
รวม 5 ข้อพิรุธ การนับคะแนนเลือกตั้ง 2569 กกต. ชี้แจงว่าอย่างไรบ้าง ?

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
“ประชาชนยอมรับความพ่ายแพ้ได้ แต่ต้องเป็นความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใส” คือข้อความที่ถูกระบุอยู่บนจดหมายที่ถูกยื่นให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้พิจารณาการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ โดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และภาคประชาชนอื่น ๆ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (11 ก.พ.)
คืนวานนี้ (10 ก.พ.) ได้มีการรวมตัวกันของภาคประชาชน นำโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่บริเวณสกายวอล์ค หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยผู้คนร่วมถือกระดาษ เปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือในยามค่ำคืน เรียกร้องให้ กกต. “นับคะแนนเลือกตั้ง 69 ใหม่ทั่วประเทศ”
การรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น เพราะคืนวานนี้ใน จ.เชียงใหม่ กลุ่มนักศึกษาและคณะก่อการล้านนา ก็รวมตัวกันที่บริเวณศาลาอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องการนับคะแนนใหม่เช่นกัน
กระแสเช่นนี้เกิดขึ้นจากรายงานความผิดปกติของการนับคะแนนเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.
อาสาสมัครจับตาการเลือกตั้งเครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Peer) ที่อ้างว่ามีอาสาสมัครมากกว่า 16,360 คน ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด รายงานปัญหาหลายจุด ทั้งที่ส่อเกิดเหตุ “บัตรเขย่ง” ไปจนถึงความผิดพลาดของการปฏิบัติงานของกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้ง (การประปานครหลวง)
อย่างไรก็ตาม กกต. แถลงเมื่อวานนี้ (10 ก.พ.) ว่า การนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ต้องถูกพิจารณาอย่างรอบคอบและต้องมีการตรวจข้อทักท้วงเสียก่อน
“กรรมการประจำหน่วยจะบันทึกไว้ว่าเวลานั้นมีผู้ทักท้วงการลงคะแนน นับคะแนน รวมคะแนน ถ้าเป็นตำรวจก็เหมือนบันทึกประจำวันของตำรวจ… กรณีที่ท่านจะร้องว่าให้นับคะแนนใหม่ ให้เลือกตั้งใหม่ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องพิจารณาจากหลักฐานเหล่านี้ประกอบ เราจะสั่งอย่างไรก็ได้ไม่ได้ มันต้องมีที่มาที่ไปเหตุและผล” ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุ
ปัญหาหลายประเด็นที่ส่อเค้าเป็นการทุจริตเลือกตั้ง มีประเด็นใดบ้างที่ทำให้เกิดกระแสสังคมเรียกร้องการนับคะแนนใหม่ในบางเขตและทั้งประเทศ .รวบรวมไว้ในบทความนี้
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุดDiscontinuance of ได้รับความนิยมสูงสุด
1. พิรุธบัตรเขย่ง: ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตกับปาร์ตี้ลิสต์ ‘ไม่เท่ากัน'

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
หลัง กกต. หยุดตัวเลขความคืบหน้าของการนับคะแนนไว้ที่ 94% บนเว็บไซต์รายงานผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ภาคประชาชนหลายคนออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งของ สส. แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)
“ทั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และเดินเข้าคูหาเดียวกัน แต่ทำไมคะแนนผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต กับ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในหลายพื้นที่กลับมีจำนวนไม่เท่ากันอย่างมีนัยสำคัญ” คือคำถามที่ Vote62 ระบุบนโพสต์เฟซบุ๊ก
วันนี้ เว็บไซต์ของ กกต. ระบุว่ามีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนน สส.แบบแบ่งเขต 34,632,581 คน แต่มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ 34,565,642 คน ซึ่งต่างกันอยู่ถึง 66,939 เสียง
การตรวจสอบของ Vote62 พบว่า เขตเลือกตั้งที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส.เขต สูงกว่า สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีจำนวนบัตรห่างกันมากที่สุด คือ
- เขต 3 จ.แพร่ ที่บัตร สส.บัญชีรายชื่อ น้อยกว่าบัตร สส.เขต 11,036 ใบ
- เขต 6 จังหวัดศรีสะเกษ ที่จำนวนบัตรห่างกัน 10,408 ใบ
- เขต 2 จ.น่าน ที่ห่างกันที่ 8,806 ใบ
ส่วนเขตเลือกตั้งที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส. บัญชีรายชื่อ สูงกว่าผู้มาใช้สิทธิเลือก สส.เขต เช่น
- เขต 5 จ.ร้อยเอ็ด มีจำนวนบัตรห่างกันมากที่สุดที่ 8,233 ใบ
- เขต 10 จ.อุบลราชธานี มีจำนวนบัตรห่างกัน 7,857 ใบ
Vote62 ระบุด้วยว่าเขตเลือกตั้งที่ไม่พบปัญหานี้เลย โดยมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิของบัตรทั้งสองประเภทเท่า ๆ มีอยู่เพียง 10 เขตเลือกตั้ง จาก 400 เขตทั่วประเทศ

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ด้าน สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขที่ต่างกันของบัตรเลือกตั้งทั้งสองประเภทไม่สมเหตุสมผล เพราะผู้มีสิทธิจะได้รับบัตรเลือกตั้งสองใบเมื่อเดินเข้าคูหา แม้เจ้าหน้าที่อาจผิดพลาดให้ไปเพียงใบเดียวบ้าง “แต่ความเป็นไปได้น้อยมาก ๆ และผู้มีสิทธิน่าจะทักท้วงถ้าได้ไม่ครบสองใบ”
เธออธิบายต่อไปว่า เมื่อลงเสียงเสร็จและนำไปหย่อนก็จะถูกนับอยู่ในตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ ไม่ว่าจะเป็นบัตรดี บัตรเสีย หรืองดออกเสียง
เธอบอกด้วยว่าคำชี้แจงของ กกต. ก็อาจไม่มีน้ำหนักมากพอ เช่น การจะบอกว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ แต่ตัวเลขที่แตกต่างกันก็ควรจะต่ำมาก อีกทั้งในบางจังหวัดกลับมีตัวเลขดังกล่าวสูงถึงหลักหมื่น
เธออ้างด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ให้ข้อมูลว่า ผู้ออกเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรราว 100,000 คน อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ เพราะผู้มีสิทธิอาจส่งบัตรเลือกตั้งกลับมาไม่ครบ แต่เธอก็บอกว่านั่นก็น่าจะเป็นกรณีที่น้อยมาก
อีกหนึ่งเหตุผลที่อาจทำให้เกิดตัวเลขไม่เท่ากัน คือผู้มาใช้สิทธิบางคนอาจมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ครบ 90 วัน จึงไม่ได้เลือก ส.ส. เขต แต่นั่นก็จะทำให้เกิดกรณี “จำนวนผู้มีสิทธิเลือก สส. จะต้อง น้อยกว่า จำนวนผู้มีสิทธิเลือก บัญชีรายชื่อ” เท่านั้น สฤณีอธิบาย
เมื่อช่วงเย็นของวันนี้ (11 ก.พ.) รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงอธิบายถึงสาเหตุความแตกต่างของจำนวนบัตรสองประเภทว่า ตัวเลขที่แสดงบนเว็บไซต์ของ กกต. อาจมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากเป็นการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ
“สิ่งที่อยู่ในเว็บไซต์มันเป็นการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ เพราะฉะนั้นการคาดเคลื่อนของการคีย์คะแนนของกรรมการประจำหน่วยมีโอกาสผิดพลาดคาดเคลื่อนได้… รายงานผลอย่างไม่เป็นทางการเป็นการรายงานผลเพียง 95% เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจทำให้ตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีกระบวนการในการรายงานครบ 100%” เขาอธิบาย
ขณะที่หน่วยเลือกตั้งอื่น ๆ ก็ถูกครหาในเรื่องการทุจริตทำ “บัตรเขย่ง” เนื่องจากมีคะแนนของผู้สมัคร สส. ทุกคนรวมกันมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ
ไอลอว์แถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ยกตัวอย่างข้อมูล เขต 1 จ.นครสวรรค์ ที่คะแนนของผู้สมัครทุกคนรวมกันมีมากกว่าตัวเลขจำนวนผู้มาใช้สิทธิกว่า 3,000 ใบ และเขต 2 จ.แพร่ ที่พบส่วนต่างเช่นนี้มากถึง 6,000 ใบ
สื่อในประเทศไทยยังรายงานด้วยว่าเกิดเหตุ “บัตรเขย่ง” เช่นนี้ใน จ.ขอนแก่น ชัยนาท โคราช และพิจิตร ด้วย
2. พิรุธการ “จัดการคะแนน” ก่อนเผยสู่สาธารณะของ กกต.
คะแนนการเลือกตั้ง “ไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง” ก่อนถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กล่าวในแถลงการณ์วันนี้ “ระบบการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งที่ควรจะเป็น vs สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปี 2569”
เขาตั้งข้อสงสัยต่อการ “จัดการคะแนน” ของคนกลุ่มหนึ่งที่อาจส่งผลให้มีความคลาดเคลื่อนในคะแนนเลือกตั้ง
ยิ่งชีพ อธิบายว่ากว่าคะแนนจะออกมาสู่สาธารณะต้องผ่านหลายขั้นตอน เริ่มจากเจ้าหน้าที่ยืนยันตัวตนเข้าสู่ระบบเว็บไซต์ ECT Earn, รายงานผลคะแนน, ตรวจสอบคะแนน, ติดตามการทำงาน, และแสดงผลคะแนน
เขาอธิบายต่อไปว่าขั้น “ติดตามการทำงาน” จะเป็นหน้าที่ของ “คนกลุ่มหนึ่ง” ที่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ซึ่ง กกต. “ไม่เคยปฏิเสธข้อเท็จจริงว่ามีการจัดการผลคะแนนก่อนรายงานออกไป” และคนกลุ่มนี้สามารถแก้ไขคะแนนได้ในกรณีที่มีความผิดพลาดจากการกรอกคะแนนเข้ามาของเจ้าหน้าที่
ดังนั้น เขาจึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการ “จัดการคะแนน” ของ กกต. เกิดขึ้นได้ เนื่องจากภาคประชาชนตรวจพบ “การปรับลดคะแนน” ในช่วง 19.00-21.00 น. ซึ่งตามหลักไม่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะคะแนนที่เข้ามาต้องเพิ่มขึ้นอย่างเดียว จึงอาจมี “คนกลาง” ไปจัดการกับคะแนนจริง
“ใครได้ประโยชน์ไม่รู้ แต่รู้ว่าคะแนนถูกจัดการ มีคนตรงกลางที่สามารถเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงคะแนนระหว่างการนับและการรายงานยังไม่เสร็จได้ หลักฐานพวกนี้ค่อนข้างชัวร์” ยิ่งชีพกล่าว
ตัวอย่างเปรียบเทียบคะแนนเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ระหว่างตอน 15.00 น. และตอน 15.51 น. ของ Rocket Media Lab และ Vote62 พบว่า
- เขต 1 จ.นครสวรรค์: คะแนนรวมผู้สมัครถูกปรับลดลงราว 10,000 คะแนน
- เขต 2 จ.แพร่: คะแนนรวมผู้สมัครถูกปรับลดลงราว 10,000 คะแนน
- เขต 1 จ.เชียงใหม่: คะแนนรวมผู้สมัครถูกปรับลดลงราว 11,000 คะแนน
- เขต 1 จ.พะเยา: คะแนนรวมผู้สมัครถูกปรับลดลงราว 11,000 คะแนน
- เขต 8 จ.สุรินทร์: คะแนนรวมผู้สมัครถูกปรับลดลงราว 2,700 คะแนน

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
Vote62 ระบุด้วยว่า การปรับลดคะแนนเช่นนี้น่าสงสัยเพราะ “มีลักษณะเป็นการปรับลดคะแนนทั้งกระดาน คือทุกพรรคถูกลดคะแนนหมดโดยเท่าเทียมกัน แม้กระทั่งพรรคเล็กที่ได้คะแนนเพียงหลักร้อย ที่ความเสี่ยงในการนับรวมคะแนนพลาดมีน้อย แต่ก็ถูกปรับตัวเลขเช่นกัน”
นอกจากนี้ ยิ่งชีพ ยังอธิบายด้วยว่า “คนจัดการคะแนน” ยังสามารถเลือกคะแนนที่ประชาชนจะได้เห็นก่อน-หลังด้วย พร้อมเสริมว่าโดยปกติแล้วคะแนนการเลือกตั้งจากหน่วย หากไม่มีปัญหาทักท้วง จะเริ่มนับเสร็จราว 19.30 น. เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็น “ช่วงพีค” ของคะแนน และยังเป็น “ช่วงเวลาสำคัญ (prime time)” ของโทรทัศน์ที่จะมีผู้ชมเยอะด้วย
แต่เมื่อเวลา 18.00-19.00 น. ของวันเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. กลับเกิดเหตุคะแนนค้างที่ 4% ก่อนจะเพิ่มไปค้างที่ 18 % อยู่นานหลายชั่วโมง ซึ่ง กกต. อธิบายว่าเกิดจากเหตุ “ระบบล่ม”
ในช่วงนั้นซึ่งตรงกับช่วงที่คนดูโทรทัศน์มากที่สุด มีผลคะแนนรายงานว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ที่นั่ง 200 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้มาราว 80 ที่นั่ง
แต่ไอลอว์ตรวจสอบพบว่า ณ เวลา 22.30 น. การนับคะแนนของแต่ละหน่วยการเลือกตั้งคืบหน้าต่างกันมาก
“หน่วยที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย เช่น บุรีรัมย์ แพร่ ตรัง และหนองคาย นับคะแนนไปได้ราว 40-50 % แต่หน่วยที่เป็นฐานเสียงของพรรคประชาชน เช่น กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ บางเขต รายงานคะแนนเพียง 3-9%” ยิ่งชีพระบุ
ดังนั้นเขากล่าวว่าอาจมีการ “ทำให้เห็นภาพว่าพรรค ภท. ชนะขาด” เพราะ “คะแนนที่เราเห็นไม่ใช่คะแนนสด” เพื่อทำให้คนเข้าใจว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งชนะขาดแล้ว ก่อนที่ กกต. จะเสร็จสิ้นการ “จัดการคะแนน”
3. บัตรเสียสูงบางเขตมากพอเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังพบว่ามีบัตรเสียจำนวนมาก โดยมีบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ที่เป็นบัตรเสียรวมกันเกิน 2,790,000 ใบ
ยิ่งไปกว่านั้น บางเขตการเลือกตั้งก็พบบัตรเสียงสูงมากจนสามารถเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้ เช่น เขต 2 จ.ลำปาง มีบัตรเสียเกิน 7,000 ใบ โดยจากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้คะแนนไป 33,987 คะแนน และอันดับสองซึ่งได้แก่ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้คะแนน 31,810 คะแนน ต่างกันราว 2,000 คะแนนเท่านั้น
นั่นทำให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งออกมาเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ แต่ ทองเนตร ดูใจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ จ.ลำปาง ชี้แจงกรณีบัตรเสียจำนวนมากว่า หากมีข้อคัดค้านระหว่างการนับคะแนน ประชาชนสามารถเรียกร้องการนับคะแนนใหม่ได้ในขณะนั้น แต่หากนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องนำพยานหลักฐานไปร้องต่อ กกต. เพื่อให้พิจารณาต่อไปเอง
ทั้งนี้ในการเลือกตั้งปี 66 มีบัตรเสียราว 2,960,000 ใบ และในปี 62 มีบัตรเสียราว 2,130,000 ใบ
4. หีบเลือกตั้งและใบนับคะแนน ถูกทิ้ง-จัดเก็บ ไม่เรียบร้อย

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ล่าสุดเหตุการณ์ “เฝ้าหีบเลือกตั้ง” ของเขต 1 จ.ชลบุรี กกต. ขอใช้เวลาตัดสินใจจนถึงวันที่ 12 ก.พ. เพื่อพิจารณาว่าจะมีการนับคะแนนใหม่หรือไม่
โดยเมื่อวันที่ 9 ก.พ. เกิดปรากฏการณ์ประชาชนขวางรถเจ้าหน้าที่ไม่ให้เคลื่อนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งออกไป หลังประชาชนอ้างพบสัญญาณว่าอาจมีการทุจริตในการนับคะแนนหลายประการ และการจัดการกับเอกสารของเจ้าหน้าที่มีความผิดพลาด
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในหลายหน่วยการเลือกตั้งของ จ.ชลบุรี เช่น
- หน่วยที่ 32 คะแนนไม่ตรงกันในแบบขีดคะแนนหรือ (ใบ สส. 5/11) และแบบรวมคะแนน (ใบ สส.5/18) โดยพบว่าคะแนนรวมของ สุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัคร สส. ของพรรคภูมิใจไทย มีเพิ่ม 1 คะแนนในใบ สส. 5/18
- หน่วยที่ 23 มีบัตรเลือกตั้งน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ 1 ใบ
- หน่วย 7 ไม่มีการระบุจำนวนบัตรดี
- หน่วย 12 มีบัตรเลือกตั้งเยอะกว่ายอดผู้มาใช้สิทธิเกินมา 1 ใบ
นอกจากนี้ ในเขต 1 จ.ชลบุรี พบว่าหีบบัตรไม่มีสายรัดนิรภัย หรือเคเบิลไทร์ (cable tie) รัดไว้ ไม่มีการลงลายมือชื่อของ การประปานครหลวง ปิดทับ หีบบัตรถูกเก็บไว้ภายในสนามแบดมินตันของเทศบาล ไม่ได้อยู่ในที่ปลอดภัยมิดชิด ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 อีกทั้งยังพบใบนับคะแนนเลือกตั้งแล้ว สส. 5/11 ถูกทิ้งไว้ในถังขยะ
เมื่อวานนี้ นายสุชาติ ว่าที่ผู้ชนะการเลือกตั้ง สส. จ.ชลบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุว่าคะแนนที่เขาได้รับเป็น “คะแนนบริสุทธิ์” และเปรียบเปรยผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ว่า “เป็นเด็กอยากกินอมยิ้มแล้วไม่ได้กิน คุณก็ร้องงอแงเพื่ออยากกินอมยิ้ม”
ทว่าโทนคำพูดของเขาเปลี่ยนไปในเช้าวันนี้ หลังออกมาแถลงการณ์ว่าตน “ยินดีและเต็มใจให้มีการนับคะแนนใหม่” เพื่อคลายข้อเคลือบแคลงสงสัยของประชาชน พร้อมให้ฝ่ายกฎหมายของตนยื่นจดหมายต่อ กกต. เพื่อพิจารณาตามเห็นสมควรต่อไป และบอกด้วยว่าเชื่อมั่นในการทำงานของ กกต.
“ผมก็ต้องเชื่อมั่นองค์กรที่เขาจัดการเลือกตั้ง เพราะเรามีหน้าที่เพียงกาและหย่อนบัตรเหมือนกัน ทุกคนหนึ่งใบเหมือนกัน” นายสุชาติบอก
ทั้งนี้ จากกระแสร้องเรียนปัญหา-เรียกร้องการนับคะแนนใหม่ กกต. แถลงข่าววันนี้โดยระบุว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนคัดกรอง พิจารณาคำร้อง เพื่อตัดสินว่าจะมีการนับคะแนนใหม่หรือไม่ต่อไป
“เรากำลังประมวลเรื่อง แล้วก็จะเสนอกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาโดยเร็ว ว่าที่ไปที่มามันเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น ทำกระบวนการข้ามขั้นตอนหรือไม่ คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะเสนอกรรมการการเลือกตั้งให้พิจารณา” ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าว
5. หีบเลือกตั้งและคูหาซื้อได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์
กกต. ยังถูกตั้งคำถามเพิ่มหลังสื่อออนไลน์ The101.world รายงานว่าหีบบัตรเลือกตั้งและคูหา สามารถหาซื้อได้ทางแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ช้อปปี้ (Shopee) และ ลาซาด้า (Lazada) ซึ่งมีหีบเลือกตั้งกระดาษขายอยู่ที่ราคา 140-220 บาท และคูหาพลาสติกก็มีขายเช่นกันในราคา 140-220 บาท
ด้านรองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งอธิบายถึงกรณีนี้ว่า หีบบัตรเลือกตั้งที่ขายตามช่องทางออนไลน์เป็นหีบที่ถูกจำหน่ายเพื่อใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่น “เป็นการที่บางบริษัทได้เป็นการกระทำโดยใช้ในการจำหน่ายให้กับการเลือกตั้งท้องถิ่น ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการเลือกตั้ง อบต. ของเทศบาล” เขาอธิบาย
ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวต่อไปว่าปัจจุบัน กกต. กำลังตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าว “กระทำได้หรือไม่ เป็นการละเมิดสิ่งที่เป็นข้อมูลของสำนักงานหรือไม่” แต่ยืนยันด้วยว่าหีบที่หาซื้อได้ตามออนไลน์ไม่สามารถถูกนำมาใช้ในการเลือกตั้งทั่วไป 2569 ได้
“หีบของเรามีกระบวนการมาตรการ เช่น มีสายรัดสำหรับคล้องหีบบัตร ซึ่งเป็นหีบเฉพาะซึ่งจะมีรหัสอยู่บริเวณสายรัดซึ่งจะเป็นมาตรการควบคุมอีกที ไม่ได้หมายความว่าใครจะซื้อหีบมา ท่านจะไปใช้ในการจัดการเลือกตั้งได้เลย ไม่สามารถทำได้แน่นอน”
นอกจากนี้ยังมี “แบบปิดช่องใส่บัตร” ที่เขาเรียกว่าเป็นมาตรการ “รปภ. ชั้นดี” ที่จะบอกว่าหีบดังกล่าวเป็นของหน่วยใดและมีการลงลายมือชื่อของ การประปานครหลวง คร่อมไว้ด้วย





































