
‘ไอติม-พริษฐ์' สส.พรรคประชาชน จับพิรุธจัดซื้อจัดจ้าง เมกะโปรเจกต์ ‘แพลตฟอร์มการเรียนรู้' 2.6 หมื่นล้าน ชี้ มหกรรมรวมญาติพลัส กินรวบทุกเมกะโปรเจกต์ กลุ่มทุนเครือข่ายเดียวกัน-ญาติกันไม่ใช่โดยสายเลืoด แต่โดยเส้นเงิน
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พ.ศ. …. วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-1 ก.ค.69 เป็นวันที่สอง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า ปัจจุบันนี้ โครงการของรัฐที่มีมูลค่างบประมาณจำนวนมากรวมไปถึงโครงการที่เกี่ยวกับดิจิทัล ซึ่งที่จะอภิปรายคือโครงการดิจิทัลขอเรียกว่า อภิมหาโครงการ หรือ เมกะโปรเจกต์ แพลตฟอร์มการเรียนรู้มูลค่าหมื่นล้านบาท
“เมกะโปรเจกต์นี้ถูกริเริ่ม ผลักกันดันตั้งแต่สมัยพรรคภูมิใจไทยบริหารกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอว. อย่างน้อยประกอบด้วย 4 โครงการ มูลค่ารวม 26,262 ล้านบาท ซึ่งยังปรากฎอยู่ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 70”นายพริษฐ์กล่าว

1. โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา งบประมาณราว 17,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนสำหรับเด็กนักเรียนประถมและมัธยม รวมถึงงบประมาณในการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียน ม.ปลาย 500,000 คนขึ้นไป
2. โครงการแฟ้มสะสมทักษะ (Capability/Credit rating Portfolio) ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นการสร้างอีกแพลตฟอร์มหนึ่งให้กับนักเรียนในระดับประถมและมัธยม ใช้งบประมาณราว 3,000 ล้านบาท เน้นเรื่องของการแนะแนวและสะสมหน่วยกิต
3. โครงการ Capability/Credit rating Portfolio ในส่วนของกระทรวง อว. สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาอย่างน้อย 1.6 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท
4. โครงการระบบคลังหน่วยกิตกลาง ของกระทรวง อว. ใช้งบประมาณรวมกันกว่า 300 ล้านบาท พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับนักศึกษาที่ต้องการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างสถาบันการศึกษาหรือระหว่างระบบการศึกษา
@ กินรวบทุกโครงการในเมกะโปรเจกต์นี้แบบเบ็ดเสร็จ
นายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่ว่านโยบายจะมีความสับสน กลับไปกลับมา ไร้ทิศทางขนาดไหน แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องความไม่ชัดเจนของนโยบาย แต่อาจจะเป็นความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจ้างที่ผ่านมาจนทำให้เกิดคำถามในใจว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ เพราะเมื่อไปดูร่างขอบเขตของงาน (TOR) ของทุกโครงการที่เป็นองค์ประกอบของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ แทบจะทุกฉบับมีข้อพิรุธให้ชวนสงสัยทั้งนั้น
“แม้ว่าข้อพิรุธของทีโออาร์ดังกล่าวอาจจะทำให้เรามีข้อสงสัยมากขึ้น ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ แต่หากไปวิเคราะห์รายชื่อบริษัทที่มามีส่วนเกี่ยวข้องกับเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ก็อาจพบคำตอบ”นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวว่า หากนำองค์ประกอบของทั้ง 4 โครงการมาพิจารณาบวกกับโครงการ Th-Ai passport จะค้นพบว่ามีทั้งหมด 12 โครงการย่อยหรือ 12 สัญญาที่ต้องใช้การจัดซื้อจัดจ้าง โดยมี 10 โครงการย่อยที่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว อีก 2 โครงการย่อยยังไม่ได้มีการประกวดราคา
นายพริษฐ์กล่าวว่า ข้อค้นพบแรก เมื่อไปดูว่ามีบริษัทอะไรบ้างที่มีส่วนร่วมกับ 12 สัญญา จะเห็นว่ามีอยู่ทั้งสิ้น 23 บริษัท โดยบริษัท A ชนะการประกวดไปถึง 5 จาก 10 โครงการ ที่น่าสนใจคือแม้บริษัท A จะถูกก่อตั้งตั้งแต่ปี 2560 แต่ก็เป็นบริษัทที่เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้พอดี หลังจากปี 2567 เป็นต้นมา บริษัท A ได้มีการเปลี่ยนชื่อ ทยอยเพิ่มทุนจดทะเบียนถึง 25 เท่า จนมีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 40 เท่า เมื่อเทียบกับก่อนปี 2567 ซึ่งสามารถอนุมานได้ว่ามาจากโครงการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าบริษัท A นี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้เป็นการเฉพาะหรือไม่
ข้อค้นพบที่สอง เมื่อเจาะลึกลงไปก็จะพบว่าบริษัท A เป็นการจับมือกันระหว่างเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท I และบริษัท J ซึ่งบริษัท A มีที่ทำการเป็นอาคารเดียวกันกับบริษัท J
ข้อค้นพบที่สาม เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทอื่นที่ได้รับสัญญาใน 12 โครงการย่อยนี้ จะพบว่าไม่ได้มีแค่บริษัท A ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท I และ J แต่ยังมีบริษัท B และ G ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ด้วยเช่นกัน โดยมีบริษัท I เป็นผู้ถือหุ้นสำคัญใหญ่ในสองบริษัทดังกล่าว
“โดยสรุปจากการวิเคราะห์โครงสร้างผู้ถือหุ้นค้นพบว่า มีถึง 5 บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัท I และบริษัท J หรือพูดได้ว่าอยู่ในอาณาจักรเดียวกัน สิ่งที่น่ากังวลคือเครือข่ายและอาณาจักรนี้สามารถกินรวบทุกโครงการในเมกะโปรเจกต์นี้แบบเบ็ดเสร็จ”นายพริษฐ์กล่าว
@ กลุ่มทุนเครือข่ายเดียวกัน-ญาติโดยเส้นเงิน
นายพริษฐ์กล่าวว่า นอกจากผู้ชนะโครงการจะวนเวียนอยู่ในอาณาจักรเดียวกันแล้ว แม้กระทั่งบริษัทที่มาเป็นคู่เทียบร่วมประเมินราคากลางก็วนเวียนอยู่ในบริษัทกลุ่มเดิมเช่นกัน เช่น บริษัท D ที่โด่งดังจากการทำตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติและยังไม่พบว่ามีประสบการณ์ในการทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ก็ยังเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ 4 โครงการในเมกะโปรเจกต์นี้
“อภิมหาโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้นี้จึงเปรียบเสมือนมหกรรมรวมญาติพลัส ระหว่างกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน เป็นญาติกัน ไม่ใช่โดยสายเลืoด แต่โดยเส้นเงิน บวกกับเพื่อนบ้านคนคุ้นเคยที่มาร่วมวงอยู่เป็นประจำ ทั้งหมดจึงกลับมาสู่คำถามที่ตนตั้งไว้ตอนต้นว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ ถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อใคร เพื่อเพิ่มทักษะและรายได้ให้ประชาชน หรือถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มโครงการรัฐและกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม”นายพริษฐ์กล่าวและว่า
“หากเป้าหมายที่แท้จริงคือการเพิ่มกำไรให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ก็ไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมถึงมีหลายโครงการที่มีความซ้ำซ้อนกันในเมกะโปรเจกต์นี้ เพราะไม่ว่าโครงการ Capability/Credit rating Portfolio ของ สพฐ. จะไปซ้ำซ้อนกับ NDLP ที่ลงทุนไปแล้วหลักพันล้านบาทแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะว่ายิ่งเพิ่มโครงการ ยิ่งเพิ่มแพลตฟอร์มได้ ก็ยิ่งเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม จึงไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างถึงดูเหมือนเต็มไปด้วยกลเม็ดในการทำให้กลุ่มทุนบางกลุ่มได้เปรียบ”นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวว่า หากรัฐบาลยืนยันต้องการให้สภาอนุมัติงบประมาณหลักหมื่นล้านบาทเพื่อเดินหน้าเมกะโปรเจกต์นี้ รัฐบาลต้องให้ความชัดเจนกับสภาแห่งนี้ทั้งเรื่องทิศทางของนโยบาย และมาตรการในการรับประกันความโปร่งใสในการดำเนินการ สิ่งที่บุคคลในรัฐบาลหลายคนมักอ้างถึงโครงการ Capability Future ของสิงคโปร์ แต่ผู้บริหารโครงการ Capability Future ของสิงคโปร์ และได้รับข้อมูลว่า ตอนเริ่มโครงการดังกล่าวปัญหาหนึ่งที่เจอเยอะมากในช่วงแรกคือปัญหาการทุจริต
“อาจจะไม่ใช่เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เป็นการทุจริตในรูปแบบการทำคอร์สทิพย์ คอร์สลวง เพื่อหวังยักยอกเอาเงินจากโครงการ ขนาดสิงคโปร์ที่มีคะแนนความโปร่งใสเป็นอันดับ 3 ของโลกยังกังวลใจและเผชิญกับปัญหาเรื่องการทุจริต แล้วประเทศไทยที่มีคะแนนความโปร่งใสอันดับ 110 กว่าของโลกต้องกังวลกับเรื่องการทุจริตแค่ไหน”นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวว่า แม้รัฐมนตรีคนใหม่ของทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. คงจะได้เห็นข้อพิรุธนี้เช่นกัน ถึงได้สั่งให้มีการทบทวน TOR บางส่วนไปแล้ว แต่ทำเท่านั้นยังไม่พอ สิ่งที่ทั้งสองรัฐมนตรีต้องทำคือการตรวจสอบโครงการนี้ย้อนหลังอย่างเข้มข้น และติดตามโครงการนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด แม้จะต้องขัดใจเพื่อนต่างพรรคในรัฐบาลเดียวกันก็ตาม เพื่อป้องกันให้เงินภาษีของประชาชนหลักหมื่นล้านบาทถูกขโมยไปช่วยคนรวยไม่กี่คน โดยเอาวาระเรื่องการยกระดับทักษะประชาชนมาบังหน้า














