
ปัจจัยใดบ้างทำให้ไทยกลายเป็นประเทศทางผ่าน ในการขนส่งเฮโรอีนไปทั่วโลก

ที่มาของภาพ : Anusak Laowilas/NurPhoto by design of Getty Photos
- Creator, วศินี พบูประภาพ
- Position, ผู้สื่อข่าว.
- Printed
- เวลาอ่าน: 8 นาที
วันที่ 29 มิ.ย. 2569 สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (Australian Federal Police – AFP) และสำนักงานพิทักษ์เขตแดนแห่งออสเตรเลีย (Australian Border Force – ABF) เผยแพร่ข่าวการจับกุมลูกเรือชาวไทยรายหนึ่ง ฐานลักลอบนำเข้าเฮโรอีนน้ำหนักราว 1 กิโลกรัม ที่ท่าอากาศยานเมลเบิร์น รัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย
อย่างไรก็ดี การจับกุมครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบความพยายามลักลอบนำเข้าเฮโรอีนจากประเทศไทยเข้าสู่ออสเตรเลีย
ก่อนหน้านี้เว็บไซต์ของทั้ง ABF และ AFP รายงานการจับกุมเฮโรอีนที่มีต้นทางมาจากประเทศไทยอย่างน้อย 3 ครั้ง เช่น ในเดือน ม.ค. 2569 ชายชาวออสเตรเลียจากรัฐวิคตอเรีย 3 ราย ถูกจับกุมหลังถูกกล่าวหาว่าลักลอบนำเฮโรอีนและยาไอซ์รวมกว่า 42 กก. จากไทย ในเดือนเดียวกัน ชายชาวออสเตรเลียวัย 26 ปีจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ถูกตั้งข้อหานำเข้าเฮโรอีนราว 20 กก. และในเดือน เม.ย. 2569 ชาย 3 รายซึ่งไม่ระบุสัญชาติ ถูกตั้งข้อหานำเข้าเฮโรอีนซุกในกระเป๋ารวมกว่า 14 กก.
ทั้งสามกรณีถูกตรวจพบที่ท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์คิงส์ฟอร์ด สมิท นครซิดนีย์ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย โดนล้วนเดินทางมาจากประเทศไทย
นอกจากออสเตรเลียแล้ว ยังพบการลักลอบขนเฮโรอีนจากไทยไปยังปลายทางอีกหลายประเทศ เช่น เดือน ต.ค. 2568 ศุลกากรฮ่องกงจับกุมผู้โดยสารหญิงไม่ระบุสัญชาติพร้อมเฮโรอีนราว 4 กก. ที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง โดยเดินทางไปจากจังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่สำนักข่าว PTS Data ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะของไต้หวัน รายงานว่าเจ้าหน้าที่สกัดจับหญิงไทย 2 ราย ฐานลักลอบนำเข้าเฮโรอีนปริมาณ 664 กรัม ณ สนามบินเกาสงทางใต้ของไต้หวัน เมื่อเดือน ก.ย. 2568
.สำรวจปรากฏการณ์การลักลอบลำเลียงเฮโรอีนผ่านประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้น ว่าเกิดจากปัจจัยเบื้องหลังอะไร รวมถึงความท้าทายของไทยในการรับมือการขยายตัวของยาเสพติดในประเทศครั้งนี้
เฮโรอีนในไทย ปัญหาที่กำลังขยายตัว
เฮโรอีน (heroin) เป็นยาเสพติดชนิดร้ายแรง อยู่ในกลุ่มสารโอปิออยด์ (opioids) ซึ่งถูกแปรรูปและสกัดต่อยอดมาจาก “ยางฝิ่นดิบ”
ในประเทศไทย เฮโรอีนจัดเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง) ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด และมีบทลงโทษรุนแรงที่สุด ทั้งในฐานะผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก และครอบครอง
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed studyingได้รับความนิยมสูงสุดQuit of ได้รับความนิยมสูงสุด
ในระดับโลก สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) จัดให้เฮโรอีนและยาในกลุ่มโอปิออยด์ เป็นกลุ่มสารเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อชีวิตมนุษย์ โดยรายงานยาเสพติดโลกปี 2569 ของ UNODC ระบุว่าสารกลุ่มนี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเกือบ 3 ใน 4 ของผู้เสียชีวิตจากยาเสพติดทั่วโลก
ทั้งนี้ ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา มีการจับกุมและยึดเฮโรอีนในไทยได้ปีละหลายร้อยถึงหลายพันกิโลกรัม เช่นในปี 2558-2559 มีการจับกุมตรวจยึดเฮโรอีนในไทยได้ไม่ถึง 200 กก. ส่วนในปี 2564 ตรวจยึดได้มากกว่า 4,500 กก. ตามรายงานประจำปีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

ที่มาของภาพ : SOPA Photos/LightRocket by design of Getty Photos
นอกจากนี้ รายงานประจำปีของกรมศุลกากรยังระบุด้วยว่า เฮโรอีนมีแนวโน้มเพิ่มบทบาทขึ้นในกลุ่มสินค้าลักลอบส่งออกที่ถูกจับกุม
ย้อนไปในปี 2561 มีการจับกุมการลักลอบเตรียมส่งออกเฮโรอีนออกจากประเทศไทยคิดเป็นอันดับ 7 เมื่อเทียบกับสินค้าลักลอบส่งออกประเภทอื่น ๆ โดยมีมูลค่าเพียง 1.15 ล้านบาท หลังจากนั้นไม่ปรากฏเฮโรอีนในรายงานประจำปีของกรมศุลกากร จนกระทั่งในปี 2564 ที่มีการจับกุมเฮโรอีนมูลค่ากว่า 943.89 ล้านบาท
นับจากนั้น เฮโรอีนได้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าเพื่อการส่งออกที่ถูกจับกุมมากที่สุด โดยในปี 2565 ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 3
เมียนมา ผู้ผลิตฝิ่นอันดับหนึ่งของโลก
ปริมาณเฮโรอีนที่พบในไทยมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ปลูกฝิ่นซึ่งเป็นสารตั้งต้นของเฮโรอีนอย่างมีนัยสำคัญ
ในอดีต การผลิตฝิ่นส่วนใหญ่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมารายงานยาเสพติดโลกปี 2569 ของ UNODC ระบุว่าเมียนมาได้กลายเป็นผู้ผลิตฝิ่นผิดกฎหมายรายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน
ผศ.ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง นักวิชาการด้านชายแดนและความมั่นคงของมนุษย์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายกับ.ว่า การขยายตัวของการปลูกฝิ่นในเมียนมามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเหตุรัฐประหารในปี 2564 ซึ่งทำให้เกิดความไม่สงบภายในประเทศ และผลักดันให้กองกำลังต่าง ๆ แสวงหาแหล่งรายได้เพื่อสนับสนุนการสู้รบของตน
“มันเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจความขัดแย้ง (battle economic system)… ยาเสพติดเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกนำมาปลูกและผลิตเพื่อหารายได้ไปสู่กลไกการซื้ออาวุธ” ผศ.ดร.ภาณุภัทร

ที่มาของภาพ : AFP by design of Getty Photos
รายงานการสำรวจฝิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2566 (Southeast Asia Opium Glance 2023) ของ UNODC ประเมินว่าปี 2566 พื้นที่ปลูกฝิ่นในเมียนมาเพิ่มขึ้น 18% ภายในปีเดียวเมื่อเทียบกับปี 2565 นับเป็นการเพิ่มในระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2544
ทั้งนี้ รัฐฉานยังคงเป็นพื้นที่ผลิตหลัก โดยครองสัดส่วนการผลิตฝิ่นถึง 83% ของทั้งประเทศ ตามมาด้วยรัฐคะฉิ่นที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
รายงานเดียวกันยังประเมินด้วยว่า มูลค่ารวมของตลาดยาเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ในเมียนมาในปี 2566 มีมูลค่าสูงถึง 1-2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 2-4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของเมียนมาในปี 2565
แม้ ผศ.ดร.ภาณุภัทร
การลำเลียงเฮโรอีนสู่ไทย
พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร อธิบายกับ.ว่า ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ทำให้ไทยมีสถานะเป็นทางผ่านของยาเสพติดประเภทเฮโรอีนโดยธรรมชาติ
“เราอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตยาเสพติดใหญ่ที่สุดของโลก ก็คือตรงสามเหลี่ยมทองคำ ขบวนการค้ายาเสพติดก็ใช้บ้านเราเป็นฐานในการขนถ่ายและขนส่ง” อธิบดีกรมศุลกากรกล่าว
ด้าน ผศ.ดร.ภาณุภัทร ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เนลสัน แมนเดลา เพื่อการแก้ไขความขัดแย้ง การป้องกันความรุนแรง และความมั่นคงของมนุษย์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย ระบุด้วยว่า ความเสี่ยงด้านยาเสพติดของไทยในปัจจุบันเกิดจากการถูกโอบล้อมด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ระเบียงอาชญากรรม” (crime hall)
เขาอธิบายว่า ระเบียงอาชญากรรมคือพื้นที่บริเวณรอบพรมแดนไทยที่เป็นฐานของเครือข่ายอาชญากรรม เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีสถานะเป็นพื้นที่ไร้กฎหมาย พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงยาเสพติด อีกทั้งยังเกิดการใช้ยาเสพติดภายในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความต้องการบริโภคหล่อเลี้ยงกันในชุมชน ขณะเดียวกันปัจจัยทางภูมิศาสตร์ยังเอื้อให้สามารถลำเลียงสิ่งผิดกฎหมายเข้าสู่ไทยและกระจายต่อได้รวดเร็ว ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงในการเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับในอดีตที่ยังไม่มีฐานเครือข่ายลักษณะนี้
“ส่วนหนึ่งที่สำคัญในเรื่องของยาเสพติดคือ ยาเสพติดไม่ได้อาศัยแค่ทางผ่านอย่างเดียว แต่มันต้องมีจุดฮับที่เป็นฮอตสปอต ที่จะกระจายสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้” ผศ.ดร.ภาณุภัทร กล่าว

ที่มาของภาพ : Dario Pignatelli/Bloomberg by design of Getty Photos
ความเห็นของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์สอดสอดคล้องกับมุมมองของอธิบดีกรมศุลกากร ที่ระบุว่า
แม้โดยหลักการจะมีการตรวจสอบสินค้าส่งออกอย่างเข้มงวด แต่อธิบดีกรมศุลกากรชี้ว่าในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ยังคงเผชิญข้อจำกัด เนื่องจากนโยบายหลักของประเทศไทยให้ความสำคัญกับการส่งออกและการท่องเที่ยว
“ถ้าเราตรวจเข้มมาก ๆ การส่งออกของเราก็จะติดปัญหา นักท่องเที่ยวก็จะไม่พอใจ สมมติเราเอาสุนัขไปดมนักท่องเที่ยวเยอะ ๆ เขาก็อาจจะไม่ชอบ ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าเองหากเราเอ็กซเรย์เปิดตรวจทุกตู้ มันก็ทำให้ส่งออกของเราติดขัด” นายพันธ์ทอง กล่าวกับ.
ข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่า ระหว่างเดือน ต.ค. 2568 ถึงกลางเดือน มิ.ย.2569 กรมศุลกากรดำเนินการจับกุมคดียาเสพติด 209 คดี โดยเฮโรอีนเป็นยาเสพติดที่ถูกจับกุมมากเป็นอันดับสองรองจากยาไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน)
ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการจับกุมเฮโรอีนรวม 217 กิโลกรัม จาก 28 คดี โดยอธิบดีกรมศุลกากรเผยว่า “แทบจะมีการจับกุมได้ในทุกสัปดาห์”
อธิบดีกรมศุลกากรยังระบุด้วยว่า ไทยมีสถานะเป็นประเทศทางผ่านเพื่อการส่งออกยาเสพติดประเภทนี้มากกว่าการนำเข้า โดยมักตรวจพบการลักลอบนำเข้าเฮโรอีนบริเวณชายแดนภาคเหนือ ส่วนประเทศปลายทางสำคัญ ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ขึ้นอยู่กับความต้องการบริโภคในแต่ละประเทศ
การปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบขนส่ง
ในภาพรวมระดับสากล องค์การศุลกากรโลก (World Customs Group – WCO) ระบุในรายงานการค้าผิดกฎหมาย ประจำปี 2567 (Illicit Replace Document 2024) ว่า รูปแบบการลักลอบขนส่งยาเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ของเครือข่ายอาชญากรรมมีการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
รายงานดังกล่าวชี้ว่าการซุกซ่อนยาเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ผ่านทางไปรษณีย์เป็นวิธีที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33 ของจำนวนการจับกุมยาเสพติดทั้งหมดในกลุ่มนี้ทั่วโลก
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยอธิบดีกรมศุลกากรระบุกับ.ว่า ขบวนการค้ายาเสพติดหันมาใช้ช่องทางพัสดุไปรษณีย์และการขนส่งด่วน (converse cargo) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยนี่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
“เพราะว่าความเสี่ยงมันต่ำ คือมันไม่ต้องถูกจับติดคุก ส่งเมล (ไปรษณีย์) หาตัวไม่เจอ จับได้ก็คือถูกยึดของ แต่มันไม่เสี่ยงในการที่มีคนขนต้องไปเสี่ยงติดคุก ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง” นายพันธ์ทอง อธิบายกับ.

ที่มาของภาพ : กรมศุลกากร
สถิติของศุลกากรไทยระบุว่า คดียาเสพติด 209 คดีของกรมศุลกากรตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 เป็นต้นมาชี้ว่า มีการจับกุมผ่านช่องทางพัสดุไปรษณีย์สูงที่สุดถึง 140 คดี รองลงมาคือการลักลอบผ่านผู้โดยสารทางอากาศที่มีอยู่ 25 คดี
สำหรับกรณีสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียและสำนักงานพิทักษ์เขตแดนออสเตรเลีย จับกุมลูกเรือชาวไทย โดยศุลกากรของไทยตรวจไม่พบเฮโรอีนนั้น อธิบดีกรมศุลกากรมองว่าเป็นช่องว่างที่เกิดขึ้น แม้มีการประเมินตามมาตรฐานสากล
“ตามมาตรฐานสากลที่ศุลกากรทั่วโลกทำกันคือ probability profile (รูปแบบความเสี่ยง) ของลูกเรือมันไม่แมตช์ (เหมาะสม) ที่จะขนยา กลุ่มขบวนการแก๊งค้ายาก็ใช้ช่องว่างตัวนี้ ก็เลยใช้ลูกเรือในการขนยา” อธิบดีกรมศุลกากรระบุ
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าเมื่อหน่วยงานศุลกากรทั่วโลกตระหนักถึงช่องโหว่ดังกล่าว อาจนำไปสู่การปรับแนวทางการประเมินความเสี่ยง และเพิ่มมาตรการเพื่อป้องกันการลักลอบในลักษณะนี้มากยิ่งขึ้นในอนาคต
ต้องจัดการปัญหาแบบบูรณาการ
ในมุมมองของ ผศ.ดร.ภาณุภัทร ประเทศไทยถือว่ามีสถานะเป็น “แนวพรมแดนด่านสุดท้าย” (the final be aware frontier) ในการเผชิญหน้ากับอาชญากรรมข้ามชาติ
เขามองว่าการวิเคราะห์ปัญหาผ่านมิติของยาเสพติดเพียงอย่างเดียวอาจจำกัดเกินไป เนื่องจากตลาดยาเสพติดเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของ “ระบบนิเวศอาชญากรรม” (criminal ecosystem) ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ การลักลอบค้าอาวุธ และเศรษฐกิจความขัดแย้ง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเสนอว่าภาครัฐจำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไกของระบบนิเวศอาชญากรรมอย่างลึกซึ้ง และดำเนินการบริหารจัดการปัญหาแบบบูรณาการ
เขายกตัวอย่าง การจัดตั้งศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) โดยระบุว่า ควรใช้แนวทางการทำงานแบบรวมศูนย์ที่สามารถบูรณาการประเด็นอาชญากรรมหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน
“ไม่ใช่แค่มอนิเตอร์เรื่องยาเสพติดอย่างเดียว ยาเสพติดมันแค่ส่วนหนึ่ง แต่มันมีเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องมอนิเตอร์พร้อม ๆ กัน… ให้เห็นทั้งหมดว่าในพื้นที่ชายแดนของเรามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง” ผศ.ดร.ภาณุภัทร แสดงความเห็น
นอกจากนี้ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ผู้นี้ยังเสนอด้วยว่า ภาครัฐควรยกระดับความสามารถด้านข่าวกรองและข้อมูลเชิงลึก โดยเฉพาะข้อมูลเครือข่ายที่ปฏิบัติการอยู่ในประเทศลาวและกัมพูชา ซึ่งไทยอาจยังมีข้อมูลการเฝ้าระวังเชิงลึกไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับทางฝั่งเมียนมา
“สถานการณ์แบบนี้ถือว่าหนักสำหรับบ้านเรา หากไม่มีมาตรการรับมืออย่างจริงจังมันก็มาเรื่อย ๆ แล้วมันเชื่อมกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เราไม่รู้ว่าทุกวันนี้คือตัวแสดงไหนเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ท้ายที่สุดมันอาจจะไปเป็นส่วนหนึ่งของ geopolitics game (ภูมิรัฐศาสตร์) ในภาพใหญ่ก็ได้”













