
เลือกตั้ง 8 ก.พ. รักษาความลับผู้ออกเสียงหรือไม่ รวมข้อสังเกต-คำชี้แจงจาก กกต. ปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ : Thai Files Pix
ประเด็นเรื่องการเข้ารหัสบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อ 8 ก.พ. กลายเป็นที่ถกเถียงในโซเชียลมีเดีย หลังมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่สามารถสแกนออกมาเป็นรหัสเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษได้
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงข่าวในช่วงบ่ายที่ผ่านมา ยอมรับว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถสแกนย้อนกลับไปยัง “เลขที่” บัตรเลือกตั้งได้ แต่เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยและเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม ไม่ได้เพื่อใช้ระบุตัวตนคนกาบัตรเลือกตั้ง
การเข้ารหัสบนบัตรเลือกตั้งทำให้เกิดกระแสความกังวลว่าจะทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ และจะส่งผลถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เป็นโมฆะได้หรือไม่ .รวบรวมรายละเอียดไว้ในรายงานนี้
ข้อสังเกตรหัสบนบัตรเลือกตั้ง
- บัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ

ที่มาของภาพ : Thai Files Pix
ในบรรดาการตั้งข้อสังเกตที่มีผู้เผยแพร่ต่ออย่างแพร่หลายคือโพสต์บนบัญชีเฟซบุ๊ก Thanarat Kuawattanaphan ของนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ซีโอโอของ บจก.โดมคลาวด์ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (12 ก.พ.) ตั้งข้อสังเกตว่าที่บัตรเลือกตั้งบัตรสีชมพูซึ่งใช้เลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีบาร์โค้ดที่เมื่อสแกนแล้วได้ตัวเลขสอดคล้องกับเลขต้นขั้วของบัตรลงคะแนน
ขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ตั้งข้อสังเกตผ่านเฟซบุ๊กเช่นกัน ว่าบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ตรงกับเลขที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ซึ่งบัตรแต่ละใบมีเลขที่ไม่ซ้ำกัน โดยตัวอย่างบัตรจากภาพที่เขาโพสต์นั้น ปรากฏเลขที่บัตร ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษตามด้วยตัวเลข 8 หลักคือ A03398985

ที่มาของภาพ : Thai Files Pix
จากภาพปกหน้าของบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อที่ทีมช่างภาพข่าวสำนักไทย นิว พิกซ์ (Thai Files Pix) บันทึกไว้ใบนี้ จะเห็นได้ว่ามีการระบุจำนวนบัตร 20 ใบ และมีรหัสเล่มที่และเลขที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร A ตามด้วยตัวเลข โดยรหัสเล่มที่ มีตัวเลข 7 หลักรหัสเดียว ส่วนรหัสเลขที่มีตัวเลข 8 หลักที่เรียงลำดับไปตามบัตรเลือกตั้งทั้ง 20 ใบ
- บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต

ที่มาของภาพ : Thai Files Pix
ส่วนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่มีบาร์โค้ด แต่มีคิวอาร์โค้ดอยู่บริเวณมุมซ้ายล่างของบัตร ซึ่ง.ลองสแกนคิวอาร์โค้ดบนบัตรจากภาพข้างต้น พบว่าปรากฏรหัสตัวอักษร 5 ตัว คือ “MLUJQ”
อย่างไรก็ดี เท่าที่.ตรวจสอบข้อมูลการสแกนคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต จำนวนหนึ่งที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย พบว่าบางรหัสก็มีตัวเลขเข้ามาแทรกกับตัวอักษรด้วย แต่ยังคงลักษณะเป็นรหัส 5 หลักเช่นเดียวกัน โดยมีข้อถกเถียงและข้อสงสัยว่ารหัสเช่นนี้จะสามารถแปลงสภาพและติดตามย้อนกลับไปยังเลขที่บัตรตามต้นขั้วได้หรือไม่
Stop of ได้รับความนิยมสูงสุด
- บัตรออกเสียงประชามติ

ที่มาของภาพ : Getty Photos
อย่างไรก็ดี บัตรออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญที่มีการลงคะแนนในวันเดียวกัน จากภาพถ่ายด้านบนไม่พบการเข้ารหัสในรูปแบบบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดใด ๆ
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบบัตรจริงกับตัวอย่างบัตรที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชาสัมพันธ์ก่อนวันเลือกตั้ง ภาพตัวอย่างบัตร 3 ใบ ทั้งบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต, บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติ ไม่ปรากฏบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดใด ๆ

ที่มาของภาพ : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เทียบบัตรลงคะแนนเลือกตั้งปี 66 ก็เคยมีคิวอาร์โค้ด
.เทียบเคียงกับภาพบัตรเลือกตั้งในปี 2566 พบว่ามีคิวอาร์โค้ดอยู่ที่มุมบนขวาของบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต แต่ไม่พบการเข้ารหัสแบบเดียวกันกับบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ

ที่มาของภาพ : Getty Photos

ที่มาของภาพ : Getty Photos
พรรคการเมืองจ่อร้อง บัตรเลือกตั้งมีรหัสเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ
การปรากฏบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส. ทำให้มีการตั้งข้อสงสัยว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 85 ที่ระบุว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” หรือไม่ และจะทำให้การเลือกตั้ง สส. ในครั้งนี้ถือเป็นโมฆะหรือไม่
สำนักข่าวไทยพีบีเอส รายงานการให้สัมภาษณ์ของ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในวันนี้ (13 ก.พ.) ว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยกำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยหากการลงคะแนนไม่เป็นความลับก็เป็นเรื่องที่ต้องร้องต่อว่าการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ขณะที่พรรคประชาชน เรียกร้องผ่านเพจเฟซบุ๊ก ขอให้ กกต. ชี้แจงและพิสูจน์ให้เห็นว่าคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ ซึ่ง “อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” พร้อมบอกว่านายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมไปยื่นหนังสือต่อ กกต. ขอให้มีการเปิดเผยต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งของหน่วยที่ปรากฏตามกระแสข่าว
รวมคำชี้แจง กกต. ปมรหัสบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง
- ชี้แจงบัตรเลือกตั้งถูกเก็บอย่างปลอดภัย แยกที่เก็บกับต้นขั้วบัตร
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต., ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต., นายกิตติพล พยัคฆเดชาพัน ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ และนายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง แถลงข่าวชี้แจงประเด็นนี้เมื่อ 14.00 น. ที่ผ่านมา
ก่อนจะตอบคำถามสื่อถึงที่มาของบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่าเหตุใด กกต. เห็นว่าการเลือกตั้งยังเป็นไปในทางลับ
เขาอธิบายเมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเดินทางไปยังคูหา ก็ต้องแสดงตัวและลงชื่อในบัญชีรายชื่อพร้อมกับลงรายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง
“ถามว่าในการไปใช้สิทธิในคูหา ใครเห็นท่านบ้างครับ” ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ถามกลับ และยืนยันว่าไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับใคร
“เราเองจะรู้คนเดียวว่าลงคะแนนให้ใคร หรือไม่ลงคะแนนให้ใครอย่างไร ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ เพราะเป็นคูหา” เขากล่าวย้ำ
รองเลขาธิการ กกต. รายนี้ยังหยิบยกกฎหมายขึ้นมาอ้างว่าโหวตเตอร์ไม่มีสิทธิแสดงบัตรเลือกตั้งที่ถูกลงเสียงแล้วให้ผู้อื่นดู เพื่อยืนยันว่าลงเสียงให้กับใคร อย่างไร
นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามไม่ให้ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่กากบาทเลือกพรรคการเมือง หรือผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต หากใครก็ตามที่กระทำตามข้อห้ามทั้งสอง จะถือว่าต้องโทษทางอาญาและอาจถูกเพิกสิทธิถอนเลือกตั้งได้
หลังจากนั้น โหวตเตอร์ก็หย่อนบัตรที่ลงเสียงแล้วลงกล่องด้วยตัวเอง และเมื่อปิดคูหาในเวลา 17.00 น. กระบวนการนับคะแนนเริ่มขึ้น กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (การประปานครหลวง) มีหน้าที่เพียงหยิบบัตรมาขานคะแนน ไม่สามารถรู้ได้ว่าบัตรดังกล่าวเป็นของผู้ใด โดยเขาอ้างว่าเป็นเพราะ “ต้นขั้วบัตรมันไปคนละที่แล้ว”
ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวต่อไปว่าบัตรที่นับคะแนนเสร็จแล้วจะถูกนำไปบรรจุรวมกันในถุงพลาสติกใส แยกออกเป็นถุงบัตรดี บัตรเสีย บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนให้กับผู้ใด ซึ่งแต่ละถุงถูกผนึกด้วยสายรัดหรือเคเบิลไทร์ของ กกต. ไม่มีใครสามารถเปิดได้
ถุงที่บรรจุบัตรต่าง ๆ จะถูกนำใส่ไว้ในหีบบัตรอีกครั้ง ปิดผนึกอีกรอบ พร้อมรัดเคเบิลไทร์ที่มีลายเซ็นเจ้าหน้าที่กำกับไว้ ก่อนถูกส่งไปรวมยังศูนย์รวมคะแนนหรือศูนย์ประสานงานของแต่ละเขตเพื่อนำไปยุบรวมหีบบัตร
“ไม่มีใครสามารถไปเปิดดู กกต. บอกขอดูหน่อยว่ามันมีบัตรของใคร ทำไม่ได้นะครับ ต่อให้เป็น กกต. เองก็ไม่มีอำนาจ จะเปิดได้ในกรณีเดียว คือมีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่เท่านั้นเอง” ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าว
รองเลขาธิการ กกต. ยังเน้นย้ำด้วยว่า หลังการนับคะแนนเสร็จสิ้น บัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรจะถูกแยกเก็บรักษากันคนละที่ ส่วนบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจะถูกส่งต่อไปยังนายทะเบียนท้องถิ่นเพื่อจัดทำประกาศผู้ไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งจะถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง
“ท่านอาจจะตั้งข้อสงสัยว่า แบบนี้เราก็สามารถมารีเช็คได้สิว่าทำไมบัตรนี้มาจากตรงไหน เหมือนที่เป็นข่าว ผมบอกท่านเลย ต่อให้ท่านสแกนออกมา แต่องค์ประกอบที่จะเอามาพิจารณาร่วมกันมันต้องอยู่สามส่วน” เขาอธิบายโดยบอกว่าการจะรู้ที่มาที่ไปของบัตรเลือกตั้งที่กาแล้ว ไม่ได้รู้ได้จากการสแกนจากบัตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเทียบเคียงกับต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย

ที่มาของภาพ : Thai Files Pix
- บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด มีได้ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย
ด้านนายวรพงษ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง กกต. ชี้แจงสาเหตุของการมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส. ว่าสามารถทำได้ตามระเบียบ กกต. ข้อที่ 129 ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งให้อำนาจ กกต. ในการกำหนดให้มีรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง อันเป็นไปเพื่อการรักษาความปลอดภัย
เขายืนยันว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ซึ่งทาง กกต. มีหลายมาตรการสำหรับเรื่องนี้ แต่เป็นความลับที่ไม่อาจเปิดเผยได้
นอกจากเหตุผลนี้ สิ่งนี้ยังเป็น “เครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและบริหารควบคุมโดยเฉพาะในบัตรเลือกตั้งต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม”
เขาชี้แจงต่อว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดใช้สำหรับติดตาม (tracking) จำนวนบัตรที่ถูกจัดพิมพ์ “ไว้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินกว่าจำนวนที่กำหนดหรือไม่”
ในขั้นตอนของการเข้าเล่มหรือจัดรูปเล่ม (packing) บัตรเลือกตั้งต่างๆ “ก็มีการใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดเหล่านี้ สำหรับการตรวจสอบก่อนเข้าเล่ม” โดยบัตรเลือกตั้ง 1 เล่ม มีบัตร 20 ใบ
ดังนั้นคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดจะช่วยให้ กกต. ติดตามได้ว่าบัตรเลือกตั้งแต่ละเล่มมีบัตรหมายเลขอะไรบ้าง ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นไปเพื่อ “ความครบถ้วนถูกต้อง” เวลานำไปใช้ในหน่วยเลือกตั้ง “จะได้ไม่มีปัญหาบัตรเขย่ง”
นายวรพงษ์ยังบอกด้วยว่าคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดช่วยให้ตรวจสอบได้ว่ามีบัตรเลือกตั้งหลุดเล็ดลอดออกไปภายนอกหรือไม่ และหลุดออกไปจากหน่วยเลือกตั้งไหน หลังทางสำนักงาน กกต. แจกจ่ายบัตรเลือกตั้งดังกล่าวให้กับ การประปานครหลวง
นอกจากนี้มันยังมีประโยชน์ในเรื่องการป้องกันการทุจริต หากมีการนำบัตรเลือกตั้งปลอมมาใช้ หรือนำบัตรไปใช้ข้ามเขตข้ามหน่วย “เราก็สามารถใช้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดตัวนี้ที่กำหนดไว้ในการตรวจสอบได้เช่นกัน”
เขายอมรับด้วยว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อสแกนไปแล้ว “จะสามารถระบุได้ถึงตัว ‘เลขที่' ที่อยู่บนบัตรเลือกตั้ง” ดังนั้นรูปบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ แล้วปรากฏว่าสแกนตัวเลขตรงกับต้นขั้วบัตรที่ยังไม่ถูกฉีกออก ก็ทำให้ทาง กกต. สามารถติดตามย้อนกลับได้เช่นกันว่าใครน่าจะเป็นผู้เผยแพร่ภาพดังกล่าว

ที่มาของภาพ : Thai Files Pix
- บัตรประชามติไม่มีโค้ดเพราะแยกโรงพิมพ์
ช่วงหนึ่งเขาถูกผู้สื่อข่าวในห้องแถลงของ กกต. ถามว่า ในเมื่อบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย แล้วเหตุใดบัตรออกเสียงประชามติจึงไม่มีการเข้ารหัสในแบบเดียวกัน ซึ่งนายวรพงษ์ ตอบว่าเป็นเพราะใช้เทคโนโลยีในการพิมพ์ที่แตกต่างกัน โดยทั้งบัตรเลือก สส.แบบแบ่งเขต, แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติ ใช้โรงพิมพ์คนละแห่งกันทั้งหมด
ทว่าเขายืนยันว่าบัตรออกเสียงประชามติสามารถถูก “ติดตาม (tracking) ได้” เช่นกัน แต่ไม่อาจเปิดเผยว่าเป็นลักษณะไหน ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย
- ไม่ตอบชัด ติดตามย้อนกลับไปหาคนตัวคนกาได้หรือไม่
จากนั้นผู้สื่อข่าวในห้องแถลงของ กกต. สอบถามว่าในเมื่อตัวเลขที่สแกนได้จากบัตรสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นขั้วที่ผู้มีสิทธิออกเสียงลงชื่อไว้ได้ แล้วจะถือว่าเป็นการลงเสียงในทางลับได้อย่างไร
นายวรพงษ์ไม่ตอบคำถามดังกล่าว แต่ยืนยันว่า “ถึงแม้สแกนแล้วขึ้นเป็นเลขที่บัตร อย่างที่นำเรียนนะครับว่า แต่ในขั้นตอนการออกเสียงลงคะแนนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้ ว่าเป็นใคร การนับคะแนนก็ไม่รู้” โดยเขายืนยันตามคำชี้แจงของว่าที่ ร.ต.ภาสกร ที่ยืนยันว่ามีการเก็บหลักฐานต่าง ๆ อย่างแน่นหนาและมีผู้รับผิดชอบชัดเจน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสแกนบัตรเลือกตั้งแล้วนำมาเทียบกับต้นขั้ว
จากนั้นนายสุผจญ กลิ่นสุวรรณ ผู้สื่อข่าวจากไทยรัฐออนไลน์ ขอให้ผู้ชี้แจงจาก กกต. ตอบเพียงว่า yes or no (ใช่หรือไม่) เท่านั้น โดยถามว่าไม่ว่าเหตุอะไรก็ตามแต่ หากมีผู้สามารถนำต้นขั้วออกมาได้ และสามารถหาบัตรลงคะแนนมาสแกนแล้วตัวเลขตรงกัน
“เราสามารถบอกได้ว่าคน ๆ นั้น เลือกใคร ใช่หรือไม่ใช่ครับ” ผู้สื่อข่าวถาม
นายวรพงษ์หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามตรง ๆ แต่เล่าย้อนไปว่ากระบวนการเก็บรักษาหีบบัตรหรือต้นขั้วบัตรต่าง ๆ ถูกเก็บไว้รวมกันทั้งเขตเลือกตั้ง หรือถูกเก็บรวมไว้ทั้งจังหวัด ซึ่งมีอยู่หลายร้อยหรือหลายพันหน่วยเลือกตั้ง
“ผมว่าเป็นไปได้ยากมากในการที่จะไปสืบค้น ไปค้นหา ด้วยปริมาณอย่างที่ผมนำเรียน” เขากล่าว
เมื่อถามต่อว่า “เป็นไปได้ยากไม่เท่ากับเป็นไปไม่ได้ ใช่หรือไม่”
นายวรพงษ์พยักหน้าและตอบว่า “เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าคนกระทำก็คือมีเจตนาทุจริตแล้ว” เนื่องจากการเข้าไปเปิดหีบบัตรเลือกตั้งที่ถูกจัดเก็บแล้ว ถือว่ามีความผิดในทางกฎหมาย
กกต. ถูกถามต่อด้วยว่าถ้าเจอก็หมายถึงสามารถจับคู่ต้นขั้วกับบัตรเลือกตั้งได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ กกต. ชี้แจงว่าสรุปแบบนั้นไม่ได้และเน้นย้ำว่าทางสำนักงาน กกต. มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา
บัตร 3 ใบจัดพิมพ์แยกบริษัท – ค่าพิมพ์แพงกว่าเลือกตั้งปี 66
เมื่อสืบค้นข้อมูลการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. และบัตรออกเสียงประชามติ สำหรับการลงคะแนนในปี 2569 จากเว็บไซต์ของสำนักงาน กกต. .พบว่ามีการจัดจ้าง 3 บริษัทแยกพิมพ์บัตรคนละประเภท ซึ่งสำนักงาน กกต. จ้างจัดพิมพ์บัตรประเภทละ 56.1 ล้านฉบับ
โดยบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีการจัดจ้างบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พรินท์ติ้ง จำกัด ซึ่งบริษัทเสนอราคารับจ้างอยู่ที่ 81.3 ล้านบาท

ที่มาของภาพ : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ส่วนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีการจัดจ้างบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทเสนอราคาที่ 67.3 ล้านบาท

ที่มาของภาพ : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ส่วนบัตรออกเสียงประชามติ ผู้ที่รับจัดพิมพ์คือโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง เสนอราคาจัดพิมพ์บัตร 56.1 ล้านบาท

ที่มาของภาพ : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
.ตรวจสอบพบว่า'บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พรินท์ติ้ง จำกัด ยังเคยเป็นผู้ชนะการเสนอราคาจ้างพิมพ์บัตร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เมื่อปี 2566 ด้วย โดยขณะนั้นมีการเสนอราคาที่ 37.7 ล้านบาท สำหรับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 57.2 ล้านฉบับ ต่ำกว่าราคากลางกว่าเท่าตัว
ส่วนการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในปี 2566 ผู้ชนะการเสนอราคาคือ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด โดยเสนอราคา 68.6 ล้านบาท สำหรับการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 57.2 ล้านฉบับ
เมื่อคำนวณรวมค่าจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เฉพาะสำหรับบัตรเลือกตั้ง สส. ทั้งสองปีเปรียบเทียบกัน จะพบว่าในปี 2569 มีการใช้เงินงบประมาณจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 40 ล้านบาท
กลุ่มวีวอทช์ (We Glance) ชี้หลายประเทศมีรหัสบนบัตรเลือกตั้ง
พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการเครือข่ายสังเกตการณ์การเลือกตั้งวีวอทช์ (We Glance) ชี้ว่าการใช้บาร์โค้ดหรือรหัสเฉพาะบนบัตรเลือกตั้งเป็นเรื่องที่หลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสหราชอาณาจักร ต่างก็ใช้ระบบคล้ายกัน และยังคงเป็นข้อถกเถียงสำหรับการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง
เขายกตัวอย่างของประเทศที่เลือกใช้ระบบนี้ อย่างเช่นในสหราชอาณาจักร จะมีระบบการคุ้มครองความลับของบัตรเลือกตั้งอย่างเข้มงวดมาก โดยบัตรที่มีรหัสตัวเลขจะถูกเก็บอย่างเป็นความลับในถุงที่ปิดผนึกแน่นหนา และจะเปิดเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างบัตรและต้นขั้วได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งจากศาลเท่านั้น โดยเคยมีคดีตัวอย่างที่ศาลมีคำสั่งให้เปิดเพื่อพิสูจน์การทุจริต แต่ยังคงรักษากระบวนการลับอย่างเคร่งครัด
แม้ไทยจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่าต้องเก็บเป็นเวลา 2 ปีก่อนทำลาย แต่ผู้อำนวยการเครือข่ายสังเกตการณ์การเลือกตั้ง We Glance ระบุว่า ระบบการกำกับการเข้าถึงข้อมูลยังเป็นเรื่องที่ขึ้นกับอำนาจของ กกต. มากกว่าที่จะกำหนดในกฎหมายชัดเจนเหมือนกับในต่างประเทศ ทำให้ประเด็นความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการความลับยังเป็นข้อกังวลสำคัญ
“ของเรา (ไทย) เก็บบัตรไว้ 2 ปี มันมีระเบียบที่เขียนเรื่องนี้ไว้ แต่ว่ากลไกของมันเป็น (การตัดสินใจ) ภายในของ กกต… แต่ประเทศอื่นมันใส่ไปเลย เป็นกฎหมายเลย แล้วก็บอกว่าต้องศาลสั่ง”
“(กรณีของไทย) หลังจากการเลือกตั้งนะมันเก็บไว้ที่ไหน… มั่นใจยังไงว่าจะไม่มีอะไรไปเอาข้อมูลสองอย่างมาเชื่อมกันภายหลัง”
แม้จะมีเทคโนโลยีการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งพร้อมกับการรักษาความลับขึ้นมาในประเทศอื่น ๆ แต่พงษ์ศักดิ์ชี้ว่า บริบทความเชื่อมั่นในสถาบันการจัดการการเลือกตั้งของแต่ละประเทศ ยังคงเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ารูปแบบใดจะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้สิทธิมากที่สุด
“ท้ายที่สุดแล้ว แล้วมัน (เหตุผลด้านการป้องกันการโกง) จะอยู่เหนือความศักดิ์สิทธิ์ของคำว่าการเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยลับหรือเปล่า… เขาจะอ้างเรื่องไหนก็ตามนะ เรื่องความปลอดภัย… แต่มันต้องไม่อยู่เหนือการลงคะแนนโดยลับ”




































