รวม 7 ปัญหา ประชาชนวิจารณ์ กกต. จัดการเลือกตั้ง-ทำประชามติ 2569 ไม่ราบรื่น

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและออกเสียงประชามตินอกเขตสิ้นสุดลงแล้วเมื่อวานนี้ (5 ม.ค.) โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันแล้วว่า จะไม่มีการขยายเวลาการลงทะเบียนเพิ่ม โดยการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเกิดขึ้นเพียงสามวันเท่านั้น

นอกจากประเด็นเรื่องระยะเวลาที่ กกต. เปิดให้ลงทะเบียนประชามติแบบกระชั้นแล้ว ยังมีเสียงวิจารณ์จากประชาชนในอีกหลายประเด็น ทั้งเรื่องระบบการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตที่มีความซ้ำซ้อน การออกเสียงประชามติทางไปรษณียบัตรในประเทศไม่ได้ ไปจนถึงการจัดผังคูหาเลือกตั้งที่สร้างความสับสน

ล่าสุด กกต. ได้จัดส่งเอกสาร “ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่มีเนื้อหา 32 หน้า ให้เจ้าบ้าน 19 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศแล้ว และเอกสารดังกล่าว ก็มีการระบุถึงข้อดี-ข้อเสีย ของประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่ อีกด้วย

เกิดข้อถกเถียงประเด็นใดขึ้นบ้างเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปพ่วงออกเสียงประชามติ ที่จะเกิดขึ้นในต้นเดือน ก.พ. นี้ และ กกต. มีคำชี้แจงอย่างไรต่อเรื่องที่เกิดขึ้น .รวบรวมไว้ในบทความนี้

1. ลงเสียงประชามติล่วงหน้าไม่ได้

สิ่งที่แตกต่างของการออกเสียงประชามติ จากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไป คือการออกเสียงประชามติจะไม่มีการทำล่วงหน้า โดยผู้มีสิทธิทุกคนต้องออกไปลงเสียงประชามติในวันเดียวกัน คือวันที่ 8 ก.พ. 2569

ก่อนหน้านี้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุถึงสาเหตุที่ไม่มีการออกคะแนนเสียงประชามติล่วงหน้าว่า เป็นเพราะข้อผูกพันทางด้านกฎหมาย ซึ่งการออกเสียงประชามติ กฎหมายให้อำนาจใว้เฉพาะการออกเสียงนอกเขตจังหวัด ในวันเดียวกันกับวันออกเสียงประชามติของหน่วยปกติ แต่ไม่ได้มีการให้ระบุถึงการออกเสียงประชามติล่วงหน้า

เขาเสริมว่า หากมีการจัดทำประชามติด้วยแนวทางที่ไม่ได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย ก็เสี่ยงทำให้การออกเสียงเป็นโมฆะ

“หากจัดการออกเสียงประชามติที่กระทำไปโดยกฎหมายไม่ให้อำนาจใว้ ในเรื่องที่เป็นหลักการหรือสาระสำคัญ ผลคือการกระทำนั้นย่อมไม่ชอบ จะทำให้การกระทำนั้นเป็นโมฆะ นั่นคือเสียเปล่าตั้งแต่ต้น” นายแสวงระบุ

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed studyingได้รับความนิยมสูงสุด

Cease of ได้รับความนิยมสูงสุด

2. การเปิดให้ลงทะเบียนประชามติกระชั้น ให้เวลาเพียง 3 วัน และเป็นช่วงหยุดปีใหม่

นอกจากจะไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้าแล้ว การเปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตยังให้ระยะเวลาประชาชนเพียงสามวันเท่านั้น คือวันที่ 3-5 ม.ค. 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการสิ้นสุดวันหยุดยาวปีใหม่

ทั้งนี้ “ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568” หมวด 5 กำหนดเรื่อง “การใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตออกเสียง” ว่า ให้ กกต. ประกาศระยะเวลาการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตออกเสียงประชามติ “โดยให้มีห้วงระยะเวลาเดียวกัน” กับระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งกรอบเวลาดังกล่าวคือวันที่ 20 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 2569

นั่นทำให้ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ออกมาแสดงความกังวลถึงการเปิดลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียงสามวัน ว่าอาจทำให้ประชาชนจำนวนมากตกหล่นในการลงทะเบียน และเรียกร้องให้ กกต. ขยายระยะเวลาการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าออกไปจนถึงวันที่ 8 ม.ค. 2569 “ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายเวลาสำหรับการลงทะเบียนประชามตินอกเขตออกไปโดยอัตโนมัติ”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ในวันนี้ (6 ม.ค. 2569) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันว่าจะไม่มีการขยายการเปิดลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต เพราะประชาชน “ต้องรับผิดชอบตัวเองที่จะต้องลงทะเบียนให้ได้ภายในสามวัน”

ทั้งนี้ ณ วันที่ 5 ม.ค. วันสุดท้ายของการเปิดลงทะเบียน มีผู้มีสิทธิลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต และนอกราชอาณาจักร รวม 1,598,056 คน โดยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งนอกเขต และนอกราชอาณาจักร จำนวน 2,402,178 คน จะพบว่า มีส่วนต่างกันเกิน 800,000 คน

ด้านนายแสวง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนวันนี้ (6 ม.ค.) เกี่ยวกับจำนวนผู้ลงทะเบียนที่แตกต่างกันว่า อาจเป็นเพราะผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต อาจไม่ได้มีประสงค์ที่จะลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตทุกคน

“อย่าไปคิดแทนว่าผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. จะต้องลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตด้วย” นายแสวงกล่าว

เขาเสริมด้วยว่า การขยายวันลงทะเบียนเป็นเรื่องทำไม่ได้ เพราะ กกต. มีงานธุรการที่ต้องทำอีกมาก จนกว่าจะไปถึงวันที่จะมีการเลือกตั้งและลงเสียงประชามติ

“ณ วันนี้ขยาย วันลงทะเบียน ไม่ได้ เพราะด้วยเงื่อนเวลาต้องทำอย่างอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อนับไปถึงวันที่ 8 หรือวันที่ 1 ก.พ. ที่มีเลือกตั้งล่วงหน้า” นายแสวงอธิบาย

ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ให้สัมภาษณ์ในเวลาถัดมาเกี่ยวกับตัวเลขคนลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขต แต่ไม่ได้ลงประชามตินอกเขต ซึ่งมีอยู่หลายแสนคนว่า “เป็นจำนวนที่น่าเสียดายมาก”

3. ระบบลงทะเบียนซ้ำซ้อน

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เดินทางมาพบ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการลงทะเบียนประชามตินอกเขต ที่ สำนักงาน กกต. วันนี้ (6 ม.ค. 2569)

อีกหนึ่งความยุ่งยากที่ภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ตั้งข้อสังเกตในการจัดการเลือกตั้งพ่วงออกเสียงประชามติครั้งนี้ คือการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตหรือนอกราชอาณาจักร และการออกเสียงประชามตินอกเขตนั้น ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ ทำให้ประชาชนต้องลงทะเบียนสองครั้งสองระบบ

โดยหากผู้มีสิทธิต้องการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2568 – 5 ม.ค. 2569 แต่หากผู้มีสิทธิต้องการออกเสียงประชามตินอกเขตด้วย ก็ต้องลงทะเบียนอีกครั้งในระหว่างวันที่ 3 – 5 ม.ค. 2569

“ประชาชนจำนวนมากที่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและนอกราชอาณาจักรไปแล้วในช่วงแรก พวกเขาอาจเข้าใจไปเองว่าเป็นการลงทะเบียนทั้งการเลือกตั้งและประชามติ ทำให้ไม่ได้กลับมาลงทะเบียนอีกครั้งในช่วงวันที่ 3-5 ม.ค. 2569 อาจส่งผลให้เกิดกลุ่มผู้ตกหล่นจำนวนมาก” ผู้จัดการไอลอว์ระบุ

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ กกต. ยืนยันวันนี้ว่า ระบบการลงทะเบียนดังกล่าวไม่ได้มีความซับซ้อน พร้อมบอกด้วยว่า “การลงทะเบียนไม่ยาก หากเตรียมข้อมูลพร้อม ผมถามหลายท่านทั้งประชาชนและพนักงานก็ใช้เวลาสามนาที” นายแสวงกล่าว

“แค่หยิบโทรศัพท์มาแล้วก็ลงทะเบียนได้เลย ใช้เวลาสามนาที สามวันแต่ละคนมีเวลา 4,320 นาที แค่เจียดเวลาสามนาทีก็ลงทะเบียนได้ ไม่ต้องรอคิว ถ้าบริหารจัดการดี ๆ ลงทะเบียนทันแน่นอน” นายแสวงกล่าวเสริม

4. ออกเสียงประชามติทางไปรษณียบัตรในประเทศทำไม่ได้

ข้อกังวลอีกประการหนึ่งคือ อาจมีผู้ตกหล่นในการออกเสียงประชามติเพิ่มเติม เนื่องจากจะไม่มีการออกเสียงประชามติทางไปรษณียบัตรภายในประเทศไทย

ทาง กกต. ชี้แจงว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะเงื่อนไขตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การออกเสียงให้ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยตรงและลับ ซึ่งระบุว่าการออกเสียงประชามติให้กระทำโดยใช้บัตรออกเสียง หรือออกเสียงโดยวิธีอื่น “โดยวีธีการนั้นสามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

กิจกรรมรณรงค์ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของเครือข่ายเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568

อย่างไรก็ตาม กกต. ชี้แจงว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างศึกษาหาวิธีการที่ทำให้การออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ สามารถกระทำได้โดยป้องกันการทุจริต พร้อมชี้แจงถึงข้อจำกัดที่ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีการจัดการออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ไว้ด้วย ดังนี้

  • การลงคะแนนทางไปรษณีย์อาจไม่เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ เพราะผู้มีสิทธิออกเสียงอาจถูกชักนำ บังคับ หรืออาจมีการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน
  • ความกังวลเกี่ยวกับการจัดส่งบัตรออกเสียงประชามติไปถึงผู้มีสิทธิออกเสียงว่าจะได้รับและสามารถส่งกลับไปที่คณะกรรมการการออกเสียงประจำเขตออกเสียง ทันเวลาหรือไม่
  • ความยุ่งยากที่จะต้องมีการยืนยันตัวบุคคลผู้ลงคะแนนออกเสียงประชามติ

นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิที่อาศัยอยู่ต่างแดนอาจต้องเดินทางไปใช้สิทธิตามสถานทูตที่ตั้งอยู่ไกล หากลงทะเบียนเลือกตั้งและออกเสียงประชามติแบบคูหาไว้แล้ว

แต่หากผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ ก็จะได้รับซองที่บรรจุบัตร 3 ใบ คือบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และประชามติ 1 ใบ ซึ่งเมื่อได้รับแล้วก็ต้องรีบส่งทั้ง 3 บัตรกลับไปที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ ให้ทันในวันและเวลาที่กำหนดเพื่อให้ทันต่อการนับคะแนน

5. การจัดผังคูหาเลือกตั้งซับซ้อน ต้องลงทะเบียนสองครั้งแยกกันระหว่างเลือกตั้ง – ออกเสียงประชามติ

ที่มาของภาพ : คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ภาพตัวอย่างแผนผังคูหาการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติ จัดทำโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

เอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติของ กกต. ชี้แจง 10 ขั้นตอนการใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน ซึ่งมีแผนผังประกอบให้เห็นว่าผู้มีสิทธิต้องเข้าทางเดียว เดินไปตามทาง ดำเนินการตามขั้นตอนจนจบ ถึงจะเจอทางออกจากคูหา

ในช่วงเข้าคูหา ประชาชนต้องแสดงตนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ก่อน โดยยื่นหลักฐานแสดงตนและบอกลำดับที่ต่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (การประปานครหลวง) ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. จากนั้นรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ประเภท แล้วเข้าคูหากากบาทเลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (เลือกคน) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ (เลือกพรรค) แล้วนำบัตรหย่อนลงหีบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบแยกตามประเภท สส.

หลังจากนั้น “ให้เดินไปยังจุดถัดไปในที่เลือกตั้งเดียวกัน” เพื่อแสดงตนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ โดยยื่นหลักฐานแสดงตนและบอกลำดับที่ ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จากนั้นรับบัตรออกเสียงประชามติ 1 ใบ ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรออกเสียงประชามติ แล้วเข้าคูหาไปกากบาท แล้วนำบัตรหย่อนลงหีบบัตรเลือกตั้ง

ทั้งนี้ แผนผังคูหาการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติ ที่จัดทำโดย กกต. และถูกเผยแพร่ก่อนหน้านี้ มีประชาชนบางส่วนแสดงความคิดเห็นว่าแผนผังดังกล่าว “เข้าใจยากมาก”

6. การให้ข้อมูลที่ผิดพลาดของ กกต. เรื่อง “ห้ามชี้นำ” การออกเสียงประชามติ

นายแสวง เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 เกี่ยวกับการรณรงค์ของพรรคการเมืองเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติว่าเป็นเรื่องที่ “ทำได้” แต่ก็เตือนห้ามพรรคการเมือง “ชี้นำ” และ “ต้องเป็นกลาง”

“คุณ พรรคการเมือง เสนออยากให้แก้รัฐธรรมนูญได้ แต่คุณจะไปพูดว่าเห็นชอบไม่เห็นชอบ ไปรณรงค์เพราะมันดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ไม่ได้… อย่าไปรณรงค์ให้เห็นชอบไม่เห็นชอบ” นายแสวงบอก

นั่นทำให้ภาคประชาชนอย่าง ไอลอว์ ออกมาแสดงความคิดเห็นแย้งว่าไม่มีกฎหมายใดที่ห้ามพรรคการเมือง นักการเมือง หรือกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ชี้นำเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ

“พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 17 รับรองไว้ชัดเจนว่า ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ย่อมมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงได้โดยเสรี เสมอภาค และเท่าเทียมกัน… โดยประกาศหรือระเบียบอื่น ๆ ของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ยังไม่เคยมีออกมา” ไอลอว์ระบุในโพสต์ดังกล่าว

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ออกเสียงประชามติ ซึ่งมีการทำบัตรออกเสียงประชามติจำลอง ให้ผู้เข้าร่วมกากบาทช่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โดยแม้นายยศชนันจะระบุว่าตนเห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่แก้หมวด 1-2 แต่ขอไม่กากบาทบนป้าย เพราะกังวล กกต. เอาผิด

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ระบุว่าตนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่แก้หมวด 1 และ 2 แต่ขอไม่กากบาทบนป้ายเพราะกังวล กกต. เอาผิด เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 68

ต่อมาในวันที่ 28 ธ.ค. 2568 กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con for All) ก็ได้ทำกิจกรรมชวนพรรคการเมืองประกาศจุดยืน ว่าเห็นชอบหรือไม่ต่อประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ มาร่วมกิจกรรม เช่น ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่ได้ทำเครื่องหมายกากบาทในช่อง “เห็นชอบ” ลงบนบัตรออกเสียงประชามติจำลอง ส่วนพรรคภูมิใจไทยทำเครื่องหมายกากบาทในช่อง “ไม่เห็นชอบ”

ล่าสุดวันนี้ เลขาฯ กกต. ถูกซักถามประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง จากนายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมการเมือง ที่สำนักงาน กกต. โดยนายแสวง ยืนยันว่าการรณรงค์ชี้นำการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ “ทำได้” เพราะ “มาตรา 17 ให้อำนาจ กกต. กำหนด แต่พอมาพิจารณาแล้ว เรื่องนี้เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กกต. จึงไม่ต้องออกกฎเกณฑ์อะไรเพิ่มเติม”

7. เลือกตั้งทั่วไปยังใช้เบอร์ สส. เขต กับเบอร์พรรค คนละเบอร์กัน

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จับสลากหมายเลขพรรคของพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568

ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น ประชาชนจะได้รับบัตรเลือกตั้งสองใบ คือบัตรเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ที่คนมักเรียกกันว่า “เลือกพรรค” และอีกใบคือบัตรเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือที่คนมักเรียกว่า “เลือกคน”

แต่หมายเลขของผู้ลงเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และหมายเลขผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ จะไม่เหมือนกัน นั่นทำให้ผู้ออกไปใช้สิทธิจะต้องจำสองหมายเลข คือ

  • หมายเลขผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งแต่ละพรรคจะใช้เป็นเบอร์เดียวกันทั้งประเทศ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็น “เบอร์พรรค”
  • หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละเขต

ระบบเช่นนี้ทำให้ กกต. ถูกวิจารณ์ว่าอาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน และอาจมีวีธีการจัดการการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ เช่น ความคิดเห็นของนายสมบัติ นักกิจกรรมทางการเมือง ที่เสนอระบบ “One Number” การเลือกตั้งแบบใช้เลขเดียวต่อพรรคการเมือง

“แค่ส่งหัวหน้าพรรคไปจับเบอร์พรรคแล้วใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ ทำแค่นี้ไม่ได้ ต้องเสียเวลาและสร้างความสับสนว่า สส. พรรคที่จะเลือกเบอร์อะไร มันสะท้อนความไม่มีประสิทธิภาพเรื่องการออกแบบและการบริหารจัดการในการเลือกตั้ง” นายสมบัติ แสดงความเห็น

กกต. ชี้แจง ข้อดี-ข้อเสีย ประชามติจัดทำ รธน. ใหม่

เอกสาร “ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” แสดงตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติ ซึ่งประชาชนสามารถออกเสียงได้ 3 แนวทาง ด้วยการกากบาทลงช่อง “เห็นชอบ” “ไม่เห็นชอบ” และ “ไม่แสดงความเห็น”

จากนั้นเป็นการให้ข้อมูลตั้งแต่ ชื่อเรื่องที่จะจัดทำประชามติ และเหตุผลความจำเป็นที่ต้องจัดให้มีการทำประชามติ โดยอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 ก.ย. 2568 ซึ่งระบุถึง “หลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน” การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 จำเป็นต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งแรก เป็นการสอบถามประชาชนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน

ครม. จึงเห็นควรให้มีการออกเสียงประชามติ โดยใช้คำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ส่วนข้อมูลอื่น ๆ อาทิ สรุปสาระสำคัญของกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ ขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ พร้อมอธิบายผลที่ตามมา

กรณีผลการออกเสียง “ไม่เห็นชอบ” ผลคือไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้

กรณีผลการออกเสียง “เห็นชอบ” ผลคือผู้มีสิทธิเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

หลังจากนั้นก็ต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง หลังร่างรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ผ่านรัฐสภา ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นประชามติครั้งที่ 2 และหลังการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ เป็นประชามติครั้งที่ 3

เอกสารของ กกต. ยังเอ่ยถึงประมาณการค่าใช้จ่ายและที่มาของงบประมาณที่นำมาใช้จ่ายสำหรับกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ โดยระบุว่า การดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ยังไม่สามารถประมาณการค่าใช้จ่ายได้” ทว่ามีการอ้างถึงตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2560 ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ได้รับการจัดสรรงบ 112.46 ล้านบาท

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยเครือข่ายเขียนรัฐธรรมนูญใหม่รณรงค์ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 68

นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวยังสรุปเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการออกเสียงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีอย่างละ 2 ข้อ

ข้อดี

  • ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และทำให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำขึ้นในขณะที่ประเทศไม่ได้ปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐสภามาจากการแต่งตั้ง ทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย
  • รัฐธรรมนูญ 2560 มีบทบัญญัติหลายประการที่มีปัญหาในการบังคับใช้ การแก้ไขโดยจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จะทำให้สามารถแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหาไปในคราวเดียวกัน ทำให้รัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่สมบูรณ์และสอดคล้องกันทั้งฉบับ

ข้อเสีย

  • การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ “อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา” เนื่องจากการแก้ไขรายมาตราสามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่แคบลง ทำให้ทุกฝ่ายมีข้อสรุปร่วมกันได้ง่ายขึ้น
  • การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ “อาจทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติ”

สำหรับข้อดี-ข้อเสียที่ปรากฏในเอกสารที่ส่งถึงมือประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงนี้ ระบุที่มาว่าเป็นเหตุผลของผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคำอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา

ส่วนมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการออกเสียงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เอกสารของสำนักงาน กกต. ระบุว่า “ไม่มีข้อมูล” เนื่องจากไม่ทราบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ มีบทบัญญัติที่เป็นมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายฯ โดยให้เปิดโอกาสให้ฝ่ายเห็นชอบและไม่เห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกัน และให้มีการประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการในการออกเสียงประชามติ และบทลงโทษกรณีไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว