
‘พิพัฒน์’ ชี้หารือ ‘บวรศักดิ์-กฤษฎีกา’ แล้ว เลิกสัญญา ‘อิตาเลียนไทย’ ไม่กังวลโดนฟ้องเป็นเรื่องต้องยอมรับ ด้านรองปลัดคมนาคมเผยสั่งเบรก 12 โปรเจ็กต์คู่สัญญาอิตาเลียนไทย 15 วัน เพื่อเข้าไปตรวจสอบความปลอดภัย
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า วันที่ 16 มกราคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันนี้ (16 ม.ค.69) ได้เรียกประชุมหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม เพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินการ การตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการตรวจสอบกรณีเกิดเหตุ เครนก่อสร้างตกทับขบวนรถไฟโดยสาร บริเวณ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด และเหตุเครนก่อสร้างและชิ้นส่วน Segment คอนกรีตหล่นบนถนนพระราม 2 ของโครงการทางยกระดับ หรือมอเตอร์เวย์ M 82 สายเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอนที่ 7 ซึ่ง กระทรวงคมนาคมได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีรองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง) เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้ง 2 เหตุการณ์ ให้ได้ข้อเท็จจริงภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อให้รู้ถึงข้อเท็จจริงที่ทำให้เกิดเหตุขึ้น เป็นเพราะเครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้ไม่ได้ตามสเปก หรือเหตุถเกิดจากคนทำงาน หรือเกิดปัจจัยใดที่เป็นตัวแปรเข้ามาหรือไม่
นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบสัญญาก่อสร้างของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่มีในปัจจุบันกับกระทรวงคมนาคม ว่ามีกี่สัญญา เบื้องต้นมีมากกว่า 10 สัญญา โดยให้หยุดการก่อสร้างทุกสัญญาไว้ก่อน ส่วน 2 สัญญาที่เกิดเหตุให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กรมทางหลวง (ทล.) ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งตรวจสอบระเบียบ ข้อกฎหมาย ให้ชัดเจนภายใน 7 วัน เพื่อยกเลิกสัญญาต่อไป
โดยกระทรวงคมนาคม จะมีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึง บริษัท อิตาเลียนไทยฯให้รับทราบ กรณีให้หยุดก่อสร้างทุกโครงการไว้ก่อน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์.และสภาวิศวกร หน่วยงาน เข้าไปตรวจสอบสภาพเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ว่ายังมีมาตรฐานหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วไม่มีปัญหาก็ให้ทำงานต่อได้ ส่วนจุดที่เกิดเหตุ จะขอยกเลิกสัญญาแน่นอน
สำหรับสัญญาก่อสร้างของบริษัทผู้รับจ้างรายอื่นๆ นั้น ให้ดำเนินการก่อสร้างได้ตามปกติ แต่กระทรวงคมนาคม และ วสท.และสภาวิศวกร ร่วมกัน ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบทุกโครงการต่อไป และโครงการที่จะประมูลใหม่ในอนาคต กระทรวงคมนาคมจะเพิ่มมาตรการตรวจสอบบริษัทผู้รับเหมาและบริษัทที่ปรึกษาโครงการก่อนลงนามสัญญาอีกด้วย

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
@บวรศักดิ์-กฤษฎีกา การันตีเลิกสัญญาได้
นายพิพัฒน์กล่าวว่า การยกเลิกสัญญา ได้มีการปรึกษากับทางกฤษฎีกาแล้วเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา รวมถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีได้มีข้อแนะนำเรื่องยกเลิกสัญญาตามกฎหมายปกครองสามารถทำได้ ขณะที่กรมบัญชีกลางรับทราบเรื่องนี้แล้ว และจะต้องหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบ 2 เหตุการณ์นี้ด้วย หากยกเลิกสัญญาแล้ว เอกชนฟ้องร้องก็ต้องยอมรับเพราะตามข้อกฎหมายปกครองและรัฐใช้อำนาจที่มีตามกฎหมายเพื่อความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานฯไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้รับเหมาด้วย
“การยกเลิกสัญญา มีกฎหมายเกี่ยวข้องหลายส่วน เช่น กฎหมายสากล ซึ่งปลัดกระทรวงคมนาคมบอกว่า สามารถยกเลิกสัญญาได้ ในเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ นอกจากนี้ให้ไปดูเรื่องกฎหมายทางปกครองด้วย ว่าทำได้แค่ไหน หลังยกเลิกสัญญากับอิตาเลียนไทยฯแล้ว หน่วยงานก็หาวิธีที่จะดำเนินงานต่อให้เสร็จ โดยรถไฟไทย-จีน ที่เกิดเหตุเหลืองานอีกไม่ถึง 1% ส่วนยกระดับพระราม 2 ของกรมทางหลวงเหลืออีกประมาณ20 % ก็ต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้เสร็จตามกำหนด”นายพิพัฒน์กล่าว
@ไม่ก้าวล่วงอดีต
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดเหตุกับงานก่อสร้างโครงการกระทรวงคมนาคมได้สั่งตรวจสอบเครื่องมือ เครื่องจักรและการทำงาน ของผู้รับเหมาแต่ก็ยังเกิดเหตุซ้ำซาก ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น นายพิพัฒน์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ไม่ขอก้าวล่วง เป็นเรื่องที่กระทรวงคมนาคมต้องไล่ดูกันไป เพราะไม่ทราบว่าได้ดำเนินการมาอย่างไรบ้าง แต่ปัจจุบันเมื่อตนเป็นรัฐมนตรีฯคมนาคม แม้จะรักษาการฯ แต่โครงการที่รับผิดชอบ 2 โครงการนี้ก็จะดำเนินการอย่างเข้มงวดให้รู้ถึงข้อผิดพลาดจริงๆ เพื่อนำไปทำเป็นกฎเกณฑ์ที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด ไม่เกิดซ้ำอีก
นายพิพัฒน์กล่าวว่า กรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน สัญญาที่ 3-4 งานโยธาช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว และช่วงกุดจิก–โคกกรวด ตกทับขบวนรถไฟ กรุงเทพ-อุบลราชธานี รุนแรงมากเพราะมีผู้เสียชีวิต 32 ราย บาดเจ็บหนัก 7 ราย อยู่ในโรงพยาบาลและบาดเจ็บ 66 รายที่กลับบ้านได้แล้ว ส่วนกรณีถนนพระราม 2 ผู้รับเหมาก่อสร้างระหว่างเวลา 20.00 น.-05.00 น. ช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาหยุดก่อสร้างแต่มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งดำเนินการกู้ร่างออกมาได้แล้ว
ส่วนการชดเชยเยียวยาเบื้องต้นนั้น ทางการรถไฟฯ และบริษัทผู้รับจ้าง จะกรณีผู้เสียชีวิตจำนวน 340,000 บาทต่อราย และบริษัท ทิพยประกันภัย มอบ 1 ,000,000 บาท รวมเป็น 1,340,000 บาท ต่อราย โดยจะมอบผ่านนายกรัฐมนตรีในวันที่ 20 ม.ค. 2569 ส่วนถนนพระราม 2 การเยียวยาจะมีการหารือต่อไป


@สั่งหาสาเหตุเบื้องต้นภายใน 7 วัน
ด้านนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคมด้านหัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เปิดเผยว่า การประชุมเบื้องต้นมีมติให้ตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด ซึ่งทั้ง 3 ชุด ได้แก่
1.คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของโครงการก่อสร้าง เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุ ข้อเท็จจริง ผู้รับผิดชอบ และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
2.คณะกรรมการติดตามยกระดับมาตรการความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง และมาตรฐานการให้บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เป็นกลไกกำกับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งระบบครอบคลุมทั้งช่วงก่อสร้างและช่วงเปิดให้บริการ
และ 3. คณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการใช้ฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 และ สมุดพกผู้รับจ้างให้ใช้ได้จริงในการจัดซื้อจัดจ้าง
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายพิพัฒน์ให้กรอบเวลาดำเนินการ 7 วัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ (16 ม.ค. 69) ซึ่งจะต้องสรุปข้อเท็จจริงและชี้แจงกับสื่อมวลชนให้ได้ และในคณะกรรมการดังกล่าวจะมีตัวแทนจากสภาวิศวกรและวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย เมื่อได้ผลการตรวจสอบมาแล้วจะมอบให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องนำไปประกอบการยกเลิกสัญญา หรืออาจจะนำไปหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป คาดว่าจะมีการประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 20 ม.ค.นี้ และจะต้องได้สาเหตุเบื้องต้นของเหตุการณ์ได้แล้ว และวันศุกร์หน้า (23 ม.ค. 69) ต้องจบในด้านข้อเท็จจริง
ส่วนประเด็นที่จะลงไปตรวจสอบ นายจิระพงศ์กล่าวว่า จะไปดูเรื่องข้อเท็จจริงก่อนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปผิดพลาดตรงไหนและจุดไหนก่อน
@ยกเลิกสัญญา เรื่องของหน่วยงานเจ้าของโครงการ
ส่วนการยกเลิกสัญญา นายจิระพงศ์กล่าวว่า เป็นคนละกรรมการที่จะต้องดูแลกัน โดยนายพิพัฒน์ให้หัวหน้าหน่วยงานทั้งของกรมทางหลวง (ทล.) และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้ตรวจสอบประเด็นในการยกเลิกสัญญา อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลา 7 วันนี้ จะยังไม่เรียกผู้บริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) มาหารือ ต้องรอข้อเท็จจริงที่จะต้องสรุปใน 7 วันให้ได้ก่อน ทั้งนี้ ประเด็นการยกเลิกสัญญาถือว่าเป็นข้อสั่งการที่เคร่งครัดแล้ว แต่จากมุมไหน ประเด็นไหนต้องขอดูให้รอบคอบ แต่ในส่วนของคณะกรรมการยังไม่ได้ตรวจสอบไปถึงการยกเลิกสัญญา การตรวจสอบอาจจะมีหลักฐานเพิ่มเติมสำหรับเอาไปประกอบการตัดสินใจยกเลิกสัญญาก็ได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงคณะกรรมการชุดที่ 3 คือคณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการใช้ฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 และ สมุดพกผู้รับจ้างให้ใช้ได้จริงในการจัดซื้อจัดจ้าง หลังจากเพิ่งมีผลเมื่อวันที่ 13 ม.ค.นั้น นายจิระพงศ์ตอบว่า กฎกระทรวงดังกล่าวบังคับใช้เฉพาะการขึ้นบัญชีดำ (Sunless List) ผู้ประกอบการ แต่ในรายละเอียด กรมบัญชีกลางแจ้งว่า จะลงนามให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือน ม.ค.นี้ แต่ในรายละเอียดจะยังต้องมีข้อระเบียบปฏิบัติตามมาทีหลัง โดยคาดว่าจะได้ใช้มาตรการสมุดพกภายในปีนี้ และการประกาศใช้กฎกระทรวงนี้ไม่มีผลย้อนหลัง
“มาตรการสมุดพกจะเป็นเครื่องมือกำกับผู้รับจ้างหลังจากนี้ ก่อนหน้านี้ก็ผ่านไปแล้ว ดังนั้น เวลาพูดถึงสมุดพก หลังจากนี้หน่วยงานรัฐต่างๆจะเอาเรื่องเงื่อนไขของมาตรการสมุดพกไปใส่ใน TOR แปลว่าหลังจากนี้ ฟุตบอลที่มีการเลื่อนชั้นได้ ก็มีตกชั้นได้” รองปลัดกระทรวงคมนาคมระบุ
@ส่อง 5 หลักเกณฑ์เลิกสัญญา
เมื่อถามว่า แล้วโครงการที่เกิดขึ้นก่อนการประกาศกฎกระทรวงฉบับนี้ ใช้กฎหมายใดในการกำกับ นายจิระพงศ์กล่าวว่า ในการหารือเมื่อวานนี้ (15 ม.ค. 69) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอให้ใช้กฎหมายทางปกครองในการกำกับโครงการที่เกิดขึ้นก่อนกฎกระทรวงฉบับนี้ และจากการหารือในที่ประชุม จะมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยกเลิกสัญญากรณีผู้รับจ้างทำผิด 5 ข้อ ได้แก่
1.ผิดสัญญาอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย ไม่เริ่มงาน, ทิ้งงาน, ทำงานล่าช้าเกินกำหนด และไม่แก้ไข
2. ผลงานไม่ได้มาตรฐาน ประกอบด้วย ไม่เป็นไปตามแบบ/รายการ และแก้ไขแล้วไม่ผ่านซ้ำ
3. ขาดคุณสมบัติ ประกอบด้วย ล้มละลาย และการถูกเพิกถอนใบอนุญาต
4. กระทำทุจริต ประกอบด้วย การฮั้วประมูลและการใช้เอกสารเท็จ
5. ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแก้ไข ได้แก่ การถูกแจ้งเป็นหนังสือแล้วไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด
ทั้งนี้ นายจิระพงศ์กล่าวว่า การยกเลิกสัญญาเป็นสิ่งที่หน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นผู้พิจารณา และการขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาเป็นสิ่งที่กรมบัญชีกลางต้องดำเนินการ อย่างไรก็ตาม มีการพูดถึงความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) ในการใช้เป็นเหตุผลสำหรับการยกเลิกสัญญา ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยใช้เหตุผลนี้ในการขอเลิกสัญญา
@12 สัญญา ‘อิตาเลียนไทย’ หยุดสร้าง ตรวจความปลอดภัย 15 วัน
ขณะที่การเชิญ 6 หน่วยงานมาหารือนั้น นายจิระพงศ์กล่าวว่า มีการแจ้งในที่ประชุมแล้วว่า ระดับนโยบายสั่งให้ยกเลิกสัญญากับบมจ.อิตาเลียนไทยฯ 2 สัญญา ที่เหลืออีก 12 สัญญา ให้หยุดก่อสร้างไปก่อน เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย กระบวนการทำงาน และเครื่องจักร คาดว่าจะใช้เวลา 15 วัน ถ้าไม่พบอะไรผิดปกติก็เดินหน้าก่อสร้างต่อไป ส่วนกับบริษัทอื่นก็จะมีการตรวจสอบเช่นกัน และเมื่อมีคำสั่งให้หยุดก่อสร้าง ก็จะชดเชยเวลาให้ตามนั้น
จิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคมด้านหัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง













