
‘อภิสิทธิ์' หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์-แคนดิเดตนายกฯ ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ชี้ 5 จุดเสียชีวิต – ทางรอด อาสาพาประเทศปลอดภัยจากทุจริต-เศรษฐกิจ-ความแตกแยกทางการเมือง ลั่น เหลือคนเดียวก็จะพูดให้รัฐบาลที่ขี้โกงล้มได้-กลับมาเที่ยวนี้ตั้งใจที่จะมาชนะ
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ วัน แบงค็อก ฟอรัม พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นปราศรัยว่า ประเทศไทยมาถึงจุดที่มีวิกฤตสารพัด เป็นจุดเสียชีวิตของการพัฒนาประเทศต่อไป
@ 5 จุดเสียชีวิต วิกฤตประเทศ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จุดเสียชีวิตที่หนึ่ง การทุจริตคอร์รัปชั่นและทุนเทา สิ่งนี้กำลังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ นักลงระดับโลกไม่มาลงทุนในไทยเพราะไม่อยากจ่ายเงินใต้โต๊ะ ไม่เป็นธรรม เพราะมีบริษัทที่มีเส้นสายกับผู้มีอำนาจอยู่
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การทุจริตไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่คือการทำลายโอกาสของคนไทยทั้งประเทศและโอกาสเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้รับผลกระทบ ตึกสตง.ถล่ม อุบัติภัย ทุกปัญหามาจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน
“เขา (นักลงทุน) พูดว่า เขาไม่มา เพราะเหมือนกับประเทศเราขี้โกง ผมอายครับ เพราะไม่ใช่นิสัยของคนไทย แค่คนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ขี้โกงและมาทำลายอนาคตและโอกาสของพวกเราและลูกหลานของเราทุกคน”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จุดเสียชีวิตที่สอง เศรษฐกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ จีพีดีไทยโต 1-2 % โตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โตต่ำกว่าในอดีตมาก แต่ยืนยันได้ว่า ศักยภาพของเราสูงกว่านี้แน่นอน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จุดเสียชีวิตที่สาม เศรษฐกิจมีความเหลื่อมล้ำสูง ตัวเลขการถือครองที่ดิน การเป็นเจ้าของเงินฝาก คนหยิบมือเดียวในประเทศครอบครองสินทรัพย์ความมั่งคั่งมากกว่าครึ่ง หรือ 70-80 % ของทั้งประเทศ หมายความว่า มีคนกลุ่มเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงวัย คนพิการ ยิ่งการศึกษาถดถอยในเรื่องคุณภาพ ยิ่งมองไม่เห็นอนาคต
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จุดเสียชีวิตที่สี่ การเมือง ยังมีความพอใจที่จะปลุกเร้าแข่งขันทางการเมืองกันด้วยการสร้างอารมณ์ “เป็นไปได้อย่างไร วันนี้ เราสามารถมีพรรคการเมืองมาชี้หน้าบอกว่า พรรคนี้รักชาติ พรรคนี้ไม่รักชาติ ผมอยากจะบอกคนพูดว่า ถ้ารักชาติจริง ช่วยไปดูปัญหาการทุจริตในส่วนของพรรคท่านก่อน”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่า คนรู้สึกอึดอัด ไปไม่ไหวแล้ว มาเสนอเพียงว่า รื้อให้หมด รื้อด้วยความโกรธ และชวนทุกคนให้มาทำสิ่งนี้ ในการรื้อและสร้างอารมณ์โกรธ มักสร้างกลุ่มผู้ร้ายขึ้นมาว่าเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ถึงเกิดปรากฎการณ์ด้อยค่ากองทัพและสถาบันหลักขึ้นมา และสองฝ่ายทำท่าจะประหัตประหารกัน และบอกกับประชาชนว่าต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง
“ประเทศไทย คนไทยควรจะมีทางเลือกที่ดีกว่านี้”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิกล่าวว่า จุดเสียชีวิตสุดท้าย ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดการปะทะและสู้รบไปที่แล้ว และปีนี้ผวาจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ชายแดนไทย-เมียนมาร์ มีการสู้รบภายใน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในอนาคต ชายแดนใต้ยังไม่สงบ และไม่ใช่เฉพาะชายแดน แต่โลกกำลังอยู่ในภาวะขัดแย้ง สับสนสูง
“คือสภาวะของประเทศในวันนี้ แล้วเราจะมาพูดถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะกำหนดอนาคตของประเทศโดยแข่งขันกันเรื่องเก่าๆ ใครจะแจกเงินมากกว่ากัน ใครจะสามารถปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดอารมณ์ร่วมให้มาเป็นพวกเพื่อไปต่อสู้กับอีกฝ่ายได้มากกว่ากัน นี่คือเหตุผลที่ผมกลับมา เรามีหน้าที่สร้างทางเลือกให้กับประเทศ ถ้าวิกฤตแบบนี้ มันไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด”นายอภิสิทธิ์กล่าว

@ 5 ทางรอด-ปลอดภัย
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในขณะที่พูดถึงปัญหาเหล่านี้ ว่า หนักหน่วง แต่เชื่อเสมอว่า แก้ไขได้ และเป็นสิ่งที่ต่อสู้มาตลอดชีวิต เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ถ้ามีจัดการไม่ละเลย ถึงวันนี้ มั่นใจว่า สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลเดียวที่มองมาตรฐานชัดมาก เพียงแค่มีรัฐมนตรีมีข้อสงสัย เราขอให้ลาออกไปก่อน เป็นสิ่งที่จะรักษาศรัทธาในระบบการเมืองและวางเป็นบรรทัดฐานไว้เพื่อยกระดับเรื่องซื่อสัตย์สุจริต เอาเรื่องส่วนรวมมาก่อนเรื่องส่วนตัว
“ทำไมวันนี้หนึ่งพรรคการเมืองที่ประกาศว่ารักชาติกว่าคนอื่นยังไม่กล้าที่จะประกาศที่จะจัดการกับเรื่องนี้ ทั่วโลกบอกว่าเราจัดการเรื่องนี้ช้ากว่าที่อื่น ทั้งที่การลวงลวงเกิดรอบประเทศเรา และเงินที่ลวงมาได้ก็ไหลเข้ามาฟอกในประเทศเราส่วนใหญ่ ที่ช้ากว่าคนอื่นเพราะกังวล เกรงอกเกรงใจกัน ประชาธิปัตย์จึงประกาศเด็ดขาดว่าไม่เอา อยากจะมีทางรอดที่ปลอดภัยจากการโกงต้องเอาคนที่ยึดถือเรื่องนี้อย่างจริงจังและพร้อมจะพูดความจริงและพร้อมจะต่อสู้ทุกเวที”นายอภิสิทธิกล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จุดเสียชีวิตที่สองเรื่องเศรษฐกิจ วันนี้เศรษฐกิจต้องผ่าตัดใหญ่และมีแผนที่โปร่งใสให้ประชาชนตรวจสอบ การสั่งให้ส่งนโยบายต่อกกต. เป็นกระบวนการที่บอกว่า เวลาไปหาเสียงเป็นนโยบายจริงๆ หรือเปล่า เพราะที่เขียนนโยบายมาสองหน้า แต่เวลาไปปราศรัยภาคใต้พูดโครงการสารพัด ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายที่ส่งกกต. สรุปว่าจะทำหรือไม่ทำ หรือ พูดหรือไม่พูด ไม่เป็นธรรมต่อผู้เลือกตั้ง เช่น โครงการแลนด์บริดจ์
“เรื่องเศรษฐกิจที่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่า จีดีพีจะโต 5 % เป็นไปได้แน่นอน ตั้งต้นให้บ้านเมืองสุจริต มีความเชื่อมั่นกลับมา มองเห็นทิศทางข้างหน้าเศรษฐกิจจะไปทางไหน อุปสรรคอยู่ตรงไหน เข้าไปแก้ไขอย่างเป็นระบบ พร้อมเต็มที่ที่จะทำให้ประเทศไทยรอดปลอดภัยจากความจนและเศรษฐกิจตกต่ำ”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิกล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจมีความเหลื่อมล้ำ กลุ่มเปราะบาง นโยบายส่วนใหญ่ เริ่มจากพรรคประชาธิปัตย์เกือบทั้งสิ้น เรื่องประกันสุขภาพเราต่อยอดเพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลที่ดี มีนโยบายใหม่ เช่น แม่และเด็ก ซ่อมแซมบ้าน สร้างบ้านผู้สูงอายุ เราจะทำให้ประเทศไทยปลอดภัยจากความเหลื่อมล้ำและเปราะบาง
“เรื่องการปลุกเร้าทางการเมือง ถ้าเราจะผูกขาดความรักชาติ เพียงจะทำให้ในที่สุดจะมีคนชังชาติ ชังชาติเพราะชาติถูกเอาไปอ้างโดยคนที่ทำอะไรไม่ดี ไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว อีกฝ่ายที่พูดถึงการรื้อทุกสิ่งทุกอย่าง เอาความไม่พอใจมาแปลงเป็นทุนทางการเมืองเพื่อเพียงจะบอกว่า ต้องเปลี่ยน ต้องรื้อ หรือ ยิ่งกว่านั้นชี้นิ้วไปที่ผู้ร้าย”นายอภิสิทธิกล่าวและว่า
“ผมทำงานการเมืองมา 30 ปี เคยมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายเรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจ 2 ครั้ง ประชาธิปัตย์ไม่เพียงกอบกู้วิกฤตแต่ปรับโครงสร้างด้วยซึ่งไม่ง่าย มีคนได้ประโยชน์ มีคนเสียประโยชน์ แต่ลำพังเพียงแค่การปลุกเร้าให้เกิดความไม่พอใจแล้วบอกว่ารื้อจะไม่ยั่งยืน การปฏิรูป การเปลี่ยนต้องมีศิลปะ การปฏิรูปที่ยั่งยืนต้องดึงคนให้มาเข้าใจและมีส่วนร่วมและยอมรับว่า ต้องเปลี่ยนแปลงแล้วไปด้วยกัน ไม่ใช่มาบอกว่า ฉันเป็นคนเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คนอื่นแก่ โง่ จน”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านสีฟ้าหลังนี้ (พรรคประชาธิปัตย์) คนทุกรุ่นอยู่ด้วยกันทำงานด้วยกันได้ แม้มีความเห็นต่างในบางเรื่อง แม้มีภูมิหลังที่แตกต่างกัน เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย เราทำให้เห็นแล้ว และอาสาที่จะไปทำให้กับประเทศนี้ เป็นทางรอดที่ปลอดภัยจากความแตกแยกและไปคุมเกมความแตกแยก
“ถ้าเราต้องไปทำงานกับพรรคกาเมืองไหน พรรคการเมืองนั้นต้องยอมรับเงื่อนไขนี้ ว่าหยุดเติมเชื้อความแตกแยกเสียที และแสวงจุดร่วมที่มีมากกว่าจุดต่าง แต่กลับขยายความแตกต่างเพื่อให้เรามีพวกและไปต่อสู้ประหัตประหารกัน ประเทศไทยต้องเดินต่อ ก้าวข้ามตรงนี้ให้ได้ ประชาธิปัตย์อาสา”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องกัมพูชา สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จบได้ภายใน 12 วัน ไม่มีปัญหาอะไร ก่อนหน้านั้น นายกฯฮุนเซน พูดถึงนายกฯคนไหนไปรุกราน นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
“ตอนนี้คำว่าประสบการณ์สำหรับบางคนถูกนำมาเป็นจุดอ่อน ประสบการณ์แปลว่าสิ่งที่นำมาสู่ความล้มเหลวทั้งหมด ไม่ใช่ ต้องไปดูประวัติศาสตร์ ว่า ผมทำอะไรไปบ้าง เพราะฉะนั้นไม่ต้องตั้งข้อสงสัย ว่าจะรับมือกับปัญหาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้หรือไม่อย่างไร จะเจรจากับมหาอำนาจอย่างไร เพราะนับวันโจทย์ยากขึ้น ทางรอดจากภัยคุกคามจากภัยนอก 5 จุดเสียชีวิต ปิดได้หมดด้วยประชาธิปัตย์ที่เป็นทางรอดที่ปลอดภัย”นายอภิสิทธิ์กล่าว
@ เที่ยวนี้ตั้งใจที่จะชนะ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องเลือกประชาธิปัตย์ เพราะกำลังต้องมีพอเพื่อจะทำให้เราเป็นผู้คุมเกม วันที่ 8 ก.พ.นี้ อนาคตประเทศไทยจะไปทางไหน จะเดินไปสู่จุดเสียชีวิตการพัฒนาหรือจะมาทางรอดที่ปลอดภัยอยู่ที่คนไทยทุกคน
“ต่อให้ผมแพ้ครั้งนี้ ผมก็ยังอยู่ (ไม่ลาออก) เป็นฝ่ายค้านในสภา จัดการกับทุกคนที่โกง ที่เอาเปรียบบ้านเมือง เหลือคนเดียวก็จะพูดให้รัฐบาลที่ขี้โกงล้มได้ เพราะเที่ยวนี้ไม่ตั้งใจแพ้ เที่ยวนี้ตั้งใจมีกำลังที่จะชนะ”นายอภิสิทธิ์กล่าว













