
‘แบงก์ชาติ’ ชี้ ‘ไทย’ ติดบัญชี ‘Monitoring List’ ประเทศที่อาจปั่นค่าเงิน ไม่กระทบต่อการบริหารจัดการ ‘ค่าเงินบาท’-เจรจาภาษีสหรัฐฯ ย้ำดูแลค่าเงินไม่ให้ ‘ผันผวน' ทั้ง 2 ขา พร้อมเผยเครื่องชี้เศรษฐกิจ ธ.ค.68 ดีขึ้น จากแรงหนุน ‘ภาคส่งออก-บริโภค-ลงทุนเอกชน’
……………………………
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐประกาศเพิ่มประเทศไทยเข้าไปใน ‘รายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดู’ (Monitoring List) ที่อาจปั่นหรือแทรกแซงค่าเงิน ว่า การที่ประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน Monitoring List ครั้งนี้ มีสาเหตุจากในช่วงเดือน ก.ค.2567-มิ.ย.2568 ไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ระดับ 3.8% ต่อจีดีพี ทำให้ไทยติด 2 ใน 3 เกณฑ์ คือ เกินดุลการค้ากับสหรัฐ และเกินดุลบัญชีเดินสะพัด สหรัฐจึงถูกจัดให้ไทยอยู่ใน Monitoring List ร่วมกับอีก 9 ประเทศ
“ถามว่าอันนี้ ทำให้กังวลหรือเปล่า เราพูดคุยกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และอันนี้ก็เป็นเรื่องเกณฑ์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เขาระบุไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ ถามว่ามีผลต่อการดูแลค่าเงิน หรือเป็นข้อจำกัดหรือเปล่า ก็ต้องบอกว่า ในช่วงที่ผ่านมา มันเคยเกิดเรื่องนี้มาก่อน ซึ่งในแง่การดูแลเรื่องค่าเงิน
เราดูแลในเรื่องความผันผวน จะดูทั้ง 2 ด้าน ทั้งขาไม่ให้แข็งเกินไป และขาไม่ให้อ่อนก่อนไป ดังนั้น การพิจารณาดูแลค่าเงิน จะดูแลเป็น To find เมื่อเราดูแลทั้ง 2 ด้าน ก็เปิดช่องและมีความยืดหยุ่น ให้เราสามารถดูแลได้ ไม่ส่งผลกระทบ และจากรายงานของสหรัฐที่ออกมาเมื่อเช้านี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดแต่อย่างใด”น.ส.ชญาวดี กล่าว
ส่วนความเป็นไปได้ที่ไทยจะติดอยู่ในบัญชีประเทศที่มีการปั่นค่าเงิน (foreign money manipulator checklist) นั้น น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า “ไม่น่าจะติดได้ง่ายๆ เพราะตอนนี้ประเทศทั่วโลก แทบไม่เหลือใครแล้วที่เป็น fix trade price และพยายามดูแลค่าเงินจำนวนมากอย่างที่สหรัฐกังวล และในช่วงที่ผ่านมา เราดูทั้ง 2 ด้าน และดูความผันผวนเป็นหลัก มันจะมีความยืดหยุ่นที่เราสามารถบริหารจัดการดูแลค่าเงินได้ตามความเหมาะสม โดยโฟกัสเรื่องความผันผวนเป็นหลัก”
ทั้งนี้ สหรัฐฯมีการประเมินรายชื่อประเทศที่อาจแทรกแซงค่าเงินปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งต่อไปจะเป็นการประเมินภาพในเดือน ม.ค.2568-ธ.ค.2568 ซึ่งสหรัฐจะออกรายงานฉบับใหม่ในช่วงกลางปี 2569 ซึ่งในแง่การเป็นคู่ค้า ไทยยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐ ส่วนในแง่ดุลบัญชีเดินสะพัด ปี 2568 ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกินดุลบัญชีเดินสะพัดใกล้ 3% ต่อจีดีพี แต่ต้องดูด้วยว่าตัวเลขจีดีพีจะออกมาเป็นเท่าไหร่
สำหรับผลกระทบในด้านการเจรจาภาษี tariff ระหว่างไทย-สหรัฐนั้น น.ส.ชญาวดี ระบุ “ในแง่ของการเจรจาเรื่องภาษี tariff กับสหรัฐ ตอนนี้อยู่ในกระบวนการแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลัง สหรัฐ และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR ) มีการคุยกันอยู่แล้ว ตรงนี้ก็ไม่น่าจะกระทบแต่อย่างใด”
ด้าน น.ส.พิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ไทยเคยติดอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตาดู (Monitoring List) ที่อาจมีการปั่นเงินมาแล้วในรอบการประเมินปี 2563-2564 ประมาณ 2-3 รอบการประเมิน แต่ในช่วงนั้น ไม่มีประเด็นอะไรเกี่ยวกับเรื่องการดูแลค่าเงิน ดังนั้น ในครั้งนี้จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรเช่นกัน และตรงนี้ยังเป็นเพียงการติดอยู่ใน Monitoring List เท่านั้น ไม่ได้ติดอยู่ในบัญชี foreign money manipulator แต่อย่างใด
@เศรษฐกิจ ธ.ค.ดีขึ้น ได้แรงหนุน‘ส่งออก-บริโภค-ลงทุนเอกชน’
วันเดียวกัน น.ส.ชญาวดี ได้แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยเดือน ธ.ค.2568 ว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ธ.ค.2568 ขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่วนหนึ่งได้รับผลดีจากมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการขยายตัว ขณะที่ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับโรงงานที่หยุดผลิตชั่วคราวกลับมาดำเนินการตามปกติ สำหรับรายรับภาคการท่องเที่ยวลดลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน ตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่ปรับ เพิ่มขึ้นจากผลของน้ำท่วม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกแต่ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน ตามราคาค่าโดยสาร สาธารณะ ของใช้ส่วนตัว และอุปกรณ์ซักล้าง ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากทั้งดุลการค้า และดุลบริการ รายได้ และเงินโอน สำหรับตลาดแรงงานทรงตัว
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4/2568 มีแนวโน้มขยายตัวจากไตรมาสก่อน จากเครื่องชี้อุปสงค์ต่างประเทศ ตามการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้นในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และรายรับภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศปรับดีขึ้นทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการขยายตัวสอดคล้องกัน
สำหรับการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัว จากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับโรงงานที่ปิดเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและซ่อมบำรุงชั่วคราวกลับมาผลิตตามปกติ ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบจากหมวดพลังงานและอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ยังมีแรงส่งจากกิจกรรมในภาคบริการ โดยเฉพาะภาคการค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวตามการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ภาคการผลิตมีแนวโน้มขยายตัวต่ำจากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถในการแข่งขัน ที่กดดันการเติบโตของรายได้และกำลังซื้อที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ส่วนมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท 2.สภาพคล่องธุรกิจที่ตึงตัว 3.ความสามารถในการปรับตัวของภาคการผลิต และการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว
อ่านประกอบ :
ธปท.เผยเครื่องชี้เศรษฐกิจ พ.ย.ดีขึ้น-จีดีพีปี 68 โตตามคาด เร่งแก้‘บาทแข็ง’เกินพื้นฐาน
‘ส่งออก-ท่องเที่ยว-บริโภค’ดีขึ้น! ธปท.ชี้เศรษฐกิจ ต.ค.68 ขยายตัว-เกาะติดผลกระทบ‘น้ำท่วม’
ธปท.ชี้เศรษฐกิจ ก.ย.ดีขึ้นจากเดือนก่อน-จับตา‘คนละครึ่ง’ช่วยดัน‘จีดีพี’ปี 68 โตเกิน 2.2%
ธปท.ชี้เศรษฐกิจ ส.ค.68 ชะลอตัว มอง‘คนละครึ่ง’สร้างความเชื่อมั่น-กระตุ้น GDP ไม่ถึง 0.4%
‘ภาคท่องเที่ยว-ลงทุนเอกชน’ลดลง! ‘ธปท.’เผยเศรษฐกิจ ก.ค.68 ชะลอตัว-แนวโน้มแผ่วต่อเนื่อง
‘ส่งออก-บริโภค-ท่องเที่ยว’ลด! ‘ธปท.’ชี้เศรษฐกิจ มิ.ย.68 ชะลอ-คาดGDPไตรมาส 2 ใกล้เคียง 3%
ธปท.เผยเศรษฐกิจ พ.ค.68 ชะลอตัวจากเดือนก่อน-ชี้‘เงินบาท’เคลื่อนไหวสอดคล้องปัจจัยพื้นฐาน
ธปท.ชี้เศรษฐกิจ เม.ย.ดีขึ้น-มองเจรจาการค้า‘สหรัฐ-จีน’สัญญาณบวก ‘จีดีพี’ปีนี้อาจโตเกิน 2%
‘ธปท.’ชี้เศรษฐกิจ มี.ค.68 ชะลอตัวจากเดือนก่อน เผย‘ส่งออก-ท่องเที่ยว-บริโภค-ลงทุน’แผ่ว
‘ธปท.’ชี้‘ท่องเที่ยว-ส่งออก-บริโภคเอกชน’โต หนุนเศรษฐกิจ ม.ค.68 ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน
‘ธปท.’เผยเศรษฐกิจไทย ธ.ค.ชะลอตัว-หั่นคาดการณ์จีดีพีไตรมาส 4/67 เติบโตไม่ถึง 4%
‘ธปท.’ชี้เศรษฐกิจ พ.ย.ชะลอ หลังเร่งตัวจาก‘เงินโอน’-แนะรัฐบาล‘ลงทุน’ได้ผลดีกว่า‘แจกเงิน’
IMF มองจีดีพีไทยปีหน้าโต 2.9% แนะ‘กนง.’ลดดบ.อีก 1 ครั้ง-‘ธปท.’ชี้เศรษฐกิจ ต.ค.67 ดีขึ้น
‘ธปท.’เผยเศรษฐกิจไทย ก.ย.67 ชะลอลงจากเดือนก่อน-คาดจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวใกล้ 3%













