามี ซึ่งเป็นสวัสดิการของบริษัทที่สามีทำงาน จึงได้รักษาตัวแต่สำหรับเหตุร้ายในครั้งนี้ มายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างด้วยตัวเอง ขณะที่ พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ ตำรวจร้อยเวรแจ้งเธอว่า เป็นเหตุทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่อุบัติเหตุ จึงเบิกไม่ได้
“ณ วันนั้น หนูออกเองทุกบาททุกสตางค์ ตรงไหนที่กู้ได้คือต้องกู้ เพราะว่าเรื่องถึงศาลแล้วทุกอย่างมันต้องดำเนินไป”
กรณีของมาย ผู้สื่อข่าวประชาไทติดต่อขอความคิดเห็นจากโบลท์ ทางแพลตฟอร์มประสานงานกลับมาหาผู้สื่อข่าวพร้อมขอชื่อ-นามสกุล และเบอร์ติดต่อไรเดอร์หญิงรายนี้เพื่อตรวจสอบข้อมูลกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ต่อมา โบลท์ส่งเอกสารคำชี้แจงให้ผู้สื่อข่าวประชาไทระบุว่า บริษัทฯ ได้ติดต่อกับผู้ขับขี่โดยตรงเพื่อรับฟังรายละเอียดเหตุการณ์จากผู้ขับขี่ พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความร้ายแรง บริษัทฯจึงประสงค์ที่จะตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นในรายละเอียดเกี่ยวกับการรายงานเหตุการณ์ในครั้งแรก หรือสรุปว่าอาจเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นในระบบของบริษัทฯ
เอกสารดังกล่าวระบุอีกว่าโบลท์มีกระบวนการด้านความปลอดภัยและช่องทางการให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่รายงานเหตุการณ์ร้ายแรง และบริษัทฯ มีการทบทวนกระบวนการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจารณาว่ามีส่วนใดที่สามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ หนึ่งในความท้าทายในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ คือการทำให้มั่นใจว่าบริษัทฯ ได้รับข้อมูลที่เพียงพอและถูกต้อง เพื่อให้สามารถระบุเที่ยวการเดินทางและบัญชีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดำเนินการที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ความรุนแรงร้ายแรง จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาและดำเนินการด้วยความรอบคอบและเอาใจใส่เป็นพิเศษ
เอกสารดังกล่าวระบุทิ้งท้ายว่า ในขณะนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการพูดคุยกับผู้ขับขี่โดยตรง และทำความเข้าใจว่าบริษัทฯ สามารถให้ความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนเพิ่มเติมในด้านใดได้อย่างเหมาะสม บริษัทฯ ให้ความสำคัญและดำเนินการต่อกรณีดังกล่าวอย่างจริงจังและจะนำผลจากการตรวจสอบมาประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนด แนวทางและขั้นตอนการดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป
เรื่องราวนี้สอดคล้องกับรายงาน Fairwork Thailand 2025 ซึ่งประเมิน 7 แพลตฟอร์มในกรุงเทพฯ และพบว่า ไม่มีแพลตฟอร์มใดได้คะแนนความเป็นธรรมเกิน 2 จาก 10 คะแนน โดยปัญหาครอบคลุมค่าตอบแทน ความปลอดภัย การบริหารผ่านอัลกอริทึม และการขาดกลไกอุทธรณ์ที่มีประสิทธิภาพ สะท้อนช่องว่างการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มไทยคำถาม จึงมีคำถามสำคัญว่า เมื่อเกิดเหตุร้าย ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของคนที่ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์ม?

ช่องโหว่ของการคุ้มครอง
เรื่องราวของ มาย ไรเดอร์ผู้รอดชีวิตจากการข่xขืx-ฆ่-า ทว่าไม่ได้รับความคุ้มครองใด และ สา ไรเดอร์หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศ สะท้อนให้เห็นช่องโหว่ของการคุ้มครองที่ผลักให้การต่อสู้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล
ปัจจุบันรูปแบบการคุ้มครองไรเดอร์ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน ไรเดอร์บางกลุ่ม อาทิ “สหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์ม” เรียกร้องให้กระทรวงแรงงานพิจารณาคุ้มครองสิทธิของไรเดอร์ ภายใต้นิติสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง ผ่านการประกาศกฎกระทรวงแรงงาน เข้าถึงสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 และเข้าถึงกองทุนเงินทดแทน (ชดเชยเยียวยากรณีได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน)
ขณะที่ไรเดอร์บางกลุ่ม เช่น กลุ่ม “G เคลื่อนที่เร็วเราช่วยกัน” มองว่า หากเอาไรเดอร์เข้าระบบประกันสังคม ม. 33 อาจทำให้ไรเดอร์ต้องทำงานเหมือนลูกจ้าง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริงและรูปแบบการใช้ชีวิตของไรเดอร์
ในมุมมองของ มาย ไรเดอร์ผู้ซึ่งเผชิญเหตุร้ายระหว่างทำงานแต่ไม่ได้รับความคุ้มครองใด เธอมองว่าควรมีการคุ้มครองสิทธิของไรเดอร์ภายใต้ “นิติสัมพันธ์” แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง ส่วนประเด็นเรื่องรูปแบบของความคุ้มครอง อาจไม่จำเป็นต้องเข้า ม.33 เสมอไปก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือไรเดอร์ควรที่จะเข้าถึงกองทุนเงินทดแทน หรือเงินชดเชยเยียวยากรณีได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน
ขณะที่ พี* ไรเดอร์ชายอีกรายหนึ่งที่เคยประสบอุบัติเหตุขณะส่งอาหาร และเคยถูกลูกค้าคุกคามทางเพศขณะส่งพัสดุ บอกกับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า รูปแบบการคุ้มครองไรเดอร์จะเป็นแบบใดก็ได้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของไรเดอร์ สิ่งสำคัญคือเขาต้องการให้คงความ “อิสระ” ในเรื่องเวลาการทำงาน หรือการรับงานมากกว่าหนึ่งแพลตฟอร์มของไรเดอร์ไว้
สาเหตุที่พีให้ความสำคัญกับแง่มุมความ “อิสระ” มากเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเพราะเขาเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวของลูกสามคนที่ต้องการเวลาช่วงเช้ากับเย็นเพื่อไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียน
พีเป็นไรเดอร์มาแล้ว 7-8 ปี ปัจจุบันขับส่งพัสดุให้ Shopee ช่วงกลางวัน จากนั้นช่วง 17.30 น.เป็นต้นไปจะขับส่งอาหารให้ไลน์แมนจนถึงดึก
พีเล่าว่าเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เขาเคยถูกลูกค้าที่เป็น “กะเทย” ขอให้ขึ้นไปส่งพัสดุบนห้องพัก ที่อาคารบ้านเอื้ออาทรแห่งหนึ่ง โดยลูกค้าอ้างว่า “เจ็บขา” เมื่อเขาถึงไปถึงหน้าห้อง ลูกค้ารายนี้พยายามดึงตัวเขาเข้าไปในห้อง เขาสะบัดมือออกแล้วรีบออกจากตึก จากนั้นเขานำเรื่องนี้มาโพสต์เตือนภัยในกลุ่มไรเดอร์ด้วยกัน ไม่ส่งเรื่องร้องเรียนไปที่แพลตฟอร์ม เพราะการติดต่อระบบหลังบ้านเป็นเรื่องยากมาก
ภายในปีนี้เช่นกัน เขาประสบอุบัติเหตุรถล้มขณะขับส่งอาหารให้ไลน์แมน เพราะถูกรถกระบะปิ๊กอัปปาดหน้าแถวพุทธมณฑลสาย 3
“หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ผมแจ้งเข้าไปบริษัท บริษัทบอกว่าให้โทรไปที่ประกัน (ที่แพลตฟอร์มทำไว้ให้) ได้เลย เขาก็ให้เบอร์ประกัน เราก็ติดต่อประกันเอง แล้วประกันก็วิ่งมาแล้ววิ่งมาหาเรา (ที่โรงพยาบาล)…แต่สุดท้ายไม่ได้เคลม เพราะเราใช้ประกันของเรา”
พีเล่าว่าตอนนั้นเขามีประกันอุบัติเหตุที่แพลตฟอร์มทำให้ แต่แพลตฟอร์มบอกกับเขาว่า เขาต้องใช้ พ.ร.บ. ให้เต็มวงเงินก่อน ถึงจะไปใช้ประกันที่แพลตฟอร์มให้มาได้
สำหรับประกันที่แพลตฟอร์มทำให้ ตัวเขายอมจ่ายเพิ่มร้อยกว่าบาทต่อเดือน เพื่อเพิ่มวงเงินการรักษาจาก 10,000 เป็น 30,000 บาท แต่เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องเคลม กลับไม่สามารถใช้สิทธิได้อย่างสะดวก เขารู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่เป็นธรรม
“ที่ผมคุยกับบริษัท ตอนนั้นผมได้ประกันอุบัติเหตุของของไลน์แมนมา แต่เขาบอกว่าเราต้องใช้ พ.ร.บ. ให้หมดก่อน ถึงจะกลับไปใช้ประกันของที่บริษัทให้เรามาได้”
พีมองว่าสิ่งที่เป็นปัญหาที่ทำให้การเบิก พ.ร.บ.เป็นไปอย่างไม่สะดวกนักสำหรับเขาที่บาดเจ็บอยู่ในตอนนั้น คือเงื่อนไขที่ว่า จะต้องแจ้งความและได้ “สำเนาบันทึกประจำวัน” มาเป็นหลักฐานในการเบิก
“พ.ร.บ. มันเสียอยู่อย่างหนึ่งคือถ้าเราไม่แจ้งตำรวจ ไม่แจ้งความ เราก็จะใช้ตัว พ.ร.บ. เบิกไม่ได้ อันนี้คือประเด็นหลัก ถามว่าถ้าไรเดอร์เกิดอุบัติเหตุ ถ้าไม่มีญาติพี่น้องหรือไม่มีเพื่อนไปแจ้งความให้ เราก็ต้องกระเตงตัวเราไปแจ้งความเอง ถึงเราจะใช้เบิก พ.ร.บ. ได้”
กรณีของพี ผู้สื่อข่าวประชาไทติดต่อสอบถามไปยังไลน์แมน ทางแพลตฟอร์มประสานงานกลับมา พร้อมขอชื่อ-นามสกุล และเบอร์ติดต่อไรเดอร์ชายรายนี้เพื่อตรวจสอบข้อมูลกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ต่อมา ทางไลน์แมนส่งเอกสารคำชี้แจงให้ผู้สื่อข่าวประชาไท โดยเฉพาะกรณีให้ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. ก่อน แล้วจึงจะสามารถเบิกส่วนเกินกับประกันที่แพลตฟอร์มทำให้
ไลน์แมนตอบว่า ในกรณีเกิดอุบัติเหตุขณะปฏิบัติงาน กระบวนการคุ้มครองจะเริ่มจากสิทธิพื้นฐานตามกฎหมายคือ พ.ร.บ. ซึ่งให้ความคุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องสำรองจ่าย ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานตามกฎหมายสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถ และประกันอื่นจะเข้ามาคุ้มครองเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของกรมธรรม์นั้นๆ
สำหรับประกันอุบัติเหตุที่ LINE MAN จัดทำเพิ่มเติม วัตถุประสงค์คือคุ้มครองเพิ่มเติมจากสิทธิดังกล่าวตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เพื่อให้ไรเดอร์ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น เป็นไปตามมาตรฐานการคุ้มครองอุบัติเหตุทางถนนทั่วไปที่ทุกแพลตฟอร์มมีแนวทางปฏิบัติเหมือนกัน โดยไรเดอร์สามารถยื่นเอกสารเพื่อรับสิทธิได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยบริษัทประกันภัย ทั้งนี้ หากไรเดอร์อยู่ระหว่างการรักษาตัวหรือไม่สะดวกดำเนินการด้วยตนเอง สามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ตามขั้นตอนของบริษัทประกัน
ตามข้อมูลจากบทความเรื่อง “อุบัติเหตุ สุขภาพ และหลักประกันความเสี่ยงจากการทำงานของคนขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารภายใต้การควบคุมของแพลตฟอร์ม” ซึ่งผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ไรเดอร์จากแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เคยประสบอุบัติเหตุ 23 คนพบว่า “ไม่มีผู้ได้รับเงินประกันอุบัติเหตุเพิ่มเติมจากบริษัทแพลตฟอร์ม” เพราะส่วนหนึ่งใช้เงินค่ารักษาพยาบาลไม่เกินวงเงินประกันภัย พ.ร.บ. ส่วนผู้เสียค่ารักษาพยาบาลเกินวงเงินของประกันภัย พ.ร.บ. ไม่ได้เงินจากบริษัทแพลตฟอร์มใน 2 กรณี กรณีแรกคือไม่รู้ หรือไม่แน่ใจ ว่าตัวเองมีสิทธิได้เงินประกันอุบัติเหตุเพิ่มเติมจากบริษัทหรือไม่ อีกกรณีหนึ่งได้ติดต่อขอรับการคุ้มครองอุบัติเหตุเพิ่มเติมจากบริษัทแพลตฟอร์ม แต่การดำเนินการล่าช้า มีอุปสรรคจึงไม่ดำเนินการต่อ
กลับมาที่กรณีของพี ลงเอยที่เขาไม่ได้ใช้ทั้ง พ.ร.บ. และประกันที่แพลตฟอร์มทำให้ แต่ได้รับความคุ้มครองจากประกันอุบัติเหตุของเอกชนรายหนึ่งที่เขาทำมาหลายสิบปีแล้ว จ่ายปีละประมาณ 20,000 กว่าบาท
นอกจากนี้ พียังสามารถเคลมประกันของคู่กรณีได้ด้วยเพราะว่าเขาเป็นฝ่ายถูก โดยพีบอกว่าเคลมได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ชุดทำงานอย่างเสื้อแจ็กเกต-กระเป๋าไลน์แมน โทรศัพท์ (ได้ครึ่งราคาเพราะเป็นมือสอง) ส่วนค่าชดเชยรายวัน เขาได้วันละ 300 บาทเป็นเวลาสามเดือน
พีเล่าถึงอาการบาดเจ็บว่าในตอนนั้นว่าเอ็นไขว้หลังเข่าฉีก เข่ามีรอยถลอก หมอให้เข้าเฝือกขาข้างขวาสองเดือน แต่เพราะขามีแผล หมอจึงให้เข้าเฝือกอ่อนก่อน เมื่อแผลหายจึงได้เข้าเฝือกแข็ง รวมเป็นระยะสามเดือน
“ไม่ได้ทำอะไรเลย นอน นั่ง อยู่เฉยๆ นิ่งๆ เลย เพราะว่าเราขยับขามากไม่ได้”
ตลอดสามเดือนในการพักรักษาตัว เขาได้ค่าชดเชยวันละ 1,000 บาทจากประกันที่เขาทำไว้เอง รวมเป็นเงินประมาณ 90,000 บาท “แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้มีใครอยากเกิดเหตุเนอะ ไม่คุ้มกันหรอก เข่าเสียมาจนถึงทุกวันนี้”
“วิ่ง (งาน) น้อยลง ไม่ได้วิ่ง (งาน) แบบเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนเที่ยงคืนกว่า ตีหนึ่ง ตีสองถึงจะเข้าบ้าน ทุกวันนี้ไม่เกินสองทุ่มผมเข้าบ้านแล้ว…มันมีอาการ พอเราทิ้งน้ำหนักตัวลงไป มันจะมีอาการแปล๊บที่เอ็นหัวเข่าด้านหลัง”
พีบอกว่าหมอแนะนำให้ผ่า แต่เขาก็ยังไม่ได้ตัดสินใจทำ เพราะเกรงว่าจะขาดรายได้จากที่ต้องพักฟื้นนาน

ความกังวลเรื่องการขาดรายได้ที่ไรเดอร์รายนี้บอกกับผู้สื่อข่าวประชาไท เป็นไปในทิศทางเดียวกันไรเดอร์อีกจำนวนมาก ตามข้อมูลจากผลการสำรวจของ Rocket Media Lab เรื่องความต้องการของไรเดอร์ส่งอาหารทั่วประเทศ 1,136 คน ระหว่าง มี.ค.-ก.ค. 2564 พบว่า สวัสดิการที่ไรเดอร์ต้องการมากที่สุด คือ “เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ”
เรื่องราวของ มาย สา และพี จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ความซวย” ของแต่ละคน หากแต่สะท้อนคำถามว่า ในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่ไรเดอร์เป็นฟันเฟืองสำคัญ แต่ต้องแลกค่าตอบแทนต่อเที่ยวกับความเสี่ยงทั้งอุบัติเหตุ การถูกคุกคาม และการขาดรายได้ ความเสี่ยงเหล่านี้ควรตกอยู่กับใคร
สำหรับมาย ท่ามกลางความมืดมนหนทางที่เธอต้องเผชิญ กำลังใจและความช่วยเหลือจากไรเดอร์ด้วยกัน รวมถึงคนในกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สหภาพ” คือแรงผลักดันสำคัญ
“จากที่ไม่เคยพบปะผู้คน แต่เขาดึงเราไปเจอกับคนหลายคนที่เข้าใจในสิ่งที่เราเจอจริงๆ นั่นคือโอบกอดแรกที่ทำให้หนูมีแรงลุกขึ้นสู้ เพราะว่าจริงๆ มีอีกหลายคนที่เจอเหมือนเรา”
หลังเกิดเหตุราว 3 สัปดาห์ มายพบว่าตัวเองไม่ได้เผชิญความไม่เป็นธรรมนี้เพียงลำพัง นั่นทำให้เธอตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานของ “สหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์ม”
กิจกรรมที่เธอทำมีตั้งแต่การพูดคุยทำความเข้าใจกับไรเดอร์บางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าระบบประกันสังคม ม. 33 และการร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กับเครือข่ายไรเดอร์จากประเทศอื่นๆ
ความคืบหน้าเรื่องคดีอาญา ลูกค้าชายซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุถูกดำเนินคดีใน 5 ข้อหา ได้แก่ กระทำอนาจาร, พยายามฆ่-า, พยายามข่xขืx, กักขังหน่วงเหนี่ยว และทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย โดยศาล จ.สมุทรปราการ มีกำหนดตัดสินคดีวันที่ 19 ส.ค. ที่จะถึงนี้
ขณะที่กรณีของสา ไรเดอร์หญิงที่ถูกลวนลาม ไกล่เกลี่ยจบกันด้วยดี คู่กรณีขอโทษและจ่ายค่าเสียหาย 70,000 บาท โดยเขาขอผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ แต่สามองว่าหากแพลตฟอร์มให้ชื่อหรือเบอร์โทรของลูกค้าตั้งแต่แรกเพื่อให้เธอได้เคลียร์กับเขา เรื่องคงจบง่ายกว่านี้โดยไม่มีการรวมตัวประท้วงหรือออกข่าว รวมถึงผลพวงผลกระทบ ที่สาวิ่งวุ่นดำเนินการเรื่องคดีด้วยตัวเอง ทำให้ต้องหยุดวิ่งงานกับแอปพลิเคชันไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ ช่วงนั้นรายได้ของเธอหายไป แต่หนี้รายวันที่ผูกกับแอปพลิเคชันยังพอกพูน ทั้งการผ่อนโทรศัพท์และเงินกู้ นั่นทำให้เธอตั้งคำถามว่าในระหว่างที่ไรเดอร์เผชิญเหตุเช่นนี้แพลตฟอร์มควรมีมาตรการพักหนี้ด้วยหรือไม่
“เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ใครจะสามารถขับต่อได้ทุกวัน หักหนี้แบบเป็นรายวัน วันละ 100 กว่าบาท แค่เราเดินเรื่องก็กี่วันแล้ว สภาพจิตใจอีก แต่ว่าหนี้ก็ยังเดิน”
สายืนยันว่าเธอคงเป็นไรเดอร์ต่อไป ซึ่งเพื่อนร่วมกลุ่มไรเดอร์แนะนำให้เธอซื้อกล้องมาติดรถไว้เพื่อป้องกันตัว แต่ด้วยราคาที่แพงสวนทางกับรายได้จากค่ารอบขณะนี้ เธอจึงยังไม่ได้ตัดสินใจ
ท้ายที่สุด คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าไรเดอร์จะป้องกันตัวเองอย่างไร แต่อยู่ที่ว่า เมื่อความเสี่ยงเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ใครควรร่วมรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ รวมถึงการเยียวยาบาดแผลในใจของคนทำงาน
หมายเหตุ: ใช้นามสมมติตามคำขอของผู้ให้สัมภาษณ์
งานเขียนชิ้นนี้เขียนและผลิตขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิทอมสัน รอยเตอร์ เนื้อหาทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง












