
สรุปครบ! 4 ปัญหาผิวที่แต่ละGen กังวลมากที่สุด พร้อมหัตถการยอดนิยมในปี 2026
ปัญหาผิวถือเป็นหนึ่งในความกังวลสำคัญของคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การดูแลผิวและการทำหัตถการด้านความงามไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนอายุมากอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของหลายคน ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของนวัตกรรมด้านความงาม รวมถึงความเข้าใจของผู้บริโภคที่เปิดกว้างมากขึ้น
ขณะเดียวกัน อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์และคอนเทนต์ด้านความงามก็มีส่วนผลักดันให้คนแต่ละเจเนอเรชันหันมาใส่ใจภาพลักษณ์และความมั่นใจของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการด้านหัตถการมีความหลากหลาย และแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและปัญหาผิวที่เผชิญ
ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ให้เห็นว่า หัตถการแบบไม่ต้องผ่าตัด หรือ Non-Invasive Draw ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการฉีดโบทอกซ์ ฟิลเลอร์ หรือการใช้เครื่องมือยกกระชับผิว ซึ่งตอบโจทย์ทั้งเรื่องผลลัพธ์ ความปลอดภัย และระยะเวลาพักฟื้นที่น้อยกว่าการศัลยกรรม
ในประเทศไทย วงการแพทย์ด้านความงามเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่เทคโนโลยี มาตรฐานทางการแพทย์ และความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ให้บริการ จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายด้าน Scientific Magnificent ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อีกทั้งค่าบริการยังอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค
จากข้อมูลการเก็บสถิติผู้เข้ารับบริการตลอดปี 2025 ของ Atita Health facility ร่วมกับการวิเคราะห์แนวโน้มจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถสะท้อนภาพความกังวลด้านผิวของแต่ละช่วงวัยได้อย่างชัดเจน ซึ่งนำไปสู่แนวทางการเลือกหัตถการที่แตกต่างกันในแต่ละเจเนอเรชัน

Gen Z (อายุ 12-27 ปี)
แม้จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มต้นทำงาน แต่คน Gen Z จำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับการดูแลผิวและภาพลักษณ์ของตนเอง จากข้อมูลของ SCB EIC พบว่ากลุ่มอายุนี้กว่า 29% เคยผ่านการทำหัตถการแบบ Non-Invasive มาแล้ว และอีกกว่า 31% มีความสนใจ แม้ยังไม่เคยเข้ารับบริการ ซึ่งสะท้อนว่าความตื่นตัวด้านความงามของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ปัญหาผิวที่คน Gen Z ให้ความกังวลมากที่สุด ได้แก่ สิวและรอยสิว (40%) ผิวหมองคล้ำไม่สดใส (30%) ปัญหารูขุมขนกว้างและหน้ามัน (20%) รวมถึงความต้องการปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น (10%) ซึ่งส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับคุณภาพผิวและภาพลักษณ์โดยรวมมากกว่าการชะลอวัย
แนวทางการดูแลผิวของกลุ่มนี้จึงมักเน้นไปที่การฟื้นฟูและป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น โปรแกรมงานผิว เมโสหน้าใส การเติมวิตามินผิว หรือการดูแลปัญหาสิวแบบเฉพาะทาง รวมถึงการปรับรูปหน้าด้วยโบทอกซ์กรามหรือเมโสแฟตในบางกรณี โดยยังคงเน้นผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ

Gen Y (อายุ 28 – 43 ปี)
กลุ่ม Gen Y ถือเป็นกำลังหลักของตลาดหัตถการในปัจจุบัน จากการสำรวจของ SCB EIC พบว่ามีสัดส่วนผู้เคยใช้บริการสูงถึง 53% และมีผู้ให้ความสนใจรวมกันมากกว่า 74% ปัญหาผิวของคนกลุ่มนี้เริ่มเปลี่ยนจากการป้องกันไปสู่การแก้ไข โดยเน้นการชะลอวัยและคงความดูดีให้เหมาะสมกับช่วงอายุ
ความกังวลหลักของ Gen Y ได้แก่ ริ้วรอยเริ่มต้น (35%) ฝ้า กระ จุดด่างดำ (30%) ริ้วรอยลึก (25%) รวมถึงปัญหาผิวขาดน้ำ (10%) ซึ่งมักเป็นผลจากทั้งอายุที่เพิ่มขึ้นและไลฟ์สไตล์การทำงานที่เคร่งเครียด
หัตถการที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนี้จึงมีความหลากหลาย ตั้งแต่การฉีดโบทอกซ์ ฟิลเลอร์ ไปจนถึงการฟื้นฟูผิวด้วยสารกลุ่ม Bio Stimulator อย่าง Sculptra หรือ Radiesse รวมถึงการใช้เครื่องยกกระชับและเลเซอร์ผิว ซึ่งตอบโจทย์คนทำงานที่ต้องการเห็นผลชัดเจนและใช้เวลาพักฟื้นน้อย รวมถึงการดูแลผิวให้ดูกระจ่างใส เรียบเนียนขึ้นด้วย Pico Laser ซึ่งช่วยแก้ไขความกังวลของคนกลุ่มนี้เช่นกัน

Gen X (อายุ 44-59 ปี)
สำหรับคน Gen X ปัญหาผิวจะเน้นไปที่ความหย่อนคล้อยและโครงสร้างผิวที่เปลี่ยนแปลงตามวัย แม้ว่าสัดส่วนผู้เข้ารับหัตถการจะน้อยกว่า Gen Y แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์ทำหัตถการต่อเนื่องในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ดูอ่อนเยาว์และเป็นธรรมชาติ
ความกังวลหลักของคนกลุ่มนี้ ได้แก่ ผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด (Forty five%) ร่องลึกบริเวณร่องน้ำตาและร่องน้ำหมาก (30%) รวมถึงปัญหาริ้วรอย ผิวแห้ง (15%) และฝ้าลึก (10%) ซึ่งต้องอาศัยการดูแลในเชิงโครงสร้างผิวมากขึ้น
แนวทางการดูแลจึงมักใช้เทคโนโลยียกกระชับผิวชั้นลึก เช่น Ulthera หรือ Thermage ร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์ การใช้ Bio Stimulator เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนหรือการร้อยไหม เพื่อยกกระชับผิว ฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้ดูแข็งแรงและอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละเจเนอเรชันจะมีปัญหาและความกังวลด้านผิวที่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือการเข้าใจสภาพผิวและเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับช่วงวัยของตนเอง มากกว่าการทำตามกระแสเพียงอย่างเดียว ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวมีส่วนผลักดันให้ตลาดหัตถการยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2026 จากความเข้าใจที่มีมากขึ้นต่อหัตถการและคลินิกเสริมความงามที่มีมากขึ้นนั่นเอง













