แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/ojtm | ดู : 10 ครั้ง จากทั้งหมด 87 ครั้ง ในรอบ 30 วัน
รายงาน-:-รวิวรรณ-รักถิ่นกำเนิด,-ดลวรรฒ-สุนสุข-และ-สพล-ตัณฑ์ป

20 ปี คือ อายุที่น้อยที่สุดของทหารที่เสียชีวิตจากการปะทะกับกองทัพกัมพูชาในรอบหลายวันที่ผ่านมา ตลอดการรบพุ่งสองระลอก ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม และธันวาคม 2568 มีทหารเสียชีวิตไปแล้วกว่า 42 นาย ช่วงที่เสียชีวิตมากที่สุดคือ 25 และ 27 กรกฎาคม เสียชีวิตวันละ 7 นาย ทั้งหมดเป็นทหารชั้นประทวน ที่มียศสุดท้ายคือ จ่าสิบเอก ในขณะที่นายทหารสัญญาบัตรคือเหล่านักเรียนนายร้อยที่รับราชการด้วยยศเริ่มต้นที่สูงกว่าเพื่อปูทางไปสู่การเป็นนายพลนายพันในกองทัพ 1

12 ล้านบาท คือ มูลค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินที่ครอบครัวของทหารเกณฑ์ที่เสียสละได้รับ จากการพลีชีพในสนามรบในระลอกล่าสุด ซึ่งหากคำนวณตามเกณฑ์ “มูลค่าของชีวิตเชิงสถิติ” (VSL) ของชายไทยในตลาดแรงงาน 2 ซึ่งเป็นวิธีคิดค่าชดเชยเฉลี่ยที่ใช้แพร่หลายในแวดวงเศรษฐศาสตร์  และเป็นมาตรวัดสากลในการคำนวณค่าชดเชยกรณีเสียชีวิตที่เหมาะสม กลับพบความจริงที่น่าใจหายว่า ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแรงงานถึง 3 เท่า ซึ่งตามเกณฑ์ควรจะอยู่ที่ประมาณ 33 – 39 ล้านบาท ซึ่งขอย้ำก่อนว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่รายได้จากเงินเดือน แต่เป็น “มูลค่าชีวิตของแรงงาน” ต่อสังคม

ยิ่งไปกว่านั้น หากลองจินตนาการว่าหากผู้เสียสละเหล่านี้มีโอกาสสอบเข้าเป็นนายทหารสัญญาบัตร และรับราชการไปจนเกษียณอายุ ผลประโยชน์รวมทั้งเงินเดือนและบำนาญตลอดช่วงชีวิตจะมีมูลค่าสูงถึง 41 – 50 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่ามูลค่าการสละชีพในฐานะทหารเกณฑ์ชั้นผู้น้อยถึง 3 – 4 เท่าตัว

เปรียบเทียบมูลค่าเงินตอบแทนสำหรับทหาร แยกตามกรณีต่างๆ

(ดูตัวเลขประมาณการมูลค่าเงินชดเชยที่ทหารเกณฑ์ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะกัมพูชาได้รับ  เทียบกับกรณีอื่นเพิ่มเติมได้ที่นี่)

ในเมื่ออธิปไตยถูกนิยามว่าประเมินค่าไม่ได้ แต่ทำไมค่าตอบแทนของเหล่าแนวหน้าผู้รักษาอธิปไตยกลับถูกประเมินไว้ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็นนับเท่าตัว? ความไม่เท่ากันของมูลค่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากวิธีคิดที่ว่า กำลังพลชั้นประทวนคือ “'ทรัพยากรราคาถูก” ที่เรียกมาได้ผ่านระบบการเกณฑ์ทหาร ที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องสะท้อนผ่านจำนวนชายไทยที่ถูกเกณฑ์ไปเสี่ยงเสียชีวิต เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 9 หมื่น – 1 แสนคน ลดหลั่นมากน้อยกันไปในแต่ละปี และไม่มีแนวโน้มจะลดลง  ในวันที่การรบหลายสมรภูมิถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี คำถามที่เกิดขึ้นคือ เหตุใดหลักนิยมการรบไทยจึงยังใช้กำลังพลชั้นผู้น้อยเข้าไปรบระยะประชิด

ความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน ของทหารชั้นผู้น้อย

Dying Hierarchy  แนวคิดว่าด้วยการจัดลำดับชั้นการเสียชีวิตของผู้คนที่ถูกให้ความสำคัญแตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยมักจะเกี่ยวเนื่องกับการให้คุณค่าทางสังคม และความสัมพันธ์ทางอำนาจ แนวคิดเรื่องลำดับชั้นการเสียชีวิตมักถูกใช้มาเป็นกรอบในการศึกษาอัตราการเสียชีวิต (Mortality Rate) ในสนามความขัดแย้งที่มีการพุ่งรบ Yagil Levy (2020) นักสังคมวิทยาชาวอิสราเอลศึกษาลำดับชั้นการเสียชีวิตของทหารอิสราเอล Levy พบว่า การเสียชีวิตในสงครามของทหาร สัมพันธ์กับโครงสร้างอำนาจในกองทัพ ทหารชั้นผู้น้อยจะถูกประเมินค่าต่ำกว่าทหารยศสูงที่มีภูมิหลังทางการศึกษาและความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับกองทัพ ยิ่งทหารเหล่านั้นเข้าใกล้ศูนย์กลางอำนาจมากเท่าไร คุณค่าในการรักษาชีวิตจะยิ่งเพิ่มขึ้น ดังนั้นในสนามรบคนที่เสียชีวิตจึงมีแต่ชั้นผู้น้อย

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิชาการอิสระ ที่ปรึกษากรรมาธิการทหาร อธิบายถึงวิธีคิดทางการรบของระบบทหารว่า แทบจะเป็นวิธีคิดเชิงสถาบันของทุกกองทัพในโลกรวมถึงไทย กองทัพสมัยใหม่ของไทยรับแนวคิด (Doctrine) การจัดรูปแบบกองทัพมาจากสหรัฐอเมริกาแทบจะ 100% กระทั่งการมีโรงเรียนเตรียมทหารก็รับจารีตการสอนมาจาก West Level ในยุคที่สหรัฐฯ ยังมีการเกณฑ์ทหารไปรบในสงครามต่างๆ ขณะที่ปัจจุบันการเกณฑ์ทหารของสหรัฐฯ ถูกยกเลิกไปหลังจบสงครามเวียดนาม และยกเลิกอย่างเป็นทางการในปี 1973 เปลี่ยนมาใช้ระบบทหารอาชีพ แต่ยังคงไว้ซึ่งกำลังพลสำรอง ในขณะที่ไทยยังคงยึดถือจารีตเดิมไว้อย่างเคร่งครัด

ความแข็งตัวของลำดับชั้นยศในกองทัพไทยเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านการจัดกำลังพลรูปแบบพิรามิด ทหารเกณฑ์ ทหารชั้นประทวน จะอยู่ท้ายสุดของลำดับชั้นที่วัดกันผ่านบั้งบนบ่า ทหารยศต่ำที่อยู่ลำดับท้ายสุดจะถูกส่งไปแนวหน้า เพราะไม่ต้องบังคับบัญชาอะไร ทำหน้าที่เพียงรับคำสั่งและถือปืนไปรบ และหากพวกเขาเสียชีวิตในสนาม ก็มีกำลังพลเพียงพอที่จะเติมเข้าไป เพราะถูกเกณฑ์มาแล้ว แม้ว่าคนเหล่านี้จะไม่มีประสบการณ์การรบในสนามจริงมาเลยก็ตาม เราจึงเห็นภาพของทหารที่เสียชีวิตจำนวนมากเป็นพลทหารที่ผ่านการฝึกหลักเดือน บางคนอยู่ในวัยที่พวกเขาควรจะเรียนมหาวิทยาลัย

ในทางเศรษฐศาสตร์ การส่งทหารชั้นผู้น้อยไปรบในสนามนั้นคือต้นทุนที่ ‘ถูกที่สุด’ ของการรบ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่คำนวนออกมาเป็นตัวเงิน หรือต้นทุนทางการเมือง สุภลักษณ์วิเคราะห์ต่อว่า ในแง่ของรายจ่าย พลทหารไม่ใช่ข้าราชการ เงินเดือนคงที่ จนกว่าจะปลดประจำการ เฉลี่ยไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท ไม่มีสวัสดิการที่รัฐต้องดูแลระยะยาว ที่สำคัญหากเสียชีวิตระหว่างการรบ โครงสร้างอำนาจในสายบังคับบัญชาจะไม่เปลี่ยนรวมถึงในแง่ของการบังคัญบัญชา หากนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาเสียชีวิต ขวัญกำลังใจระหว่างการรบก็อาจสั่นคลอน

สุภลักษณ์ตั้งข้อสังเกตต่อว่า สิ่งที่เน้นย้ำถึงการจัดกำลังคนบนความคุ้มค่าในงบประมาณกองทัพแสดงออกอย่างเด่นชัดเรื่อผ่านการเลือกใช้ ‘คน’ ไปรับกระสุนบุกดงsะเบิดแทน ‘เทคโนโลยี’

ตัวอย่างสำคัญ คือ การใช้ทหารพรานเข้าไปลาดตระเวนในพื้นที่รอยต่อเขตแดนแทนการใช้โดรนลาดตระเวน ( Surveillance Drone)  เพราะกองทัพมองว่าต้นทุนที่เป็นมนุษย์มีราคาต่ำกว่ายุทโปกรณ์ราคาหลักหลายล้านบาท แม้ท้ายที่สุดชุดลาดตระเวนจะพลาดเหยียบทุ่นsะเบิดก็ตาม

“ยศยิ่งต่ำ ราคาที่กองทัพต้องจ่ายจะยิ่งถูกลง ทหารเกณฑ์หนึ่งคนเสียชีวิต ไม่ต้องตอบคำถามอะไร แต่ถ้านายพัน นายพลเสียชีวิต ราคาที่ต้องจ่ายมันมากกว่านั้น จึงไม่แปลกที่จะส่งทหารยศต่ำไปเสียชีวิตที่แนวหน้า”

ปัจจุบันกองทัพทั้งสามเหล่ามีโดรนสำหรับการรบหลายประเภทแต่ เน้นหนักไปที่โดรนโจมตี ในขณะที่โดรนลาดตระเวน กองทัพไทยใช้ DP-20 ในการลาดตระเวน เข้าไปในฝั่งกัมพูชา แต่โดนยิvตกที่ปอยเปตเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 68 จุดอ่อนประการหนึ่งของโดรนรุ่นนี้คือขนาดที่ยังใหญ่และต้องมีรันเวย์ขึ้นบิน แม้จะมีข้อที่ตรงที่สามารถบังคับสั่งการจากระยะไกลได้ ที่ผ่านมาจึงอาศัยการประยุกต์โดรนพาณิชย์เข้าไปใช้กับการลาดตระเวน แต่ข้อเสียคือ ต้องบังคับในระยะใกล้

ดังนั้นสิ่งที่กองทัพควรคิดต่อหากจะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้รักษาชีวิตคนอย่างแท้จริง เมื่อเทียบกับความสูญเสียตรงหน้า คือ การพัฒนาใช้โดรนตรวจการณ์ (Surveillance Drones) เพื่อบินลาดตระเวนแทนการเดินเท้า สำรวจเส้นทางและข้าศึก ร่วมกับโดรนไลดาร์ (Drone LiDAR) ใช้สำหรับทำแผนที่ภูมิประเทศ (Mapping) อย่างละเอียด เพื่อให้เห็นสภาพพื้นที่จริงโดยไม่ต้องส่งคนเข้าไปสำรวจ

ติดหล่มชั้นยศ เทคโนโลยีการรบ มีไว้ประดับบารมี

1:1 คือ อัตรากำลังพลที่ถูกส่งออกไปต่อกรกับฝ่ายตรงข้ามในการปะทะกันของไทยกับกัมพูชาระลอกนี้ คิดบนฐานที่ว่า พลรบหนึ่งคนมีประสิทธิภาพการสังหารฝั่งตรงข้ามหนึ่งคนเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นวิธีคิดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ทหารมีเพียงปืนกลบรรจุกระสุนและsะเบิดมือ แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการบจะรุดหน้าจนในบางสมรภูมิแทบไม่จำเป็นที่ต้องใช้มนุษย์ในการปะทะด่านหน้า แต่กองทัพไทยยังคงใช้กำลังพลเกือบเต็มรูปแบบในทุกปฏิบัติการ

ดร.ชัชฎา กำลังแพทย์ นักวิชาการอาคันตุกะ Nationwide Graduate Institute for Protection Stories (GRIPS), Japan ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนวัตกรรมทางการทหาร วิเคราะห์ปฏิบัติการรบของกองทัพไทยว่า ไทยรับเอาเทคโนโลยีการรบด้วยเครื่องจักรแทนมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะรับการถ่ายทอดทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกองทัพสหรัฐฯ และปัจจุบันเทคโทโลยีทางการรบที่ไทยใช้ได้ดี และมีความพยามจะใช้แทนที่คน คือ การสำรวจและควบคุมการโจมตีระยะไกลด้วยระบบ C41I สั่งการด้วยมนุษย์ แต่มีปัญหาประดิษฐ์ช่วยชี้เป้าและโจมตี เช่น อากาศยานไร้คนขับ (UAV/Drone Functionality) ซึ่งกองทัพไทยมีหน่วยงานที่พัฒนาเทคโนโลยีคือ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI)

ชัชฎาตั้งข้อสังเกตว่า กองทัพไทยก่อรูปขึ้นมาโดยวางรูปแบบการรบโดยใช้กำลังพลเป็นหลัก เห็นได้จากการคงระบบเกณฑ์ทหารไว้ ซึ่งหมายถึงการมีพลทหารสำหรับออกรบในมือจำนวนมาก ดังนั้นสิ่งที่ควบคุมกำลังพลเหล่านี้คือระบบการบังคับบัญชา แต่ในทางกลับกัน กองทัพในหลายประเทศที่ใช้ระบบทหารอาชีพจะถูกจำกัดด้วยกำลังพล การรบจึงต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและรักษาชีวิตทหารไว้ให้มากที่สุดเพราะมีกำลังคนจำกัด ส่วนทหารอาชีพที่รับเข้ามาก็ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในระดับสูง เช่น วิศวกรรมเฉพาะด้าน

ในขณะที่กองทัพไทย แม้จะพยายามเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ แต่สิ่งทำให้เปลี่ยนผ่านไปสู่การรบแบบเทคโนโลยีเต็มสูบไม่สามรถเกิดขึ้นจริงได้ หรือเป็นอย่างขยักหย่อน คือ   ‘ระบบราชการ’ ที่แข็งตัว ให้ความสำคัญลำดับชั้นยศมากกว่าความเป็นมืออาชีพ ดังนั้นจึงแทบจะพูดได้เต็มปากว่า กองทัพไทยรับเอาเทคโนโลยีทางการทหารเข้ามาเพื่อเพิ่มแสนยานุภาพทางทหาร เพิ่มความน่าเกรงขาม แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้จริง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นจากการมียุทโธปกรณ์จำนวนมากคงค้างจนตกรุ่น เหตุเพราะไม่มีบุคลากรที่มีศักยภาพพอที่จะใช้ ทำให้ในหลายปฏิบัติการจึงยังต้องใช้ทหารราบเข้าไปรบแทน

“นวัตกรรมทางทหารจำนวนมากล้มเหลว ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีไม่พร้อม แต่เพราะองค์กรไม่สามารถปรับโครงสร้างการตัดสินใจ การบังคับบัญชา และวัฒนธรรมภายในให้รองรับรูปแบบการรบใหม่ได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนวัตกรรมทางการทหาร ระบุ

หากดึงดันจะนิยมการรบ ต้องยกเลิกหลักนิยมส่งคนไปเสียชีวิตแทน

“งาน เงิน คน” คือสามเสาค้ำยันระบบราชการไทย กองทัพคือราชการ การมีกำลังคนในมือหมายถึงตัวเลขงบประมาณที่ไหลเวียนในองค์กร และปริมาณคนใต้บังคับบัญชาที่สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้ สำหรับ ดร.ชัชฎา การเปลี่ยนผ่านรูปแบบองค์กรของทัพ คือความท้าทายที่หนักที่สุด ไม่ใช่เทคโนโลยีใดๆ ที่ประดังเข้ามา เพราะเทคโนโลยีโดยตัวมันเองคือการแทนที่มนุษย์ หากแต่กองทัพไทยไม่ยอมให้เกิดสิ่งนั้น เพราะหากกำลังพลในมือหายไป นั่นหมายถึงสามเสาหลักของระบบราชการที่ค้ำยันอำนาจจะสั่นคลอนไปด้วย

ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นแรงกระเพื่อมใหญ่ที่สุด คือ ภาคการเมือง ที่จะต้องเข้าไปเปลี่ยนวัฒนธรรมของกองทัพ ซึ่งเธอเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

เช่นเดียวกับสุภลักษณ์ที่เน้นย้ำว่า หลักนิยมการรบของกองทัพไทยที่เน้นกำลังพลจากทหารเกณฑ์ สุดท้ายจะถึงทางตัน เพราะต้องอย่าลืมว่ากองทัพยิ่งมีขนาดใหญ่ ใช้กำลังพลและงบประมาณมหาศาลในการรบแต่ละวันหลักพันล้าน หมายถึงงบประมาณประเทศที่ร่อยหรอลงไป หากมองในระยะยาว ไทยเข้าสู่สภาวะที่คนเกิดน้อยลง นั่นหมายถึง ประเทศจะกำลังจะมีคนหนุ่มที่ถูกเกณฑ์ไปรบน้อยลงด้วย ยังไม่นับว่าพลทหารเหล่านี้ไม่ใช่ทหารอาชีพ อย่างไรเสียความคุ้มค่าทางการรบย่อมเทียบไม่ได้กับการส่งคืนสู่ตลาดแรงงาน

การปะทะใหญ่ของกองทัพไทยและกัมพูชาระลอกนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญครั้งใหญ่ให้หลายฝ่ายทบทวนถึงบทบาทและวิธีคิดทางทหารของกองทัพไทย เราจะจัดวางชีวิตคนในสนามรบออย่างไร ชีวิตพลทหารที่เสียไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่กับสิ่งที่ได้กลับคืนมา ในโลกที่เทคโนโลยีทางการรบก้าวหน้าพอที่จะรักษาชีวิตทหารชั้นผู้น้อยได้ แต่กองทัพไทยยังคงเลือกส่งคนออกไปเสียชีวิตที่แนวหน้า

____________________________________

1 กลาโหมเปิดเผยล่าสุดปี 2566 กองทัพมีกำลังพลทั้งสิ้น 4 แสนนาย บรรจุเป็นราชการทหารกระจายอยู่ตามส่วนงานของกองทัพทั่วประเทศ บุคลากรเหล่านี้ไม่ได้ถูกส่งออกไปรบแต่อย่างใด และหากรับราชการจนครบอายุ รัฐบาลก็ยังต้องเลี้ยงดูกำลังพลในกองทัพต่อไปจนสิ้นอายุขัย

2 ตัวเลข VSL อ้างอิงแบบจำลองมูลค่าชีวิตเชิงสถิติที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ ด้านเศรษฐศาสตร์ (Witvorapong & Komonpaisarn, 2020) และปรับมูลค่าตัวเงินเทียบเท่ากับระดับราคาในปี 2567 นอกจากนี้ งานศึกษาเปรียบเทียบทีได้รับการตีพิมพ์ในต่างประเทศประเมินว่า VSL ของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 32.5 ล้านบาท (Viscusi & Masterman, 2017)

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ผลประโยชน์แอบแฝง sะเบิดปั๊มชายแดน | ข่าวมันส์เขี้ยว

12 ม.ค. 69 เวลา 16.40 น. ถ.บางนาตราด ขาเข้า มุ่งหน้า สนามบิน 2026-01-12 09:51:00

อาชญากรใช้ "สเตเบิลคอยน์" ฟอกเงินให้ถูกกฎหมายไทยได้หรือไม่ น่ากังวลอย่างไร ?

ครม.เห็นชอบกฎกระทรวงเก็บค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์ ‘บางบัวทอง-บางปะอิน’

แนวโน้มอาชญากรรมออนไลน์ วันที่ 11 ม.ค. 69 . #antiscamcyberce

เงินติดล้อพักชำระหนี้เงินต้น,ยกเว้นดอกเบี้ย นานสูงสุด6เดือน แบ่งเบาภาระลูกค้า จ.สงขลา

แท็กซี่ฮีโร่ เก็บเงินกว่าแสน คืนนักศึกษาจีน : 4 โมงเย็นเป็นเ 2026-01-12 09:52:00

🎥 วันที่ 12 มกราคม 2569 นางสมหญิง สมลาภ ผู้อำนวยการส่วนอนุรั

ตื่นตา! พบ “วาฬบรูด้า” โผล่หมู่เกาะอ่างทอง ตอกย้ำความอุดมสมบ

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/ojtm | ดู : 10 ครั้ง จากทั้งหมด 87 ครั้ง ในรอบ 30 วัน
  1. ตื่นตา-พบ-วาฬบรูด้า-โผล่หมู่เกาะอ่างทอง-ตอกย้ำความอุดมสมบ ตื่นตา พบ วาฬบรูด้า โผล่หมู่เกาะอ่างทอง ตอกย้ำความอุดมสมบ
  2. แผ่นดินไหวขนาด-23-ประเทศเมียนมา-2026-01-13-09:fifty-three:30-ตามเวลาประเทศไทย-|-วันอังคารที่-13-มกราคม-พศ.-2569 แผ่นดินไหวขนาด 2.3 ประเทศเมียนมา 2026-01-13 09:fifty three:30 ตามเวลาประเทศไทย | วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569
  3. รวบแก๊งวัยรุ่น-ยกพวกรุมทำร้ายอริ-ใช้อาวุธมีดแท-งเจ็บสาหัส.-ต รวบแก๊งวัยรุ่น ยกพวกรุมทำร้ายอริ ใช้อาวุธมีดแท-งเจ็บสาหัส . ต
  4. เร่งเยียวยาผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน-ถูกลอบวางsะเบิด-จ.นราธิวาส เร่งเยียวยาผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน ถูกลอบวางsะเบิด จ.นราธิวาส
  5. รมต.กัมพูชา-ยั่วยุ-แทรกแซงเลือกตั้งไทย-|-ข่าวมันส์เขี้ยว รมต.กัมพูชา ยั่วยุ แทรกแซงเลือกตั้งไทย | ข่าวมันส์เขี้ยว
  6. (12-มค.69)-พลตำรวจตรี-ธวัชชัย-พงษ์วิวัฒนชัย-รองผู้บัญชาการต (12 ม.ค.69) พลตำรวจตรี ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผู้บัญชาการต
  7. รับเหมา-ยูนิค-เสนอต่ำสุดต่อขยายสายสีแดง-รังสิต-มธ./ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา รับเหมา ยูนิค เสนอต่ำสุดต่อขยายสายสีแดง รังสิต-มธ./ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา
  8. นโยบายสาธารณะ แบบมีส่วนร่วม เป็นทางออกของประเทศ? นโยบายสาธารณะ แบบมีส่วนร่วม เป็นทางออกของประเทศ?
  9. ด่วน หาเสียงกรุงเทพมหานคร เดือด เสรีพิศุทธ์เมินถูกศุภชัยขู่ฟ้อง  12/01/69 ด่วน หาเสียงกรุงเทพมหานคร เดือด เสรีพิศุทธ์เมินถูกศุภชัยขู่ฟ้อง 12/01/69
  10. มูราคามินักลงทุนระดับแนวหน้าของ-fuji-media-ตั้งเป้าหมายตามลำดับ-33% มูราคามินักลงทุนระดับแนวหน้าของ Fuji Media ตั้งเป้าหมายตามลำดับ 33%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
Send this to a friend