
‘กสม.’ มีมติให้ส่งเรื่อง ‘เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน’ ออก ‘น.ส.3 ก.’ 12 ฉบับ เนื้อที่ 106 ไร่ ทับที่ดิน ‘ส.ป.ก.’ ส่อมิชอบให้ ‘สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ’พิจารณา พร้อมเร่งรัด ‘หน่วยงานรัฐ’ แก้ปัญหา ‘ประชาชน’ ถูกดำเนินคดี จากการประกาศเขตอุทยานฯ ทับซ้อนแนวเขตปฏิรูปที่ดิน
…………………………………
เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มราษฎรรักษ์ความเป็นธรรมอำเภอชัยบุรี เมื่อเดือนกันยายน 2567 ระบุว่า บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ที่ดิน ส.ป.ก.) ในพื้นที่ตำบลไทรทองและตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี เนื้อที่ประมาณ 700 ไร่
โดยมีการยื่นขอออกโฉนดที่ดินทับซ้อนเขต ส.ป.ก. และครอบครองที่ดินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งอาจเกิดจากการละเลยการทำหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง และสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ผู้ถูกร้อง) อันส่งผลกระทบต่อการกระจายที่ดินให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 72 (3) บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มาตรา 73 บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด ซึ่งสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่กำหนดให้รัฐภาคีมีพันธกรณีในการรับรองสิทธิของบุคคลทุกคนในการมีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ ซึ่งรวมถึงสิทธิในการมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสมและมีความมั่นคงในการถือครองที่ดิน
กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา ดังนี้
ประเด็นแรก การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. 3 ก. ให้แก่บริษัทเอกชนทับซ้อนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและเขตป่าไม้ถาวร จากการตรวจสอบปรากฏว่า ท้องที่ตำบลชัยบุรีและตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี ตั้งอยู่บริเวณป่าใสท้อนและป่าคลองโซง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวรและป่าสงวนแห่งชาติมาก่อน โดยมีการประกาศwระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลชัยบุรีและตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2542
จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเชื่อได้ว่า เมื่อปี 2524 สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง ได้ออก น.ส. 3 ก. ซึ่งภายหลังมีการซื้อขายให้กับกรรมการของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องในท้องที่ตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี จำนวน 12 ฉบับ และบริษัทเอกชนได้เข้าไปครอบครองทำสวนปาล์มน้ำมันในที่ดินดังกล่าว โดยที่ดินเนื้อที่ราว 106 ไร่เศษ ทับซ้อนกับที่ดินในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินที่ยังไม่ได้จัดสรรให้แก่เกษตรกร และเป็นพื้นที่ที่กลุ่มผู้ร้องสร้างเพิงพักชั่วคราวเพื่อรอการตรวจสอบสิทธิในที่ดินของรัฐจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่ดินเนื้อที่ราว 427 ไร่เศษ อาจทับซ้อนที่ดินในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินที่จัดสรรให้แก่เกษตรกรแล้ว
ทั้งนี้ น.ส. 3 ก. ทั้ง 12 ฉบับ อาจออกโดยทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติตามแนวเขตป่าใสท้อนและป่าคลองโซง เนื่องจากการออกหนังสือดังกล่าวเพิ่งออกเมื่อปี 2524 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเดินสำรวจและประกาศให้พื้นที่พิพาทตามคำร้องเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ=
จึงรับฟังได้ว่า การที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง ออก น.ส. 3 ก. ให้แก่บริษัทเอกชนทับซ้อนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและเขตป่าไม้ถาวร อาจไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการจัดการที่ดินของรัฐและหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อันเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ การที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ละเลยให้บริษัทเอกชนครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งยังไม่ได้จัดสรรให้แก่เกษตรกร โดยไม่ได้กำกับดูแลและบริหารจัดการให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันละเมิดสิทธิมนุษยชน
ประเด็นต่อมา การที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่กลุ่มเครือญาติของกรรมการบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องเพื่อประกอบกิจการสวนปาล์มน้ำมัน เห็นว่า มีลักษณะเป็นการประกอบกิจการของนายทุน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง และมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 30 ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งหมายให้จัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย ไม่เพียงพอแก่การครองชีพ และไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของเกษตรกรตามพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเป็นเกษตรกร พ.ศ. 2535
อีกทั้งเป็นเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรและประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกิน ทำให้ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินของรัฐอย่างเป็นธรรม และทั่วถึง สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม จึงรับฟังได้ว่า สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้ด้วย
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี และกรมที่ดิน ร่วมกันตรวจสอบการออก น.ส. 3 ก. ทั้งหมดของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องและกรรมการบริษัทฯ และดำเนินการตามกฎหมาย โดยให้กรมที่ดินกำกับดูแลและเร่งรัดการดำเนินการ
ทั้งนี้ ให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีตรวจสอบการออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 และคุณสมบัติของกลุ่มเครือญาติกรรมการบริษัทเอกชนผู้ถูกร้อง และเอกชนรายอื่นที่ขาดคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร และดำเนินการเพิกถอนให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. ส่วนกลาง) กำกับดูแลและเร่งรัดการดำเนินการ
กสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมเร่งสำรวจที่ดินในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินที่ยังไม่ได้นำสำรวจรังวัดจัดสรรการถือครองให้กับบุคคลใด และนำมาพิจารณาจัดสรรให้แก่ราษฎรที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรที่ดิน เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งนี้ ให้ส่งเรื่องกรณีเจ้าหน้าที่รัฐของกรมที่ดินออก น.ส. 3 ก. โดยมีเหตุอันควรสงสัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายไปยังคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปด้วย
@เร่งแก้ปัญหา‘ประชาชน’ถูกดำเนินคดีจากการประกาศเขตป่าฯ
ด้าน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า ผู้ร้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและทับซ้อนกับแนวเขตปฏิรูปที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตามแนวเขตปี 2543
โดยผู้ร้องถูกดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ซึ่งศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาว่า ผู้ร้องกระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าว มีโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้ย้ายและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่และชำระค่าเสียหายราว 500,000 บาท
ผู้ร้องเห็นว่า หากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) (ผู้ถูกร้อง) เร่งแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนภายใน 1 ปี ศาลจะพิจารณาข้อมูลใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปคดีและทำให้ผู้ร้องพ้นผิด ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมิได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้ร้องและบุคคลอื่นๆ ที่ถูกดำเนินคดีได้รับผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจและบางรายเสียชีวิต จึงขอให้ตรวจสอบความล่าช้าในการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 กรณีการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน
กสม. เห็นว่า เรื่องร้องเรียนดังกล่าวควรประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นจึงประสานไปยัง สคทช. ปรากฏว่า คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษากำหนดแนวทางมาตรการเร่งรัดการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
และมีมติเห็นชอบแผนการรับฟังความคิดเห็นใหม่ (เพิ่มเติม) โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดรับฟังความคิดเห็นชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพิ่มเติม ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปราจีนบุรี โดยจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 15 ตำบล ในท้องที่อำเภอเสิงสาง ครบุรี ปักธงชัย และวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร รวมทั้งจัดเวทีสื่อสารสาธารณะในรูปแบบต่างๆ
ต่อมา คทช. ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นและมอบหมายให้ผู้ถูกร้องจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความเห็น เสนอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการต่อไป
ส่วนกรณีการดำเนินคดีกับประชาชน คชท. คณะอนุกรรมการอิสระฯ ได้ มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงอัยการสูงสุด ขอความร่วมมือพิจารณางดการอุทธรณ์คดีที่จำเลยรับสารภาพในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และมีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอความร่วมมือชะลอการบังคับคดีที่ยังมีข้อพิพาทหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566
รวมทั้งมีหนังสือด่วนที่สุดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอความร่วมมืองดการเสนอหมายบังคับคดีต่อศาลในช่วงที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ด้วย
อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า การดำเนินคดีกับประชาชนอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่และแนวนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จึงขอให้ สคทช. ผู้ถูกร้องรวบรวมข้อมูลคดีที่อยู่ระหว่างดำเนินการของพนักงานสอบสวน ส่งให้สำนักงาน กสม. พิจารณามีความเห็นถึงอัยการสูงสุด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดีตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ทั้งนี้ ตามมาตรา 21 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 พิจารณาแล้วเห็นว่า คทช. มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นและได้ส่งรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไปยังปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อแก้ไขปัญหาตามสมควรแก่กรณีแล้ว
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กสม. จะมีหนังสือถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะฝ่ายเลขานุการให้เร่งรัดเสนอรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเพื่อพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจ ในส่วนคดี เมื่อสำนักงาน กสม. ได้รับข้อมูลทางคดีแล้ว จะมีหนังสือแจ้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดีตามหน้าที่และอำนาจต่อไป













