
‘พร้อมพงศ์’ แนะรัฐบาลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านพลังงาน-วัตถุดิบ ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง พร้อมหารือผู้ประกอบการ-ผู้ผลิต-ภาคขนส่ง กำหนดแนวทางบริหารต้นทุน ป้องกันปรับราคาสินค้า กังวลราคาสินค้าพุ่ง กระทบประชาชน
วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับอิหร่าน ว่า ยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มขยายวงกว้างไปยังจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสำคัญของโลกทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในหลายประเทศของภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาการขนส่งสินค้าที่ไม่สามารถดำเนินได้ตามปกติ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งพลังงานของโลก
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงสารตั้งต้น และวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตสินค้าในชีวิตประจำวัน อาทิ เม็ดพลาสติกที่เกี่ยวไปถึงบรรจุภัณฑ์ ขวดพลาสติก สารประกอบที่เกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์ ยารักษาโรค รวมถึงวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นห่วงโซ่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ
นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข้อมูลและการพูดคุยกับผู้ประกอบการรายใหญ่ พบว่าเริ่มมีความกังวลต่อการจัดหาวัตถุดิบที่อาจล่าช้าหรือมีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้ออาจทำให้สินค้าบางประเภทขาดแคลน หรือมีเพียงพอแต่ต้องปรับราคาสูงขึ้น ขณะที่ภาคการเงินและสถาบันการเงิน มีความกังวล หากวิกฤตพลังงานยาวนาน จะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการปรับราคาสินค้าบางประเภทแล้ว เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำดื่มแบบแพ็ก รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคบางชนิด เช่น เนื้อหมูและไข่ไก่ บางพื้นที่ได้มีการปรับราคาไปก่อนแล้ว โดยมีการอ้างอิงถึงต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น ผลกระทบทั้งหมดสุดท้ายจะตกอยู่กับพี่น้องประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงขอฝากไปถึงรัฐบาล แม้จะอยู่ในช่วงรอยต่อของการบริหารงาน แต่ยังสามารถวางแผนและเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนด้านพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบได้ล่วงหน้า เมื่อของต้นทางมีราคาสูงขึ้น ล่าช้า หรือขาดแคลน ย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแน่นอน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า โดยตนขอเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการใน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านพลังงานและวัตถุดิบ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน และประเมินผลกระทบล่วงหน้า 2.หารือร่วมกับผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และภาคขนส่ง เพื่อกำหนดแนวทางบริหารต้นทุน ไม่ให้มีการปรับราคาสินค้าพร้อมกันในวงกว้าง และ 3.พิจารณามาตรการบรรเทาค่าครองชีพเฉพาะหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำเป็น เพื่อลดภาระของประชาชนให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ควรมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อให้การรับมือสถานการณ์เป็นไปอย่างมีระบบ ชัดเจน และทันต่อเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้วิกฤตจากต่างประเทศ กลายเป็นภาระค่าครองชีพของคนไทยมากเกินไป
“สงครามสู้รบอาจอยู่ไกล แต่ค่าครองชีพอยู่ใกล้ตัวประชาชน ไม่อยากให้ประชาชนต้องแบกภาระ กับสงครามสินค้าราคาแพงที่พร้อมดาหน้าเตรียมถล่มใส่ประชาชน ขอวิงวอนให้ทุกภาคส่วนวางแผนรับมือกันเอาไว้ล่วงหน้า” นายพร้อมพงศ์ กล่าว
///












