อาชญากรใช้ “สเตเบิลคอยน์” ฟอกเงินให้ถูกกฎหมายในไทยได้หรือไม่ น่ากังวลอย่างไร ?

ที่มาของภาพ : Getty Photography

รายงานของ UNODC พบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้สเตเบิลคอยน์และกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในเมียนมา
Article Recordsdata
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Position, ผู้สื่อข่าว.

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เกิดกระแสข่าวใหญ่ในแวดวงธุรกิจต่อประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก จนหลายฝ่ายถึงกับตั้งข้อสังเกตว่ากำลังมีความผิดปกติเกิดขึ้น

รายงานค่าเงินบาทไทยโดยธนาคารกรุงศรี ที่เพิ่งเผยแพร่ในเดือน ม.ค.นี้ พบว่า แม้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้ดีนัก แต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง

นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าความผิดปกติดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับประเด็นธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทคริปโตเคอร์เรนซีที่หลายฝ่ายชี้ว่าเป็น “เม็ดเงินปริศนา” ที่เข้ามาเขย่าสกุลเงินบาทของไทย จนกระทบกับภาคเศรษฐกิจหลายส่วน อาทิ ฝั่งการสั่งออกที่เผชิญปัญหาสินค้าไทยราคาแพงจนอาจสู้กับคู่แข่งไม่ได้ และสินทรัพย์ดิจิทัลที่บางฝ่ายมุ่งเป้าไปคือสิ่งที่เรียกว่า สเตเบิลคอยน์ (stablecoin) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหรียญที่ใช้ชื่อว่า “USDT”

หลังเกิดกระแสวิพากวิจารณ์ได้ไม่นาน ฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตอบโต้ว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นเพราะปัจจัยราคาทองคำ ไม่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกกล่าวอ้างถึง

ขณะที่ฝั่ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมาแถลงว่า ธุรกรรมการซื้อ USDT ผ่านผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. คิดเป็นแค่ 1.22% ของยอดธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศซึ่งมีจำนวนรวมที่ 29.1 ล้านล้านบาท เท่านั้น และยอดการแลกเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลก็อยู่แค่เพียง 0.17% ดังนั้นจึงไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า

อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวยังสร้างความกังขาด้วยว่า เป็นช่องทางใหม่ที่เหล่าอาชญากรการเงินของโลกกำลังใช้ในการฟอกเงินเทาให้เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

.ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมทางการเงินชาวต่างประเทศ 2 ราย เพื่อไขทุกข้อข้องใจ และเผยความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเผชิญ

1. สเตเบิลคอยน์คืออะไร ?

ที่มาของภาพ : Getty Photography

ปัจจุบันสเตเบิลคอยน์ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดคือ USDT ของเทเธอร์ (Tether) รองลงมาคือ USDC ของเซอร์เคิล (Circle) ทำให้ตลาดสเตเบิลคอยน์โดยรวมถูกครอบงำโดยสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก

เดวิด แลม นักวิจัยรับเชิญ โครงการศึกษาด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล เทคโนโลยีบล็อกเชน และนโยบายดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกกับ. ในการสัมภาษณ์เมื่อปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า โดยหลักแล้วสเตเบิลคอยน์เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง ที่ใช้ทำธุรกรรมบนบล็อกเชนได้

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Slay of ได้รับความนิยมสูงสุด

“ทว่าความแตกต่างจากสกุลเงินดิจิทัลทั่ว ๆ ไปที่ผู้คนรู้จัก อาทิ บิทคอยน์ คือสินทรัพย์ประเภทนี้จะมีมูลค่าที่ถูกตรึงไว้ในอัตรา 1 ต่อ 1 กับสกุลเงินทั่วไป (fiat forex) และมากกว่า ninety nine% ของสเตเบิลคอยน์ที่ออกมาในตลาด มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ” แลมอธิบาย

เขาเสริมว่า ปัจจุบันสเตเบิลคอยน์ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดคือ USDT ของเทเธอร์ (Tether) รองลงมาคือ USDC ของเซอร์เคิล (Circle) ทำให้ตลาดสเตเบิลคอยน์โดยรวมถูกครอบงำโดยสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก

ด้าน เฉิงอี้ ออง หัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก บริษัทเชนนาลิซิส (Chainalysis) บอก.ว่า แท้จริงแล้วสเตเบิลคอยน์ ยังสามารถถูกนำไปตรึงค่ากับสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ได้เช่นกัน อาทิ “ตะกร้าสกุลเงินหลายสกุล หรือแม้แต่สินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ ซึ่งปัจจุบันก็มีสเตเบิลคอยน์ที่มีทองคำหนุนหลังอยู่ในตลาดแล้ว”

รายงานจากเว็บไซต์แมคคินซี่ ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.ย. 2025 สะท้อนว่า ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มูลค่าตลาดรวมของสเตเบิลคอยน์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จาก 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นมาเป็น 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และการคาดการณ์ของอุตสาหกรรมประเมินว่า มูลค่าตลาดสเตเบิลคอยน์อาจขยายตัวสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028

แมคคินซี่ชี้ว่าสาเหตุที่ทำให้เหรียญประเภทนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดก็เป็นเพราะว่า สเตเบิลคอยน์กลายเป็นตัวเลือกในการชำระเงินที่รวดเร็วและใช้งานได้ตลอดเวลา เมื่อเทียบกับการทำธุรกรรมแบบเดิม ๆ นอกจากนี้ยังใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่า ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก โดยไม่ต้องพึ่งบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิม ขอแค่มีเพียงอินเทอร์เน็ตและกระเป๋าเงินดิจิทัล

ขณะที่รายงานจากสถาบันบรูคกิงส์ ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ เสริมว่า สเตเบิลคอยน์บางประเภทถูกใช้เป็นเครื่องมือการลงทุนด้วย โดยมีสเตเบิลคอยน์จำนวนหนึ่งที่แม้ปัจจุบันยังมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่ก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ที่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย โดยผู้ออกเหรียญบางราย เช่น MakerDAO ผู้อยู่เบื้องหลังเหรียญ DAI และ Ethena เจ้าของเหรียญ USDe เสนอทั้งสเตเบิลคอยน์แบบปกติ และสเตเบิลคอยน์ที่ให้ผลตอบแทนภายใต้เหรียญเดียวกัน

2. เมื่อเหรียญที่ “นิ่ง” กลายเป็นตัวเอกในโลก สแกมเมอร์–ฟอกเงิน

ส่วนหนึ่งของรายงานแนวโน้มอาชญากรรมคริปโตฯ ประจำปี 2025 ที่จัดทำโดยบริษัทเชนนาลิซิส และตีพิมพ์เมื่อเดือน ม.ค. 2025 โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลระหว่างปี 2020-2024 รายงานว่า ตลอดปี 2020-2021 บิตคอยน์ยังถือเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่อาชญากรไซเบอร์เลือกใช้มากที่สุดซึ่งเป็นเพราะสภาพคล่องที่สูง

อย่างไรก็ตาม สถิตินับจากนั้นเป็นต้นมา พบว่าอาชญากรมีการกระจายความเสี่ยงออกจากการใช้บิทคอยน์อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน สเตเบิลคอยน์กลายเป็นสัดส่วนหลักของมูลค่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายทั้งหมด คิดเป็นราว 63% ของธุรกรรมผิดกฎหมายทั้งหมด

รายงานฉบับดังกล่าวเสริมว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มในระบบนิเวศคริปโตฯ โดยรวม ซึ่งสเตเบิลคอยน์เข้ามามีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้น สะท้อนจากอัตราการเติบโตของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสเตเบิลคอยน์แบบปีต่อปี (YoY) ที่สูงถึงประมาณ 77%

เฉิงอี้ ออง หัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ของเชนนาลิซิส อธิบายเพิ่มว่า จากข้อมูลตลอดปี 2025 เธอพบว่าราว 84% ของมูลค่าการโอนสินทรัพย์บนบล็อกเชนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายที่ตรวจพบได้ เกิดขึ้นผ่านสเตเบิลคอยน์

“สเตเบิลคอยน์เป็นเครื่องมือในการโอนมูลค่าที่มีประสิทธิภาพสูงมาก มันสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว สามารถถือครองด้วยตนเองในกระเป๋าเงินส่วนบุคคล และคุณลักษณะเหล่านี้เองที่ทำให้สเตเบิลคอยน์มีประโยชน์ทั้งในบริบทการใช้งานที่ถูกกฎหมายและการใช้งานที่ผิดกฎหมาย” เฉิงอี้ ออง เสริม

ที่มาของภาพ : Getty Photography

นี่คือภาพซูเปอร์ยอชต์ “แท-งโก” มูลค่า 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเชื่อมโยงกับมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย วิกเตอร์ เวคเซลเบิร์ก ซึ่งรัฐบาลสเปนอายัดไว้ตามคำร้องขอของสหรัฐฯ ขณะเรืออยู่ในเกาะมายอร์กา

ความเห็นของหัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ของเชนนาลิซิส ผู้นี้ยังสอดคล้องกับรายงานฉบับล่าสุดของบริษัทเอกชนด้านข่าวกรองบล็อกเชนและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่าง ทีอาร์เอ็ม (TRM) ที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า มูลค่าธุรกรรมคริปโตฯ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้นเกือบ 145% จากปี 2024

ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ ทีอาร์เอ็มไฮไลท์ไปที่การเคลื่อนย้ายเงินที่เชื่อมโยงกับรัสเซียซึ่งถูกคว่ำบาตร โดยรายงานพบว่ากระแสเงินที่ไหลเข้าสู่หน่วยงานที่ถูกคว่ำบาตรส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านสเตเบิลคอยน์

เหรียญ A7A5 ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับค่าเงินรูเบิลของรัสเซีย มีมูลค่าธุรกรรมรวมมากกว่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นเหรียญที่ถูกคว่ำบาตรอยู่ นอกจากนี้ยังมี กลุ่มกระเป๋าเงิน A7 ที่มีมูลค่าธุรกรรมอย่างน้อย 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

การเติบโตดังกล่าวนี้ยังมีลักษณะกระจุกตัวสูง โดยมากกว่า 80% ของมูลค่าธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับการคว่ำบาตร เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่มีความเชื่อมโยงกับรัสเซีย ซึ่งรวมถึงกระดานเทรดคริปโตฯ Garantex ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงมอสโก ผู้สืบทอด Garantex อย่าง Grinex

เฉิงอี้ ออง สรุปว่า ปัจจุบัน แม้สเตเบิลคอยน์จะมีสัดส่วนแค่ราว 10% ของมูลค่าตลาดคริปโตฯ ทั้งหมด แต่กลับเป็นแหล่งที่มาของมูลค่าการโอนบนบล็อกเชนส่วนใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึง ความเร็วในการโอนเงิน (crawl of transfers) และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมสเตเบิลคอยน์จึงกลายมาเป็นหัวใจสำคัญ ของทั้งระบบนิเวศคริปโตฯ และของกิจกรรมผิดกฎหมายบนบล็อกเชน

ด้านแลม เสริมว่า เหตุผลหนึ่งที่อาชญากรนิยมใช้สเตเบิลคอยน์คือความมีเสถียรภาพของราคา “หากขโมยเงินมาแล้ว ย่อมไม่ต้องการเผชิญความผันผวนของราคาในช่วงที่รอแปลงเป็นเงินสด”

3. อาชญากรสามารถใช้สเตเบิลคอยน์ฟอกเงินได้หรือไม่ ?

ในรายงานฉบับสำคัญของสำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม ของหน่วยงานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก (United Worldwide locations Place of enterprise on Pills and Crime – UNODC) ว่าด้วยเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติแบบเป็นองค์กร และการบรรจบกันของการฉ้อโกงที่ใช้เทคโนโลยีไซเบอร์ ธนาคารใต้ดิน และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ภูมิทัศน์ภัยคุกคามที่กำลังเปลี่ยนแปลงซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือน ต.ค. 2024 ได้มีการฉายภาพจากกรณีจริงว่าสเตเบิลคอยน์เหล่านี้เข้าไปอยู่ในสายการฟอกเงินอย่างไรบ้าง

  • สเตเบิลคอยน์ในกลโกงที่ลวงเหยื่อทางออนไลน์ (Pig-butchering scams)

โดยหลักแล้ว แก๊ง “ลวงเลี้ยงหมูก่อนเชือด” (Pig-butchering scams) ที่ใช้กลโกงที่ลวงเหยื่อผ่านความสัมพันธ์ทางออนไลน์ โดยเริ่มจากการปลอมตัวเป็นคนแปลกหน้าทรงเสน่ห์ที่ส่งข้อความเป็นมิตร สานสัมพันธ์ให้เหยื่อตกหลุมรักก่อนลวงชวนลงทุนแล้วเชิดเงินหนีไป โดย UNODC ชี้ว่า สแกมเมอร์กลุ่มนี้ที่ใช้สกุลเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือ “มีต้นตอมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

รายงานของ UNODC พบว่า เมื่อเงินของเหยื่อถูกโอนไปสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลหลักของกลุ่มอาชญากรรมแล้ว จากนั้นจะถูกแปลงเป็นสเตเบิลคอยน์ แล้วจึงนำไปหมุนเวียนต่อในเครือข่ายฟอกเงิน

รายงานชี้ว่าพบปริมาณธุรกรรมจำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มความเสี่ยงสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มอาชญกรเหล่านี้

ในรายงานของทีอาร์เอ็ม ที่เผยแพร่เมื่อ ก.พ. 2025 ยังพบว่า ในปี 2024 สัดส่วนกิจกรรมคริปโตฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นสูงที่สุดบนบล็อกเชน TRON คิดเป็น 58% ของมูลค่ากิจกรรมผิดกฎหมายทั้งหมด ส่วนกิจกรรมผิดกฎหมายบนเครือข่ายนี้ ลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง

ที่น่าสนใจคือ 49% ของมูลค่ากิจกรรมผิดกฎหมายบน TRON เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่ถูกคว่ำบาตร ขณะที่ 32% เป็นเงินที่ถูกขึ้นบัญชีบล็อก (blocklisted funds) ซึ่งหมายถึงสินทรัพย์ที่ถูกทำให้ไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้งานได้อีกต่อไปโดยผู้กระทำผิด

สำหรับเงินที่ถูกบล็อกในรูปของ USDT บนเครือข่าย TRON พบว่าประมาณ 20% ได้ถูกนำกลับมาออกใหม่ (reissued) ให้แก่ เหยื่อและบัญชีของหน่วยงานรัฐ ทั้งนี้ รายงานชี้ว่า TRON มีความพยายามร่วมมือกับหน่วยงานรัฐเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเช่นเดียวกัน

  • พนันออนไลน์สู่เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

ที่มาของภาพ : Getty Photography

การสืบสวนกรณีหนึ่งพบกรณีที่กระเป๋าเงินดิจิทัลเพียง 2 กระเป๋า ที่ถูกใช้โดยเครือข่ายอาชญากรรมในเคเค พาร์ค (KK Park) ได้รับเงินรวมกัน มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งจากรายได้การลวงลวงและเงินค่าไถ่

ในรายงานฉบับเดียวกันของ UNODC พบกรณีของประเทศไทยโดยตรง ซึ่งเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยเริ่มสืบสวนจากติดตามเงินที่ถูกขโมยจากคดีลงทุนคริปโตฯ ก่อนจะพบเครือข่ายที่ เชี่ยวชาญแปลงเทเธอร์ (USDT) ให้กลายเป็นเงินตราปกติ และฟอกเงินผ่านนอมินีในประเทศ ที่ถูกจ้างให้จดทะเบียนบริษัทบังหน้าและเปิดบัญชีธนาคาร

ในปฏิบัติการณ์นี้ทางการสามารถ กู้คืนและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่า 6.seventy nine ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้เป็น เงินสด 2.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ถูกสกัดได้ระหว่างการลำเลียงไปยังเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ณ จุดตรวจตามแนวชายแดนไทย

นอกจากนี้ เจ้าหน้ายัง ยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมรวมมูลค่า 51.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม อสังหาริมทรัพย์หรู ยานพาหนะ เงินสด และทรัพย์สินอื่น ๆ เพิ่มเติมในปฏิบัติการอื่นที่คล้ายคลึงกัน

สำหรับประเด็นดังกล่าวนี้ ยังแสดงให้เห็นการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและเมียนมา ซึ่งในรายงานของ UNODC ก็มีการพูดถึงกรณี USDT กับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ ซึ่งรายงานพบว่า บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนเชนนาลิซิส สามารถติดตามธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีระหว่างผู้ดำเนินการในพื้นที่กับเหยื่อสแกมได้ และยังพบกระเป๋าเงินดิจิทัลที่รับค่าไถ่ในรูปของ USDT จากผู้ที่พยายามจ่ายเงินเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวซึ่งถูกกักขังอยู่ในคอมเพล็กซ์เหล่านี้

การสืบสวนกรณีหนึ่งพบกรณีที่กระเป๋าเงินดิจิทัลเพียง 2 กระเป๋า ที่ถูกใช้โดยเครือข่ายอาชญากรรมในเคเค พาร์ค (KK Park) ได้รับเงินรวมกัน มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งจากรายได้การลวงลวงและเงินค่าไถ่

4. เหตุใด USDT จึงน่ากังวลสำหรับตลาดโลกและไทย

แม้ USDT จะมีประโยชน์ที่มากับตัวของมัน แต่ก็มีความเสี่ยงมากเช่นเดียวกัน และต่อประเด็นของ USDT เหล่าผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างเข้ามาจัดการช่องว่างช่องโหว่ที่นำไปสู่การเป็นเส้นทางทางการเงินของอาชญากร

รายงานของสถาบันบรูคกิงส์ ซึ่งอ้างอิงไทม์ไลน์ของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ไว้นับตั้งแต่เหรียญ USDT ของเทเธอร์ได้รับการเปิดตัวครั้งแรก เมื่อเดือน ต.ค. 2014 ถัดจากนั้น 6 ปี จีนถือเป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศแบนเหรียญสเตเบิลคอยน์ที่มีเอกชนเป็นผู้ออกเหรียญ

ต่อมาสหภาพยุโรป เริ่มเสนอกฎระเบียบว่าด้วยตลาดคริปโตสินทรัพย์ (Markets in Crypto-Resources Legislation: MiCA) ในปีเดียวก่อน ก่อนที่จะมีการบังคับใช้จริงเมื่อเดือน เม.ย. 2023 กฎระเบียบนี้ กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับ องค์ประกอบของเงินสำรอง ที่ผู้ออกคริปโตสินทรัพย์ต้องถือไว้ ห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการแลกคืนโทเคน และห้ามสเตเบิลคอยน์จ่ายดอกเบี้ย

นอกจากนี้ กฎระเบียบดังกล่าวยัง จำกัดปริมาณธุรกรรมรายวันเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่การลงทุน ของสเตเบิลคอยน์ใด ๆ ที่ ไม่ได้หนุนหลังด้วยสกุลเงินเดียวของยุโรป โดยให้เหตุผลว่า สเตเบิลคอยน์ประเภทดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อ “เสถียรภาพทางการเงิน การทำงานอย่างราบรื่นของระบบการชำระเงิน การส่งผ่านนโยบายการเงิน หรืออธิปไตยทางการเงิน”

“ภายใต้กรอบกฎหมาย MiCA ของสหภาพยุโรป ปัจจุบัน USDT ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายบนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล” แลม นักวิจัยรับเชิญจากโครงการศึกษาด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค กล่าว

เขายังพูดถึงมิติของสหรัฐอเมริกา โดยชี้ว่าภายใต้กรอบการกำกับดูแลของสหรัฐฯ สเตเบิลคอยน์จะต้องมีสินทรัพย์หนุนหลังเป็นเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงที่เทียบเท่าเงินสด แต่เทเธอร์ใช้สินทรัพย์ที่มีความผันผวนมากกว่า เช่น บิตคอยน์และทองคำ มาหนุนหลัง USDT บางส่วน ซึ่ง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ USDT ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎระเบียบสหรัฐฯ

“อย่างไรก็ตาม USDT ยังคงได้รับอนุญาตและถูกใช้อย่างแพร่หลายบนแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” แลมกล่าว

ที่มาของภาพ : Getty Photography

ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของสหรัฐฯ สเตเบิลคอยน์จะต้องมีสินทรัพย์หนุนหลังเป็นเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงที่เทียบเท่าเงินสด

สำหรับประเทศไทย เหรียญ USDT ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการสำหรับการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ทว่าปัจจุบัน ก.ล.ต.ยังห้ามไม่ให้ใช้คริปโต–สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือชำระราคาสินค้าและบริการทั่วไป ยกเว้นแต่ในโครงการทดลอง (sandbox) ​ของธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อ.สอบถามผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนว่า พวกเขามองประเด็นกฎระเบียบการควบคุมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไปจนถึงสเตเบิลคอยน์ของไทยอย่างไรบ้าง

เฉิงอี้ ออง ตอบกลับมาว่า “แน่นอนว่ายังมีช่องว่างให้กรอบการกำกับดูแลในประเทศไทยให้สามารถพัฒนาต่อไปได้อีก เนื่องจากในปัจจุบัน ไทย ยังไม่มีกรอบกฎหมายกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์โดยเฉพาะ”

เธอกล่าวเสริมต่อว่าความท้าทายด้านอาชญากรรมทางการเงินส่วนหนึ่งเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า อุตสาหกรรมคริปโตฯ มีลักษณะเป็นสากลและไร้พรมแดนอย่างมาก ขณะที่การกำกับดูแล การตรวจสอบ และศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายยังคงเป็นเรื่องในระดับประเทศ

“ศักยภาพด้านการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าเทียมกันทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในบางเขตอำนาจศาลในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีขีดความสามารถต่ำกว่า”

ทั้งนี้ เธอเสริมว่า การบังคับใช้นโยบายที่เข้มงวดจนเกินไปก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเช่นกัน

“หากรัฐจะจำกัดหรือห้ามขึ้นทะเบียนสเตเบิลคอยน์ โดยอ้างเหตุผลเพียงเพราะว่าสินทรัพย์นั้นสามารถถูกนำไปใช้ในกิจกรรมอาชญากรรมได้ ก็จะเกิดผลตามมาอย่างน้อยสองประการ

ประการแรก คือจะเป็นการตัดการใช้งานที่ถูกต้องตามกฎหมายออกไปด้วย

และประการที่สอง เนื่องจากตลาดคริปโตมีลักษณะไร้พรมแดนและเป็นดิจิทัลอย่างยิ่ง การแบนหรือการจำกัดใด ๆ มักจะให้ผลค่อนข้างจำกัด เว้นแต่จะสามารถบังคับใช้ได้ในระดับข้ามประเทศและในวงกว้างมากจริง ๆ”

ส่วนแลมตั้งข้อสังเกตว่า ต่อข้อโต้แย้งว่าสเตเบิลคอยน์มีประโยชน์สำหรับการชำระเงินที่รวดเร็ว เมื่อเทียบกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิมที่อาจต้องใช่เวลาหลายวันสำหรับการโอนเงินข้ามประเทศ เขาชี้ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการใช้งานระบบการชำระเงินแบบทันที (immediate cost techniques) อาทิ การใช้ QR code ในการจ่ายเงิน ซึ่งใช้ง่าย โอนได้ทันที และมีต้นทุนต่ำมาก ในบริบทนี้ จึงแทบ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้สเตเบิลคอยน์ เพื่อการชำระเงินในชีวิตประจำวัน

ยิ่งไปกว่านั้น อาเซียนยังมีโครงการ การเชื่อมโยงระบบชำระเงินระดับภูมิภาค (Regional Charge Connectivity: RPC) ที่เชื่อมระบบ QR cost ระหว่างประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเข้าด้วยกัน เช่น หากคุณอยู่ประเทศไทยและเดินทางไปสิงคโปร์ คุณสามารถสแกนจ่ายด้วย QR code ได้ทันที โดยเงินจะถูกตัดจากบัญชีในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ปัญหาการชำระเงินข้ามพรมแดนภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ถูกแก้ไขไปแล้วด้วย QR code ไม่จำเป็นต้องพึ่งสเตเบิลคอยน์

หากมองไปที่กรณีการใช้งานอื่น ๆ การชำระเงินด้วย QR code จัดเป็นการชำระเงินรายย่อย (retail payments) ขณะที่ยังมีการชำระเงินระดับสถาบันหรือรายใหญ่ (wholesale payments) ซึ่งเป็นการโอนเงินระหว่างธนาคารหรือบริษัทขนาดใหญ่ ปริมาณเงินสูง

ในกรณีหลังนี้ นายแลมชี้ว่า ยังมีทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ต้องอาศัยสเตเบิลคอยน์ และยังมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบและปลอดภัยกว่าด้วย รวมถึงให้ประโยชน์แบบเดียวกับบล็อกเชน เช่น การชำระเงินแบบทันที ความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลัง และความโปร่งใสของธุรกรรม

“ดังนั้น ผมจึงมองว่า กรณีการใช้งานด้านการชำระเงินเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการยอมรับสเตเบิลคอยน์อย่างกว้างขวาง”

เขาเสริมว่า ส่วนกลุ่มการใช้งานสุดท้ายคือ การใช้สเตเบิลคอยน์เพื่อเข้าร่วมในระบบนิเวศคริปโต เพราะสามารถนำสเตเบิลคอยน์ไปใช้งานต่อบนบล็อกเชนได้ ซึ่งนำไปสู่คำถามเดิมว่า สเตเบิลคอยน์สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริงมากน้อยแค่ไหน ในเมื่อประโยชน์เชิงปฏิบัติมีจำกัด ขณะที่ ผลกระทบด้านลบกลับมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า การกำกับดูแลที่เข้มงวดเป็นสิ่งสมเหตุสมผล… ผมไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีบล็อกเชน หรือการสร้างนวัตกรรม แต่อย่างใด ตรงกันข้าม ผมมองว่าบล็อกเชนมีสิ่งที่น่าสนใจและแปลกใหม่มาก ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในหลายด้าน แต่ผมคิดว่าคำถามที่มักถูกตั้งขึ้นคือ ‘จะเลือกการกำกับดูแล หรือจะเลือกนวัตกรรม' ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผมมองว่า เราจำเป็นต้องมีการกำกับดูแล เพื่อชี้นำนวัตกรรมไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเพื่อให้มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม เพื่อให้นวัตกรรมสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน”