กระทรวงแรงงาน ‘งดผ่อนผัน' ให้แรงงานกัมพูชาเอกสารไม่ถูกต้องขึ้นทะเบียนและยังไม่สรุปแนวทางชัดเจนให้คนงานที่ใบใกล้หมดอายุ แรงงานเขมรอย่างต่ำหนึ่งแสนรายตกอยู่ในความเสี่ยงโดนจับและอนาคตไม่แน่นอน ด้านนายจ้างขาดคน เศรษฐกิจกระทบเหยียบ 20 ล้าน/เดือน
“รัตนะ” แรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ จ.ระยอง รู้สึกกลัว เมื่อเห็นข่าวเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าจับกุมแรงงานเพื่อนร่วมประเทศที่มีเอกสารไม่ถูกต้องหลายสิบชีวิตถึงโรงงาน หนุ่มเขมรวัยสามสิบเข้าทำงานที่ระยองเมื่อต้นปี 2568 โดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ตามคำชักชวนของนายจ้างว่าให้มาทำก่อนแล้วจะทำเอกสารถูกต้องให้ เขานับวันรอคอย แต่วันนั้นไม่มาถึง
ตั้งแต่วันที่ 12–26 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานเปิดให้ขึ้นทะเบียนคนงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามมติ ครม. เมื่อ 11 พ.ย. 2568 ให้อยู่และทำงานได้เป็นระยะเวลาชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน นับว่าเป็นการปรับสถานะทากงฎหมายให้คนงานที่มีสถานะไม่ถูกต้องทางกฎหมาย อาจเพราะทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือใบอนุญาตหมดอายุแล้ว
หากเป็นในสถานการณ์ปกติ มาตรการดังกล่าวมักจะผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชาด้วยเช่นกัน ทว่าสถานการณ์ขัดแย้งชายแดนไทย-เขมร ทำให้ทางการไทยทบทวนนโยบายแรงงานต่างด้าวใหม่ต่างจากครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมา
สมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเมื่อ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า กรมการจัดหางาน อยู่ระหว่างหามาตรการที่เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อกำหนดแนวทางสำหรับแรงงานกัมพูชาอย่างรอบคอบรัดกุม เกิดความสมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ ขอให้นายจ้างและสถานประกอบการคอยติดตามข่าวสารจากกรมการจัดหางาน
เสี่ยงโดนจับ-กลับบ้านลำบาก
หลังจากทราบข่าวล่าสุดว่า รัฐบาลไทยไม่ผ่อนผันให้แรงงานเขมร รัตนะกับภรรยาตัดสินใจเก็บสัมภาระด่วน และเดินทางกลับประเทศเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. หลังเจ้าหน้าที่ตรวจเข้าเมืองเข้าตรวจเช็กตามโรงงานและห้องพักคนงาน นอกจากพวกเขาแล้ว ยังมีคนงานเขมรอีกหลายคนที่อยู่ในสถานะคล้ายกัน
“จริงๆ ผมก็ไม่อยากกลับหรอก ผมชอบทำงานในไทย ได้ค่าแรง 400 บวก ได้กำไร กลับบ้านไปก็ไม่รู้จะมีงานไหม คนกลับไปแล้วตั้งเยอะที่อยากหางาน บางคนกลับไปแล้วก็กลับมาไทยอีก” รัตนะ กล่าวกับผู้สื่อข่าวผ่านทางโทรศัพท์เป็นภาษาไทย
เหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นกลางปีนี้หนักที่สุดในรอบทศวรรษ ทำให้แรงงานเขมรแห่กลับบ้านเกือบหนึ่งล้านราย ขณะที่ข้อมูลสถิติแรงงานต่างด้าวโดยกระทรวงแรงงาน (ตุลาคม 2568) เผยว่ามีแรงงานสัญชาติกัมพูชาในไทย 407,013 ราย
แรงงานกลุ่มที่มีเอกสารไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นไม่สามารถระบุจำนวนได้ชัดเจน แต่อาจมีมากกว่าหนึ่งแสนราย โดยนโยบายผ่อนผันเช่นนี้เมื่อรอบปี 2567 พบว่ามีคนงานเขมรมาขึ้นทะเบียนกว่า 103,711 ราย
ทั้งนี้ มีหลายสาเหตุที่ทำให้แรงงานเอกสารไม่ถูกต้อง เช่น เนื่องจากไทยกำหนดให้แรงงานกลุ่ม MOU อยู่ในไทยได้ระยะเวลาเพียง 2 ปี ก่อนทำเรื่องต่ออายุหรือเดินทางกลับประเทศก่อนเข้ามาทำงานรอบใหม่ ทำให้บางคนเลือกรอนโยบายผ่อนผันอนุญาตให้ทำงานต่อ โดยไม่ต้องเดินทางกลับ หรือเพราะตัวนายจ้างไทยเองก็รู้เท่าไม่ถึงกาล ทำเอกสารให้แรงงานในสังกัด
ไม่ครบ เพราะกระบวนการทางทะเบียนแรงงานต่างด้าวมักซับซ้อนและประกาศออกมาเป็นระลอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้ปรับตามสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดน
รัฐบาลไทยได้ทยอยผ่อนผันให้นายจ้างขึ้นทะเบียนแรงงานกัมพูชาและอีก 3 สัญชาติที่เอกสารไม่ถูกต้องและต่ออายุใบอนุญาตทำงานที่ใกล้หมดช่วงสิงหาคม-ตุลาคม แต่นายจ้างหลายคนแสดงความคิดเห็นว่ากระบวนการราชการนั้นล่าช้าและทำไม่ทันกำหนดทำเอกสาร 2 สัปดาห์ จึงพลาดไม่ได้ “ตีวีซ่า” (ไม่ได้อัปเดตวันสิ้นอายุในวีซ่าให้เท่ากับเอกสารใบอนุญาตทำงานทันเวลา)
ธนชาติ จิตรสกุล ผู้รับเหมาก่อสร้างชาวไทย อธิบายสถานการณ์ล่าสุดว่า “มีแรงงานเขมรกลุ่มใหญ่ที่เข้าข่ายเอกสารไม่ถูกต้อง หลายคนไม่ได้ ‘ตีวีซ่า' โดย ตม.ให้เสร็จช่วงรอบที่แล้ว เพราะเกิดความขัดแย้งชายแดนขึ้นมาตอนกลางปี อาจเพราะไม่รู้หรือเพราะแรงงานเดินทางกลับบ้านแล้วเดินทางกลับมาไทยอีกที ทำให้ทำเอกสารไม่ทัน ต่อให้มีใบอนุญาตทำงานเรียบร้อย แต่พอขั้นตอนตีวีซ่าไม่เสร็จ ก็ทำให้เข้าข่ายเป็นแรงงานเถื่อนทันที”
นายจ้างขาดแรงงาน แม้มีคนพร้อมทำงาน
นโยบายผ่อนผันให้ขึ้นทะเบียนแรงงานเอกสารไม่ถูกต้องนั้นมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่เมื่อไม่รวมถึงแรงงานกัมพูชา จึงทำให้นายจ้างในภาคก่อสร้างลำบาก เพราะจำเป็นต้องพึ่งพิงแรงงานมีทักษะ
“อยากให้รัฐบาลเปิดให้แรงงานกัมพูชาทำงาน เพราะกิจการก่อสร้างใช้เยอะ ต้องใช้คนงานมีทักษะ ฝึกวันสองวันไม่ได้ ผมว่าภาคก่อสร้างมีปัญหาเกินครึ่ง” ธนชาติ กล่าวและระบุว่า “อย่างผมรับเหมาช่วงก่อสร้างจากโครงการ ถ้าคนงานไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง ผมก็พาคนงานเข้าไซต์ก่อสร้างไม่ได้ ต่อให้มีแรงงานเอกสารไม่ถูกต้องที่พร้อมอยากทำงาน อยากให้รัฐบาลช่วยหาทางออกให้นายจ้างด้วย”
นอกจากธนชาติ นายจ้างไทยหลายคนในกลุ่มปรึกษาข่าวสารแรงงานต่างด้าวบนเฟซบุ๊กยังกังวลเรื่อง คนงานเขมรที่ใบอนุญาตทำงานใกล้หมดอายุช่วงมีนาคม 2569 เพราะล่าสุด รัฐบาลไทยอนุญาตให้ต่ออายุเฉพาะแรงงาน 3 สัญชาติไปอีกหนึ่งปี และยังไม่เปิดให้แรงงานเขมรต่อใบอนุญาตเนื่องจากปัญหาชายแดนและความมั่นคง
ตามข้อมูลสถิติแรงงานต่างด้าวโดยกระทรวงแรงงาน (ตุลาคม 2568) พบว่า แรงงานกัมพูชาที่ใบอนุญาตทำให้ใกล้หมดอายุต้นปี 69-70 มีจำนวนกว่า 250,000 ราย ได้แก่
1) กลุ่มที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการอนุญาตทำงาน (ตามมติ ครม. 24 กันยายน 2567) ให้ทำงานได้ถึง 31 มีนาคม 2569 มีจำนวน 103,711 ราย
2) กลุ่มที่ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแล้ว (ตามมติ ครม. 24 กันยายน 2567 และ 4 กุมภาพันธ์ 2568) จะสามารถอยู่ในไทยและทำงานได้ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570 มีจำนวน 150,478 ราย ทั้งนี้ กลุ่มนี้สามารถทำเรื่องต่ออายุทำงานในไทยได้ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2572 เพราะฉะนั้นกลุ่ม 2 นี้จะไม่มีปัญหามาก เพราะต่ออายุได้ถึงปี 2572 แต่ว่าถ้านายจ้างทำเอกสารพลาด ลืมทำ แล้วใบขาด ก็จะเป็นปัญหาได้
หาทางแก้สมดุลระหว่าง ‘ความมั่นคง' กับ ‘เศรษฐกิจ'
สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นปัญหาโครงสร้างที่ซ่อนอยู่จากนโยบายแรงงานข้ามชาติไทย และเมื่อเกิดสถานการณ์กระทันหันขึ้นมาจึงหาทางรับมือไม่ง่าย
“แรงงานกัมพูชาที่นี่เข้ามาทำงานอย่างสุจริตในโรงงานของคนไทย แต่การอนุญาตทำงานของเรามีอายุแค่ 2 ปี และกำหนดให้ทำใหม่ใน 2 ปี พอเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งขึ้นมาและเราไม่มีนโยบายให้แรงงานต่ออายุ สะท้อนให้เห็นการจัดการที่ล้มเหลว” ศิววงศ์ สุขทวี ที่ปรึกษาเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) อธิบาย
“ขณะที่เป็นความเสี่ยงของแรงงานว่าอาจจะโดนจับกุม แต่ก็เป็นความเสี่ยงของภาคเศรษฐกิจไทยเหมือนกัน เผชิญการขาดแคลนแรงงาน มูลค่าความเสียหายจากสงครามอาจมาก แต่ความเสียหายมิติอื่นๆ จากผลกระทบความขัดแย้งนี้อาจมากเหมือนกัน วันนี้เราอาจจะยังไม่เห็นผลกระทบมาก แต่ปีหน้า (2569) เราจะเห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่านี้”
งานวิจัยล่าสุดเรื่องผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนปีนี้ โดยทีมอาจารย์เศรษฐศาสตร์ สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ พบว่า หากแรงงานกัมพูชาถอนตัวออกจากตลาดแรงงานไทยโดยสมบูรณ์อาจสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 19.85 ล้านบาทต่อเดือน (ยังไม่นับมูลค่าทางเศรษฐกิจจากแรงงานกัมพูชาที่เอกสารไม่ถูกต้อง)
ศิววงศ์ เผยว่า ขณะที่ข้างหนึ่งไทยต้องคำนึงเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่ก็สามารถหาแนวทางที่จะประคับคองทั้งความกังวลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยในระยะสั้น อาจให้แรงงานกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมารายงานตัวและกำหนดเงื่อนไขที่เคร่งครัดมากขึ้น เช่น ห้ามออกนอกพื้นที่ได้ในช่วงนี้และรายงานตัวกับหน่วยงานความมั่นคงทุกเดือน หรือนายจ้างต้องกำกับเคร่งครัดขึ้น
สำหรับคนงานเขมรที่กลับประเทศไปแล้ว แม้รัฐบาลกัมพูชาจะให้คำมั่นว่าจะจัดหางานให้ แต่องค์กรสิทธิแรงงานกัมพูชา “ศูนย์ประสานงานเพื่อแรงงานและสิทธิมนุษยชน” (CENTRAL) ได้เก็บข้อมูลกับผู้ที่เดินทางกลับประเทศช่วงสิงหาคม-ตุลาคม 2568 พบว่า หลายคนที่กลับบ้านไปไม่มีงานทำและยังมีภาระหนี้สิน บางคนได้งานค่าแรงและสวัสดิการต่ำกว่าไทย ทำให้ 53% ของผู้ให้สัมภาษณ์ตั้งใจจะโยกย้ายถิ่นฐานอีกครั้ง โดย 4 ใน 5 รายต้องการกลับมาทำงานที่ไทย
ในะระยะยาว ศิววงศ์ มองว่า ต้องหาทางไม่ให้ความเกลียดชังระหว่างสังคมไทยกับกัมพูชาขยายไปในประชาชนมากกว่านี้ เพราะอาจทำให้ลืมข้อเท็จจริงว่านายจ้างไทยและคนงานกัมพูชาก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน
“นี้เป็นเรื่องที่ต้องหาทางออกให้ได้ ไม่ใช่แค่เพื่อคนงานในกัมพูชาเท่านั้น แต่เพื่อภาคการผลิตของไทยด้วย ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีความผิดจากความขัดแย้งในเรื่องนี้” ศิววงศ์ กล่าวทิ้งท้าย












