ฮีโร่คนธรรมดา เรื่องราวของชาวบ้านที่พากันช่วยผู้บาดเจ็บ และ “อุ้มเด็กน้อยคนหนึ่งที่ยังหายใจอยู่” ออกมา

ที่มาของภาพ : นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม/BBC THAI

Article Recordsdata
    • Writer, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าว.

คำเตือน: มีเนื้อหาที่อาจทำให้ไม่สบายใจ และมีคำบรรยายถึงการบาดเจ็บ

โรงเรียนบ้านถนนคต (ศรีวิทยาคาร) ตั้งอยู่ห่างแค่เพียง 200 เมตร จากจุดเกิดเหตุที่เครนที่ใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี ที่บริเวณบ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 64 ราย

ในช่วงเวลา 9.00 น. วันนี้ ซึ่งนักเรียน ครูอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเดินทางมาถึงโรงเรียนแล้ว พิชญะ พรมวันดี จิตอาสาพัฒนาโรงเรียนและเป็นคนในท้องที่ พร้อมด้วยครูส่วนหนึ่งกำลังทำความสะอาดอาคารเรียนไม้หลังเก่าสองชั้นอยู่บนชั้นสอง

ทัศนวิสัยจากอาคารหลังนี้ แม้มีต้นไม้บดบังเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถมองเห็นตอม่อที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างได้อย่างชัดเจน

ที่มาของภาพ : มะลิวรรณ นาคโทน

ภาพช่วงเวลาไม่กี่นาทีหลังเกิดเหตุซึ่งถ่ายได้โดยครูของโรงเรียนบ้านถนนคต (ศรีวิทยาคาร)

พิชญะ เล่าว่า ทุกครั้งเมื่อรถไฟโดยสารผ่านมาเขาก็จะได้ยินเสียงหวูดรถไฟเป็นปกติ ทว่าวันนี้กลับมีเสียงที่ทำให้เขาตกใจอย่างมาก

“เสียงมันดังผิดปกติ เสียงมันดังโครมแบบดังมากครับ เพราะว่าช่วงที่หันออกมาเห็นเครนตัวสีน้ำเงินมันสไลด์มาแล้ว สไลด์มาแล้วมันก็จะมาสะดุด สะดุดเสร็จปึ๊บ แล้วมันก็พลิกลง แล้วก็จะมีชิ้นส่วนบางส่วนหล่นลงมา เสร็จปึ๊บผมก็รีบวิ่งไปดูเลย” จิตอาสาคนนี้กล่าว

ทันทีที่เขาไปถึง และเห็นสภาพตรงหน้า พิชญะ เปรียบเทียบว่า “ถ้าอยากรู้ว่าภาพมันเป็นยังไง ก็คือเหมือนเรามีเค้กหนึ่งก้อน แล้วเราใช้ช้อนตัก เหมือนอย่างงั้นเลย ภาพความเสียหาย”

ที่มาของภาพ : นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม/BBC THAI

พิชญะ พรมวันดี จิตอาสาพัฒนาโรงเรียนและเป็นชาวอำเภอสีคิ้วโดยกำเนิด

ตัดไปที่อีกฝั่งหนึ่งของทางรถไฟสายนี้ เพ็ญพร ภูมิจันทึก ซึ่งกำลังขายอาหารในร้านของตัวเองที่ตั้งอยู่ไม่เกิน 100 เมตรจากรางรถไฟ เล่าว่าเธอกำลังเดินมาเสิร์ฟอาหารตอนที่ได้ยินเสียงซึ่งดังสนั่นกังวลไหว

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุด

ได้รับความนิยมสูงสุด

“พอหันมาอีกที ฟึบ ตัวข้างบน ฐานรองโครงเหล็กสีฟ้า มันวิ่ง ๆ ลงมาตกใส่รถไฟ… ทีนี้ก็ควันตลบอบอวลเลยค่ะ เราก็วิ่งไปก็เห็นคนร้องระงมเลยว่า ‘ช่วยด้วยๆ'” เพ็ญพร กล่าว

เธอเล่าต่อว่า ช่วงแรกที่เกิดเหตุ มีเพียงแค่เธอและชาวบ้านหลักสิบคนเท่านั้นที่กรูกันเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น และพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุด โดยเธอบอกกับ.ว่าภาพที่เห็นนั้นอย่างกับ “มดแตกรัง”

ที่มาของภาพ : นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม/BBC THAI

เพ็ญพร ภูมิจันทึก กำลังขายอาหารในร้านของตัวเองที่ตั้งอยู่ห่างไม่เกิน 100 เมตรจากที่เกิดเหตุ ตอนที่เกิดเหตุการณ์เครนถล่มช่วงเช้าวันนี้

เพ็ญพร เล่าต่อว่า ตอนที่เธอวิ่งเข้าไปนั้นใจก็กล้า ๆ กลัว ๆ เนื่องจากเริ่มมีน้ำมันไหลออกมา รวมถึงควันไฟต่าง ๆ บ้างแล้ว แต่เธอก็พยายามช่วยคนให้ได้มากที่สุด โดยเธอย้อนไปเล่าช่วงเวลาหนึ่งที่ชาวบ้านสามารถช่วยคู่รักคนหนึ่งออกมาได้ แต่อีกคนที่เป็นชาวต่างชาตินั้นไม่สามารถช่วยออกมาได้แล้ว เพราะเสียชีวิตไปแล้ว

“แฟนเขาเป็นฝรั่ง แฟนเขาอยู่ข้างใน เห็นแล้วพี่ว่าฝรั่งเขาอยู่ข้างใน เสียแล้วพี่ แต่ช่วยเขาไม่ได้ เพราะว่าตอนนั้นไฟมันก็ลุก”

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ฝั่งพิชญะ ก็วิ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้คนเช่นเดียวกัน เขาเล่าว่าตัวเองเข้าไปช่วยคนอยู่มาก แต่มีเคสหนึ่งที่ยังติดอยู่ในใจ คือเป็นเคสที่มีคุณยายกับคุณป้าสองคนติดอยู่ใกล้ ๆ กัน โดยคุณยายอยู่ในสภาพที่ห้อยหัว ขณะที่คุณป้าเองซึ่งบาดเจ็บเช่นกัน ก็กำลังพยายามประคองคุณยายคนนี้ไว้

“คุณยายยังไม่ได้เสียชีวิตนะครับ ยังมีสติ ยังร้องขอความช่วยเหลืออยู่ แล้วก็คุณป้าก็ประคองไว้ ซึ่งคุณป้าแขนข้างขวา น่าจะหัก” เขาเริ่มเล่า ก่อนที่จะบรรยายว่าสภาพโบกี้รถไฟตอนนั้นพังค่อนข้างมาก และการจะเข้าไปข้างในเป็นเรื่องยาก แต่ชาวบ้านผู้ชายอีกคนที่มาช่วยก็บอกให้พิชญะปีนไหล่เขาขึ้นไปได้เลย

“เขาบอกว่าเหยียบไหล่ผมขึ้นไปเลย ผมก็เหยียบไหล่แล้วก็ขึ้นไป แล้วก็ไปช่วยคุณยายออกมา เอาคุณยายลงมาส่งให้พี่ด้านล่าง เสร็จปึ๊บแล้วก็ค่อยเอาคุณป้า คุณป้าก็บอกว่าเจ็บที่แขน ผมก็ดู อ๋อ มันผิดรูปนิดหนึ่งครับ ก็เลยประคองแขนแล้วก็ให้ลงมาด้านล่าง” พิชญะ เล่า

“โชคดีที่ผมเคยเข้าฝึกอบรมบ้าง… ก็ยังรู้สึกว่าดีใจที่ตัวเองได้ไปฝึกตรงนั้นมา แล้วมาใช้ได้จริง ๆ” เขากล่าว

ที่มาของภาพ : นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม/BBC THAI

“แล้วทีนี้ก็ได้เด็กน้อยคนหนึ่ง ประมาณขวบกว่า ๆ … ตอนนั้นยังหายใจอยู่เด็กน้อย…” สุพรรณ อิ่มจันทึก เล่า

สุพรรณ อิ่มจันทึก คือชาวบ้านอีกคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เขาไม่ได้เห็นกับตาตอนที่เกิดเหตุ แต่ก็รีบขับรถมาดูอย่างรวดเร็วเพราะหลานของตัวเองก็เรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านถนนคต (ศรีวิทยาคาร)

เมื่อเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ เขาก็รีบเข้าไปช่วยผู้คนทันที โดยตอนแรกเขาไปที่โบกี้ที่กำลังมีไฟลุกและพยายามดับไฟ ก่อนที่จะกลับออกมาช่วยผู้คนในโบกี้อื่น ๆ

“ช่วยทีแรกเลยดึงศwขึ้นมา 2 คน ที่ทับคนที่เจ็บ แล้วก็ดึงคนเจ็บขึ้นมาก่อน คนหนึ่ง แล้วทีนี้ก็ได้เด็กน้อยคนหนึ่ง ประมาณขวบกว่า ๆ … ตอนนั้นยังหายใจอยู่เด็กน้อย… แล้วก็คนเจ็บอีกคน ช่วยยากหน่อยหนึ่งเพราะเขาอ้วน ประมาณเกือบร้อยโล คนอ้วนคนนั้นน่ะ ใช้เวลานานมาก แล้วขาเขาติดเหล็กอยู่ไง แต่มือเขาก็ขยับอยู่ ก็ช่วยกันดึงขึ้นมา”

เขาอธิบายบรรยากาศในช่วงแรก ๆ ต่อไปว่า “มันก็สลดเนาะ ก็เห็นคนเสียชีวิตเนาะ มองเห็นก็… กองอยู่นั่นแหละ คนเจ็บด้วย อะไรด้วย ก็กองอยู่นั่นแหละ”

ณ ช่วงเวลาที่.เดินทางจากกรุงเทพฯ​ ไปถึงที่เกิดเหตุ ฟ้าได้เริ่มมืดแล้ว สำหรับเพ็ญพร เธอยังทำข้าวกล่องขายให้กับเจ้าหน้าที่หลายสิบรายที่นั่งอัดกันอยู่ในร้านของเธอตอนที่เราเดินเข้าไปขอสัมภาษณ์

และแม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วโมงแต่เธอก็ “ยังรู้สึกกลัว ยังจำช็อตที่เราวิ่งไปแบบช่วยเขาที่นั่นได้อยู่เลย มันไม่มีใครเลยนะตอนนั้น เขาก็ร้อง แบบมันน่ากลัวมาก”