
รวมภาวะอาการแพ้ที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ด้วยกัน จากแพ้กลิ่นกาย สู่แพ้น้ำอสุจิ มีอาการเป็นเช่นไร ?

ที่มาของภาพ : Getty Photos
Article Details
-
- Author, คริสติน โร
- Role, บีบีซีฟิวเจอร์
เมาราเชื่อว่าถุงยางอนามัยช่วยชีวิตเธอเอาไว้
ตอนนี้เธออายุ 43 ปี และใช้ชีวิตอยู่ในรัฐโอไฮโอของสหรัฐอเมริกา เมาราเล่าว่าเธอเริ่มเจอปัญหาที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาในช่วงที่เธออายุได้ 20 กว่าปี “ฉันสังเกตเห็นได้ว่าอวัยวะเพศของฉันจะรู้สึกแสบร้อน หลังจาก ไม่ได้ป้องกันตอน มีเพศสัมพันธ์” เธอย้อนเล่า
เมารา (ซึ่งเราใช้นามสมมติเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของเธอ) ไม่รู้สึกสบายใจที่จะบอกเรื่องนี้กับแฟน เธอจึงรอจนเขาผละออกไป จากนั้นจึงล้างตัวเองจนสะอาด เธอลองเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนตัวที่เธอใช้ ตั้งแต่สบู่ไปจนถึงสารหล่อลื่น แต่ปัญหาก็มีแต่จะแย่ลงและขยายวงไปถึงอาการบวมและแดง และมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเธอสัมผัสกับน้ำอสุจิเท่านั้น
สุดท้ายเธอก็เลิกกับผู้ชายคนนั้น และเริ่มคุยกับคนที่ยอมใช้ถุงยางอนามัย “มันไม่มีปัญหาเลยจนกระทั่งคืนหนึ่งขณะที่เรานอนอยู่บนเตียงหลังจากเสร็จภารกิจ อยู่ดี ๆ ลิ้นของฉันก็เริ่มบวม” เมาราเล่า “คู่นอนของฉันเห็นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เขาร้องเสียงดังขึ้นว่า ‘คุณกำลังจะขาดอากาศหายใจ' และคว้ายาพ่นสูด… เขายัดยาพ่นเข้ามาในมุมปากของฉันได้ และเข้าก็เริ่มกดพ่นยา ตอนนั้นฉันยังคงหายได้แรงพอที่จะดึงยาเข้าไปในปอดของฉัน”
ปกติแล้ว เมารา ก็มีอาการหอบหืดและอาการแพ้สิ่งต่าง ๆ จำนวนหนึ่งอยู่แล้ว คาดว่าขณะนั้นถุงยางน่าจะรั่ว ตอนนี้เธอและแฟนที่คบกันมานานของเธอยิ่งระมัดระวังมากขึ้นในการใช้ถุงยางอนามัย เธอไม่เคยรู้ว่าก่อนว่ามันเป็นไปได้ที่จะมีอาการแพ้น้ำอสุจิจนกระทั่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด
Discontinuance of ได้รับความนิยมสูงสุด
แม้ว่ามันจะเป็นอาการที่หาได้ยากมาก แต่ก็มีบางคนที่ทุกข์ทนกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรงต่อร่างกายของคนอื่น ภาวะที่มักจะถูกเข้าใจผิดเหล่านี้อาจส่งผลกระทบไม่เพียงต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการงาน ความสัมพันธ์ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวไปมาของใครบางคนบนโลก แต่ปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรเป็นสาเหตุ ยังคงเป็นปริศนาใหญ่
ปฏิกิริยาเหล่านี้นับเป็นอาการแพ้จริงหรือไม่ หรือเป็นอะไรอย่างอื่น เมื่อนักวิทยาศาสตร์เริ่มจะรวบรวมเบาะแสบางอย่างได้แล้ว การตอบสนองอันแปลกประหลาดเหล่านี้กำลังเปิดเผยเบื้องลึกถึงเคมีในร่างกายของเรา และลักษณะเฉพาะของระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์
ต้นตอจากผิวหนัง
บ่อยครั้งที่ความไวต่อการสัมผัสร่างกายคนอื่นเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอกที่สัมผัสกับร่างกายนั้น ยกตัวอย่างเช่น บนผิวหนังอาจมีน้ำหอมสังเคราะห์ เช่น ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย หรือ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ใช้หลังโกนหนวด นอกจากนี้ยังพบว่า มีน้ำหอมกว่า 150 ชนิดที่เชื่อมโยงกับอาการแพ้จากการสัมผัส
สิ่งกระตุ้นอาการแพ้ไม่ได้แสดงออกชัดเจนเสมอไป หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งที่มีภาวะ “แมสต์เซลล์ แอคทิเวชัน ซินโดรม” (mast cell activation syndrome) ซึ่งหมายถึงภาวะที่การทำงานของเซลล์ต้านการติดเชื้อเริ่มจะผิดปกติ พัฒนาจนกลายเป็นการเกิดปฏิกิริยาแพ้กลิ่นสามีของเธอเองทำให้ร่างกายอ่อนแอ
ซาบีน อัลทริชเตอร์ แพทย์ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเคปเลอร์ในออสเตรีย กล่าวว่า แม้การเชื่อมโยงนี้จะยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ผู้ป่วยบางคนที่มีภาวะเซลล์แมสต์ทำงานผิดปกติสงสัยว่าพวกเขาน่าจะไวต่อกลิ่นตัวตามธรรมชาติหรือสารเคมีที่ปล่อยออกมาจากผิวหนังของผู้อื่น
ผิวหนังปล่อยสารประกอบหลายชนิดที่มีส่วนทำให้เกิดกลิ่นตัว ก๊าซจากผิวหนังเหล่านี้อาจรวมถึงเคมีเช่น โทลูอีน (toluene) ซึ่งพบในน้ำมันดิบและถูกใช้นำมาสร้างผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น สี และพลาสติก
ผู้คนอาจดูดซึมโทลูอีนได้โดยตั้งใจ เช่นการสูดดมกาวเพื่อให้เมา หรือโดยไม่ตั้งใจ เช่นการได้รับมันในสถานที่ทำงาน และโทลูอีนยังเป็นหนึ่งในสารเคมีจำนวนมากที่มีอยู่ในควันบุหรี่

ที่มาของภาพ : Getty Photos
คนกลุ่มหนึ่งที่อาจจะให้ความกระจ่างได้บ้างเกี่ยวกับปฏิกิริยาต่อมนุษย์คนอื่น ๆ ก็คือผู้ที่เผชิญกับภาวะ “พีเพิล อัลเลอจิก ทู มี” (Folks Allergic To Me) หรือ PATM ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า “อาการภูมิแพ้ที่มีต่อฉันของบุคคลรอบตัว”
PATM เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่ปกติและเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง เมื่อคนอื่น ๆ เริ่มจะเกิดอาการแพ้ เช่น ไอ และสำลักขึ้นมา เมื่อพวกเขาปรากฏตัว
ในปี 2023 โยชิกะ เซกิเนะ ศาสตราจารย์ด้านเคมีแห่งมหาวิทยาลัยโตไกในญี่ปุ่น และคณะ ได้ศึกษาก๊าซต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาจากผิวหนังของผู้ที่มีรายงานภาวะ PATM พบว่าในบรรดาก๊าซผิวหนัง 75 ชนิดที่ทีมวิจัยศึกษา มักจะมีโทลูอีนที่ปรากฏออกมา โดยคนในกลุ่ม PATM ปล่อยสารเคมีชนิดนี้ออกมามากกว่าคนที่ไม่มีภาวะดังกล่าวโดยเฉลี่ยถึง 39 เท่า
“โทลูอีนถูกสูดเข้าไปกับอากาศขณะหายใจ มันเป็นสารประกอบอันตรายที่โดยทั่วไปแล้วมักจะถูกเผาผลาญผ่านตับและขับออกทางปัสสาวะ” เซกิเนะอธิบาย “อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะ PATM ความสามารถในการสลายโทลูอีนได้น้อยลง นำไปสู่การสะสมมันในกระแสเลืoด และปลดปล่อยออกมาผ่านผิวหนังในเวลาต่อมา”
เซกิเนะตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แนวคิดของ PATM ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย และยังไม่มีหลักเกณฑ์การวินิจฉัยสำหรับภาวะนี้
ในขณะที่การแพ้เหงื่อโดยทั่วไปมักจะเป็นอาการไวต่อการขับเหงื่อของตัวเอง มากกว่าที่จะมาจากคนอื่น
ส่วนสำหรับเส้นผมนั้น ในบางกรณีที่มีบันทึกเกี่ยวกับอาการแพ้ที่เกี่ยวข้องกับเส้นผมของมนุษย์ ปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ในเส้นผมเอง แต่มาจากสารก่อภูมิแพ้ภายนอก เช่น อนุพันธ์ของสารฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde derivatives) ที่อยู่ในครีมหมักผมเคราติน หรือโปรตีนแมวที่เข้าไปอยู่ในเส้นผมของเจ้าของแมว
ต้อเหตุจากของเหลวในร่างกาย
อาการแพ้ยังสามารถถูกกระตุ้นได้โดยสารก่อภูมิแพ้แบบเฉพาะเจาะจงที่อยู่ในของเหลวในร่างกาย ในกรณีของสหราชอาณาจักรรายหนึ่ง ผู้หญิงที่มีอาการแพ้ถั่วบราซิลมีอาการลมพิษและหายใจติดขัดหลังจากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่กินถั่วรวมมิตรเข้าไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น แม้ว่าเขาจะทำความสะอาดฟัน เล็บ และผิวหนังมาแล้วก็ตาม
ถั่วยังสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ขึ้นมาได้ระหว่างการจูบ สำหรับคนที่มีอาการแพ้รุนแรงด้วย
ในขณะที่ถั่วเป็นสารก่อภูมิแพ้พบเห็นโดยทั่วไปมากที่สุดตามรายงานเมื่อมีอาการเกิดขึ้นในระหว่างการจูบ น้ำลายก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ภายหลังการบริโภคผลไม้ ผัก อาหารทะเล และนม
ผู้หญิงที่แพ้ยาปฏิชีวนะมีอาจมีภาวะแพ้ได้เช่นกันหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดและ (อาจจะ) ทางปาก กับคนที่กินยาเหล่านั้นเข้าไปด้วย
แต่นอกเหนือไปจากสารก่อภูมิแพ้ภายนอก โปรตีนต่าง ๆ ที่อยู่ในของเหลวในร่างกายบางชนิดก็อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาได้เช่นกัน สิ่งหนึ่งที่แพทย์บางคนคุ้นเคยคือน้ำอสุจิ แต่ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังไม่มีการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้

ที่มาของภาพ : Getty Photos
อาการแพ้น้ำอสุจิ หรือที่เรียกว่า “เซมินอล พลาสมา ไฮเปอร์เซ็นซิทิฟวิตี” (seminal plasma hypersensitivity) ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ผื่นคัน (ลมพิษ) ที่ผิวหนัง ไปจนถึงอาการแพ้ที่อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต หลังจากที่ได้สัมผัสกับของเหลวในร่างกายชนิดนี้
อาการนี้มักจะพบในคนช่วงอายุ 20 – 30 กว่าปี ตามข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ แม้ว่าจากเอกสารปี 2024 จะพบกรณีเช่นนี้ต่ำกว่า 100 กรณีเท่านั้น
สารก่อภูมิแพ้ที่มักจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับความไวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นคือ แอนติเจนเฉพาะต่อมลูกหมาก (prostate-affirm antigen) ในพลาสมาของน้ำอสุจิ ซึ่งเป็นสารที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน เนื่องจากมันเป็นของเหลวที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำอสุจิ นอกเหนือไปจากสเปิร์ม และการแพ้ที่เกิดขึ้นมักจะเกิดจากโปรตีนในส่วนนี้มากกว่าจะมาจากตัวสเปิร์มเอง
ยังไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นในร่างกายของผู้ที่มีอาการแพ้พลาสมาน้ำอสุจิ โจนาธาน เบิร์นสไตน์ ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์คลินิกที่ศึกษาเรื่องอาการแพ้และภูมิคุ้มกัน จากวิทยาลัยแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยซินซินเนติ ในสหรัฐฯ อธิบาย
เขาระบุว่ายังไม่มีโมเดลในสัตว์ที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาอาการแพ้พลาสมาน้ำอสุจิ หรือแม้แต่ไม่มีมนุษย์ที่มีภาวะนี้ในจำนวนที่มากเพียงพอสำหรับการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่
อาการแพ้น้ำอสุจิในบางกรณีอาจเกิดขึ้นเฉพาะจุดหรือเป็นได้ทั้งระบบ เมื่ออาการเกิดขึ้นเฉพาะจุดในบริเวณที่สัมผัสเท่านั้น ส่วนใหญ่มันมักจะถูกบันทึกว่าเกิดขึ้นรอบ ๆ ช่องคลอด แต่ในรายงานกรณีหนึ่งของสเปน ผู้หญิงที่ไม่เคยมีปฏิกิริยาแพ้มาก่อนหลังมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทว่าเธอกลับหมดสติและมีอาการแพ้รุนแรงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เธอถูกวินิจฉัยว่าแพ้น้ำอสุจิ ผู้หญิงคนหนึ่งในสหรัฐฯ ยังมีอาการบวมและมีผื่นขึ้นเพียงแค่ผิวหนังของเธอสัมผัสกับน้ำอสุจิ ที่หลั่งออกมา แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม
อาการเฉพาะจุดยังอาจรวมถึงการปวดอย่างรุนแรงและแสบร้อนทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ “มัน มีรายงานว่า เหมือนกับกรด” เบิร์นสไตน์กล่าว หนึ่งในผู้ป่วยของเขาอธิบายมันว่า “เหมือนกับเข็มเป็นพันเล่มทิ่มเข้ามาในช่องคลอดของคุณ”
บุคคลอาจจะไวต่อน้ำอสุจิของคู่นอนหลายคนหรือแค่คนเดียว เบิร์นสไตน์ระบุและว่า การวินิจฉัยอาการนี้มักจะรวมถึงการทดสอบภูมิแพ้โดยวิธีสะกิดผิวหนัง (pores and skin slash take a look at)
ในการวินิจฉัยของเขา เบิร์นสไตน์มักจะได้พบกับผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์กับคู่สมรสผู้ชายคนเดียว ซึ่งบ่อยครั้งพวกเขาจะเข้ามาเมื่อต้องการจะมีลูก บางคนเดินทางไกลเพื่อมาปรึกษากับเขาโดยเฉพาะเนื่องจากไม่มีหน่วยงานมากนักที่รักษาด้านการแพ้น้ำอสุจิ ผู้ป่วยหลายคนไม่ได้รับความสนใจหรือถูกให้การรักษาด้วยสเตียรอยด์ตั้งแต่แรกเริ่มเพราะผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับพวกเขา
อย่างไรก็ตาม เบิร์นสไตน์อธิบายว่า วิธีการของเขาสามารถช่วยทุกคนที่มีภาวะแพ้น้ำอสุจิได้
ส่วนการแพ้น้ำอสุจิในกลุ่มชายรักชายนั้น ยังไม่มีข้อมูลที่เด่นชัด เบิร์นสไตน์บอกว่าเขายังไม่เคยเจอกรณีเช่นนี้มาก่อน แม้จะไม่ชัดเจนว่าเพราะเหตุใด โดยเขาสงสัยว่าอาการเหล่านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขเฉพาะภายในช่องคลอด แม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายกรณีที่มันเกิดขึ้นหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายก็ตาม
ทางเลือกการรักษา
การรักษาหนึ่งที่เบิร์นสไตน์เคยทดลองมาก่อนหน้านี้ คือการฉีดน้ำอสุจิของคู่นอนเข้าไปภายในหรือภายใต้ผิวหนังเพื่อลดความไวต่อการสัมผัสสิ่งนี้ของผู้ป่วย แนวทางนี้ใกล้เคียงกับการรักษาอาการป่วยหลังถึงจุดสุดยอด (put up orgasmic illness syndrome) ซึ่งเป็นภาวะหายากที่มักทำให้ร่างกายอ่อนแอ เมื่อผู้ชายมีความไวต่อการหลั่งอสุจิของตัวเอง แต่สิ่งนี้มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะ “ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินสำหรับมัน เพราะต้องมีการทำงานในห้องปฏิบัติการหลายอย่างในการเตรียมตัวอย่าง”

ที่มาของภาพ : Getty Photos
เบิร์นสไตน์และเพื่อนร่วมงานของเขายังพบว่า มีการรายงานว่า การรักษาเฉพาะจุดก็ได้ผลและปลอดภัยไม่แพ้กัน ในกระบวนการเพียงครั้งเดียวที่ใช้เวลาราวสองชั่วโมง ขั้นแรก พวกเขาแยกสเปิร์มออกจากน้ำอสุจิ จากนั้นพวกเขาจึงเจือจางน้ำอสุจิเหลือเพียงหนึ่งส่วนในล้านหรือหนึ่งในสิบล้าน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยมีปฏิกิริยาต่อมันรุนแรงแค่ไหน จากนั้นในช่วงเวลา 15 นาที พวกเขาก็ใส่ของเหลวนี้เข้าไปในช่องคลอดของผู้ป่วย
พวกเขาค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นของน้ำอสุจิอย่างช้า ๆ ทำให้ผู้ป่วยสามารถทนต่อมันได้ดีขึ้น จากนั้นพวกเขาก็ติดตามอาการของผู้ป่วยต่อ ซึ่งผลพบว่า “พวกเขามักจะไม่มีปฏิกิริยาเชิงระบบมากนั้น และพวกเขาสามารถทนต่อการมีเพศสัมพันธ์กับคู่ครองโดยไม่ได้ป้องกันหลังจากนั้น” อย่างน้อยก็กับคู่ครองที่มารักษาด้วย เบิร์นสไตน์กล่าว
โดยทั่วไปแล้ว อาการแพ้พลาสมาน้ำอสุจิยังคงมักถูกเข้าใจและวินิจฉัยผิด และยิ่งมีข้อมูลน้อยลงไปอีกเกี่ยวกับของเหลวอื่น ๆ ที่ถูกส่งผ่านระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
แทบไม่มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้นได้กับของเหลวที่หลั่งออกมาจากเซลล์ปากมดลูกและช่องคลอด (cervicovaginal fluid) ซึ่งช่วยหล่อลื่นและป้องกันเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม มาเร็ค ยานโคว์สกี เชื่อว่าเขาเคยเห็นหนึ่งคนที่มีภาวะนี้
ยานโคว์สกี คือผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโรคผิวหนังและกามโรค แห่งมหาวิทยานิโคลัส โคเปอร์นิคัส ในโปแลนด์ เปิดเผยว่าเขาเคยรักษาผู้ป่วยคนหนึ่งที่เข้ามาหาเขาหลังจากไปหาแพทย์คนอื่น ๆ มาแล้วหลายคน ผู้ป่วยคนนี้รายงานว่าประมาณ 30 นาทีหลังจากที่เขามีเพศสัมพันธ์โดยสัมผัสกับช่องคลอด อวัยวะเพศของเขาก็แดงและคัน ใบหน้าของเขาก็คันเช่นกันหลังจากทำรักด้วยปาก สำหรับผู้ป่วยคนนี้เขามองว่ามันเป็นเหมือนกับอาการแพ้ แต่แพทย์หลายคนที่เขาไปหากลับเยาะเย้ยหรือปฏิเสธความคิดนี้ ยานโคว์สกี ระบุ
ทว่า ยานโคว์สกียังเปิดใจกว้าง และค้นหากรณีอื่น ๆ ที่อาการจะเป็นอาการแพ้ของเหลวที่หลั่งออกมาจากปากมดลูกของผู้หญิงระหว่างมีกิจกรรมทางเพศ “ในที่สุดผู้ป่วยก็ตอบสนองต่อยาแก้แพ้ได้ดี” เขารายงาน
กรณีนี้ยังกระตุ้นในยานโคว์สกีและเพื่อนร่วมงานของเขาทำการศึกษาซึ่งเผยแพร่ในปี 2017 โดยทีมวิจัยได้สำรวจแพทย์ผิวหนังคนอื่น ๆ รวมถึงผู้ที่อาจประสบกับภาวะนี้ หนึ่งในห้าของแพทย์ผิวหนังที่ตอบแบบสอบถามเคยพบกรณีดังกล่าว แม้ว่าแพทย์หลายคนยังคงสงสัยว่าอาการเช่นนี้มีอยู่จริงหรือไม่
จากการวิจัยชิ้นนี้ ผู้ที่มีภาวะดังกล่าวรายงานอาการแดง คัน แสบร้อน บวม และลมพิษ หลังเกิดการสัมผัส การรายงานของพวกเขายังทำให้เขาและเพื่อนร่วมงานประเมินว่าอาการแพ้ของเหลวจากปากมดลูกนั้นเกิดขึ้นโดยทั่วไปพอ ๆ กับการแพ้น้ำอสุจิ ซึ่งเชื่อว่าส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างน้อยหลายหมื่นคนเฉพาะในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม “ระดับของหลักฐานเกี่ยวกับอาการแพ้ของเหลวจากปากมดลูกเป็นเพียงการประเมินโดยอ้อมเท่านั้น และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในกรณีนี้” ยานโคว์สกี อธิบาย
ข้อแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างอาการแพ้น้ำอสุจิและของเหลวจากปากมดลูก คืออาการอย่างหลังไม่สามารถป้องกันด้วยถุงยางอนามัยได้ เนื่องจากถุงยางอนามัยไม่ได้ปกป้องขาหนีบและถุงอัณฑะ แต่ทั้งยาแก้แพ้และการสัมผัสซ้ำ ๆ ดูเหมือนจะช่วยผู้ที่มีภาวะนี้ได้จากการตอบแบบสอบถามมา
“เนื่องจากส่วนใหญ่ของกรณีที่ได้รับการยืนยันเป็นคนหนุ่มสาวในช่วงต้น ๆ ของการมีเพศสัมพันธ์ ที่เปลวไฟแห่งความปรารถนาจึงดูเหมือนว่าจะแรงกล้ากว่าคำว่า ความไม่สบายกาย และ การสัมผัส กับสารก่อภูมิแพ้นี้ซ้ำ ๆ ก็ทำให้ลดความรู้สึกแพ้ลดลง” ยานโคว์สกีระบุ เขายังตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งนี้แตกต่างจากอาการแพ้น้ำอสุจิที่ไม่เป็นที่รู้กันว่าสามารถหายเองได้ตามธรรมชาติ
สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ต่อบางส่วนของคู่นอนพวกเขา ผลกระทบอาจเลวร้าย เมาราเชื่อว่าอาการแพ้น้ำอสุจิของเธอมีส่วนทำให้คู่ของเธอตัดสินใจไม่มีลูก เพราะเธอเชื่อว่ามันคงจะมีค่าใช้จ่ายแพงหากจะหาวิธีที่ช่วยให้เธอหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำอสุจิ
ขณะที่ผลกระทบทางอารมณ์อาจซับซ้อนทั้งสำหรับผู้ที่มีอาการและคู่ของพวกเขา แม้ว่าความสัมพันธ์ของเมาราจะปลอดภัยและคู่ของเธอยินดีที่จะใช้ถุงยางอนามัย “เขาไม่ได้บอกฉันว่ารู้สึกขุ่นเคืองกับความคิดที่ว่าฉันแพ้น้ำอสุจิของเขา” เธอกล่าว “เขาไม่ได้โทษฉันในเรื่องนั้น เขาแค่โทษจักรวาลเท่านั้น”
ที่มา BBC.co.uk