
เปิดสาเหตุ กกต.จับคนซื้อเสียงไม่ได้ ขณะที่แบงก์ชาติพบพิรุธเบิกเงินสดผิดปกติหลายร้อยล้านระหว่างเลือกตั้ง 69

ที่มาของภาพ : Getty Photography
- Creator, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าว.
“พบว่าล็อตแรกเข้ามามีคนเบิกเงิน 250 ล้าน(บาท) ผมจะส่ง ป.ป.ง และ กกต. ใครจะเบิกเงินสด 250 ล้าน ถามจริง ๆ” นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งคำถามกับรายงานการเบิกเงินสดที่ผิดปกติจากธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ที่ส่งเข้ามายังธนาคารกลางของประเทศเมื่อสิบกว่าวันที่แล้ว ขณะพูดถึงเรื่อง “เงินสดเลือกตั้ง”
“รายที่สองเบิกเงินสด 200 ล้าน แบงก์ละ 100” ผู้ว่าฯ ธปท. เผยในงานสัมมนา Thailand Shimmering 2026 ที่จัดขึ้นโดยเครือมติชนวานนี้ (28 ม.ค.)
เขากล่าวต่อว่าการเบิกเงินสดจำนวนมากไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะปัจจุบันสามารถใช้การโอนหรือสั่งจ่ายเช็คได้หากมีการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมาก โดยทางนายวิทัยบอกว่าจะรายงานความผิดปกติดังกล่าวไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
“จะเป็นยุคที่แบงก์ชาติเข้าไปดูพวกนี้ เพราะมันกัดกร่อนประเทศ กัดกร่อนเศรษฐกิจของประเทศจริง ๆ” เขากล่าวและย้ำด้วยว่ากำลังเตรียมแก้กฎหมายหรือเกณฑ์ที่ระบุว่าหากมีการเบิกเงินสดในจำนวนมาก ๆ ทางธนาคารต้องเข้าไปตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ หรือ Due Diligence โดยเกณฑ์ดังกล่าวกำลังปรึกษาหารือว่าวงเงินเบิกเงินสดที่ถูกตรวจสอบสถานะควรอยู่ที่เท่าไร
อย่างไรก็ดี ข้อมูลการถอนเงินสดจำนวนมหาศาลในห้วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งที่ทางผู้ว่าฯ ธปท. เปิดเผยกลางงานสัมมนา ก็ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่าอาจโยงกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรือไม่
ทว่าสิ่งที่ทางนายวิทัยเปิดเผยออกมานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่
ก่อนหน้านี้ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามด้วยเช่นกันว่า เหตุใดมีเงินสดจำนวนรวมกันกว่า 160,816 ล้านบาท ถูกเบิกออกไปในช่วงเดือน ก.ค. – พ.ย. 2568 โดยในจำนวนนี้ หากพิจารณาเฉพาะเดือน ก.ย. 2568 เพียงเดือนเดียว พบว่ามีเงินสดถูกเบิกถอนออกไปมากถึง 127,010 ล้านบาท โดยเขาอ้างอิงจากสถิติของ ธปท.
เขากล่าวว่าหากพิจารณาไทม์ไลน์การเมืองที่ผ่านมาเห็นได้ว่าการถอนเงินสดออกมาจำนวนมาก เกิดขึ้นในห้วงที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีคลิปเสียง
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue finding outได้รับความนิยมสูงสุดClose of ได้รับความนิยมสูงสุด
ตามมาด้วยคำวินิจฉัยให้เธอพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือน ส.ค. 2568 และเดือน ก.ย. ปีที่แล้วก็ตรงกับช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินหน้าทำบันทึกข้อตกลง (MOA) กับพรรคประชาชน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แลกกับเงื่อนไขการยุบสภาภายใน 4 เดือนและการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ขณะที่ ผลสำรวจจากภาคประชาชนที่เผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ยังระบุด้วยว่ามีการซื้อเสียงสูงสุด 7,500 บาทต่อหัว ต่ำสุด 100 บาท ค่าเฉลี่ย 985.05 บาท
ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นโดย “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน” โดยออกสำรวจในกลุ่มภาคประชาชนและภาคธุรกิจตามภูมิภาคต่าง ๆ รวมกันมากกว่า 4,800 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค. 2568 – 12 ม.ค. 2569
ด้าน รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัย และอดีตอธิการบดี ม.หอการค้าไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้จัดทำผลการสำรวจ บอกว่าตัวเลขซื้อเสียงในเขตกรุงเทพและปริมณฑลสูงสุดที่ 7,500 บาท มาจากคำตอบของผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 1 คน จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด จึงไม่สามารถใช้แทนพฤติกรรมโดยรวมของประชาชนส่วนใหญ่ได้ แต่จำนวนเงินที่มีผู้ตอบแบบสำรวจมากที่สุดคือ 1,000 บาท
ผู้เชี่ยวชาญชี้การซื้อเสียงยังอยู่คู่กับการเลือกตั้งของไทย
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการเลือกตั้งจากคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับ.ว่าการซื้อเสียงเลือกตั้งในไทยนั้น “คนจะบอกว่ามันมีจริง แต่ขณะเดียวกันก็ถามหาว่าไหนล่ะหลักฐาน”
“เราอาจจะต้องหลับตาลงข้างหนึ่ง แล้วเราอาจจะต้องยอมรับด้วยใจที่ไม่ต้องการจะยอมรับเลยว่าการซื้อเสียงมันยังอยู่”
นักวิชาการจาก มธ. กล่าวต่อว่าการซื้อเสียงของไทยในวันนี้ไม่ใช่การให้เงินเพื่อไปเลือก สส. ตามที่หัวคะแนนให้ค่าตอบแทนมา แต่มันเป็น “สินน้ำใจ” ในลักษณะค่าอำนวยความสะดวก เช่น ค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าเสียเวลา “เพื่อให้เขามาเลือกเรา”
ทว่าหากพิจารณาประเด็นจำนวนเงินซื้อเสียงที่มีการสำรวจแล้วพบว่าสูงหลายพันบาทนั้น รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ บอกว่า “จำนวนเงินที่สูง ไม่ได้หมายความว่าเขาซื้ออย่างนั้นในทุก ๆ คน” แต่อาจจะใช้ในพื้นที่ที่คะแนนเสียงสูสีกับคู่แข่งประมาณ 500-1,000 คะแนน
“นักการเมืองเขารู้ว่าเขตไหนเขาไม่ต้องทำอะไรคนก็เลือกเขา เพราะยังไงเขาก็ได้เสียงตรงนั้น แต่มันมีบางพื้นที่ที่อาจจะต้องหาแรงจูงใจเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ดังนั้นตรงนี้ ‘เงิน' จึงเป็นปัจจัยที่เข้ามาตัดสินในเรื่องนี้”
ส่วนจำนวนเงินซื้อเสียงต่อหัวที่ดูสูงมากกว่าในอดีตที่เคยมีการรายงานว่าอยู่ที่ราว 300-500 บาทนั้น รศ.ดร.อรรถสิทธิ์กล่าวว่ามันเป็นไปตามเงินสภาวะเงินเฟ้อตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
เขากล่าวต่อว่าเมื่อพิจารณาจากตัวเลขเบิกถอนเงินสดที่ทางผู้ว่าฯ ธปท. เปิดเผยออกมาที่ราว 250-450 ล้านบาท อาจดูเป็นตัวเลขที่เยอะมาก แต่คำถามสำคัญมากกว่านั้นคือ “ตัวเลขที่ยังไม่เคยถูกรายงานอย่างเป็นทางการมันขนาดไหน”
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังบอกด้วยว่าจากประสบการณ์ของเขาที่ได้รู้เห็นมา การเบิกถอนเงินสดไม่เกิดขึ้นในเขตที่นักการเมืองคนดังกล่าวอยู่แน่นอน แต่มักกระจายเบิกถอนจากพื้นที่อื่น ๆ แทน

ที่มาของภาพ : Getty Photography
แม้ในปัจจุบันเกิดแนวโน้มพฤติกรรมในลักษณะ “รับเงินมา กาเบอร์อื่น” เพิ่มมากขึ้น แต่ รศ.ดร.อรรถสิทธิ์มองว่าชุดความคิดนี้ยังมีปัญหา เพราะสื่อว่าสังคมยังยอมรับให้มีการซื้อสิทธิขายเสียงเกิดขึ้นได้ ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ และเมื่อดูว่ามีกลไกอะไรที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ก็พบว่าหนึ่งในกลไกที่แทบไม่เคยถูกนำมาใช้เลย คือ การจูงใจให้เกิดการรายงานและเอาผิดผู้ซื้อเสียง เนื่องจากการดำเนินคดีในกรณีนี้ต้องอาศัยหลักฐานเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีตาม พรป.การเลือกตั้งฯ
“มันน่าแปลกใจว่าในขณะที่ทุกคนพูดถึงเรื่องการซื้อเสียง แต่คุณไม่เคยจับการซื้อเสียงได้เลย”
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์จึงแนะว่า กกต. ควรตั้งราคานำจับให้สูงตั้งแต่หลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักล้านบาท พร้อมกับปกป้องผู้แจ้งเบาะแสไปตลอดจนจบกระบวนการควบคู่ไปกันด้วย เพื่อให้สุดท้ายแล้วทั้งสองฝ่ายเกิดความรู้สึกว่าการซื้อสิทธิขายเสียงนั้น “ไม่คุ้มเสี่ยง” จนพฤติกรรมนี้หายไปจากการเลือกตั้งได้ในที่สุด
เลขาฯ กกต. แจง เหตุใดการเอาผิดกับผู้ซื้อเสียงจึงเป็นเรื่องยาก

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กว่าสาเหตุที่ทำให้จับผู้ซื้อเสียงมาลงโทษไม่ได้นั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทย ๆ ความสลับซับซ้อนในการซื้อเสียง ผลประโยชน์เกื้อกูลกัน หรือกระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง
เขาบอกว่าสาเหตุสำคัญที่สุด คือ กระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้งซึ่งจะเกิดขึ้นในชั้นศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี จากนั้น โจทก์และจำเลยต้องมาต่อสู้ในศาลแบบเผชิญหน้ากัน ทำให้คนที่จะนำมาเป็นพยานหวาดกลัวต่อฝ่ายการเมืองที่ถูกฟ้อง
“ประกอบกับหากจำเลยเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แล้วมีตำแหน่งหน้าที่ และต้องอยู่ร่วมกันในสังคมแคบ ๆ พยานอาจย่อมรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงไม่มีผู้มาเป็นพยานในคดีเลือกตั้ง หรือเมื่อมาเป็นพยานแล้วพอถึงชั้นดำเนินคดีในศาลส่วนมากก็จะกลับคำให้การ” เลขาฯ กกต. กล่าว
นายแสวงบอกว่าในชั้นพนักงานสอบสวนของ กกต. ทางสำนักงานฯ จะปกปิดไม่ให้ทราบว่าพยานเป็นใคร แต่จะมาทราบอีกทีก็ต่อเมื่อคำร้องต่อศาลแล้ว นอกจากนี้การรับฟังพยานยังมีความแตกต่างกันในเชิงหลักการเมื่อนำคดีเลือกตั้งขึ้นสู่ศาลด้วย ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งของการพิจารณคดีลักษณะนี้
“ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายการเมืองก็คงเห็นช่องทางที่จะได้รับประโยชน์ หรือช่องทางในการต่อสู้คดี จึงตั้งเป้าหมายให้ชนะในการเลือกตั้งเอาใว้ก่อน ส่วนเรื่องคดีไปสู้เมื่อพวกพ้องตนเองมีอำนาจหรือมีตำแหน่งหน้าที่แล้ว”
เลขาฯ กกต. กล่าวด้วยว่าทางสำนักงานฯ ตระหนักถึงผลร้ายของเรื่องนี้ จึงเน้นไปที่การป้องกัน ป้องปราม กดดัน เพื่อไม่ให้เงินมีความหมายต่อผลการเลือกตั้ง แม้มีเงินก็ต้องแจกไม่ได้
ล่าสุด ประชาชาติธุรกิจรายงานเมื่อเช้าวันนี้ว่าเลขาฯ กกต. คุยกับนายวิทัย ผู้ว่าฯ ธปท. เรื่องปมเบิกเงินสดนับร้อยล้านบาทแล้ว และกำลังหาวิธีทำงานร่วมกันในระยะสั้นให้ออกมาดีที่สุด เนื่องจากทั้งสององค์กรไม่ได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กันไว้
ในส่วนของสำนักงาน กกต. สั่งการให้ด้านสืบสวนสอบสวน เฝ้าระวังและติดตามดูพื้นที่ที่เห็นว่ามีการแข่งขันรุนแรง โดยเขาบอกกับประชาชาติธุรกิจว่า “คาดว่ามีการกระจายของเม็ดเงินดังกล่าวแล้ว”
อาสาสมัคร WeWatch รายงานพบการซื้อเสียง 6 รูปแบบตามภาคต่าง ๆ
นายพงศธร กันทวงค์ คณะทำงานฝ่ายรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล (data and analytics) ของเครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย หรือ WeWatch (วีวอทช์) ให้ข้อมูลกับ.ว่าจากการเก็บข้อมูลในช่วงเดือน ม.ค. นี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้ง อาสาสมัครของวีวอทช์จากภูมิภาคต่าง ๆ ได้เล่าถึงรูปแบบการซื้อเสียงที่คล้ายคลึงกันดังรายละเอียดต่อไปนี้
- การเก็บบัตรประชาชนและจดรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ก่อนวันเลือกตั้งจริง ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566
- พบการให้เงินในหลากหลายรูปแบบ นอกจากการเดินแจกเงินตามบ้านแบบปกติแล้ว ยังพบการให้เงินในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การให้ค่าน้ำมัน สำหรับผู้ที่เดินทางมาฟังการปราศรัย เป็นต้น
- มีการเสนอจำนวนเงินที่สูงกว่าคู่แข่งเพื่อหวังดึงคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายในลักษณะ “เกทับตัวเลข” โดยจำนวนเงินจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของการแข่งขันในพื้นที่นั้น ๆ
- มีการใช้เครือข่ายที่คุ้นเคยกับคนในพื้นที่เพื่อเข้าถึงประชาชน เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เครือญาติ และเครือข่ายทางการเมือง รวมถึงมีการจ้างวานหัวคะแนนในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย
- ไม่มีการแจกแบบเหวี่ยงแหให้คนทั่วไป แต่จะเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเพื่อให้มั่นใจว่าการแจกเงินจะประสบผลสำเร็จ
- ประชาชนบางส่วนมีความกังวลว่าหากรับเงินมาแล้วแต่ไม่ยอมเลือกผู้สมัครคนนั้น จะถูกคุกคามในภายหลัง
นายพงศธรเน้นย้ำว่าข้อมูลทั้ง 6 รูปแบบนี้ เป็นข้อมูลที่ทางเครือข่ายได้มาจากเรื่องเล่าและประสบการณ์ของอาสาสมัครในแต่ละพื้นที่ ซึ่งยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถนำไปใช้ดำเนินคดีกับผู้สมัครหรือหัวคะแนนได้โดยตรง

ที่มาของภาพ : Getty Photography
อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าทาง WeWatch ไม่ได้มุ่งเน้นเก็บข้อมูลเฉพาะเรื่องการซื้อเสียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสถานการณ์ทั่วไปก่อนวันเลือกตั้ง การใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใดพรรคหนึ่ง ความเท่าเทียมทางเพศในทางการเมือง การโจมตีผู้สมัครในสื่อออนไลน์ ไปจนถึงความผิดปกติอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยได้รับแจ้งจากทั้งสมาชิกเครือข่าย อาสาสมัคร และประชาชนทั่วไป
นักวิเคราะห์ข้อมูลจาก WeWatch กล่าวต่อว่าหากดูจากข้อมูลเรื่องการซื้อเสียงที่ได้จากการโทรศัพท์สัมภาษณ์สัมภาษณ์อาสาสมัครราว 20 คนจากภูมิภาคต่าง ๆ สามารถแบ่งกลุ่มผู้รับเงินออกเป็น 3 กลุ่ม
- กลุ่มแรก: “รับเงินมาและเลือกตามนั้น” กลุ่มนี้ตัดสินใจเลือกผู้สมัครที่ให้เงินด้วยปัจจัยหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือฐานะทางเศรษฐกิจ และทัศนคติที่มองว่า “ไม่ว่าเลือกใครก็เหมือนเดิม”
- กลุ่มที่สอง: “รับเงินหมา กาเบอร์อื่น” ส่วนใหญ่เป็นพวกที่มีพรรคในใจอยู่แล้ว แต่รับเงินมาเพื่อกาให้กับเบอร์ที่ตนเองชอบ และสุดท้ายหากรับเงินจากหลาย ๆ พรรค ก็ยังโหวตให้พรรคในใจของตนอยู่ดี
- กลุ่มที่สาม: “ปฏิเสธรับเงินซื้อเสียงอย่างสิ้นเชิง” มักตัดสินใจด้วยเหตุผลด้านศีลธรรม เช่น มองว่าการรับเงินซื้อเสียงเป็นบาป หรือมีความกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมาในอนาคตระยะยาวว่าผู้สมัคร สส. ที่ให้เงินมาอาจเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากการทุจริตในภายหลัง “เพื่อถอนทุนคืน”
นายพงศธรมองว่าสาเหตุที่การซื้อเสียงยังอยู่คู่กับการเลือกตั้งของไทยนั้น มาจาก 3 สาเหตุหลัก ๆ คือ ปัญหาเชิงเทคนิคในการดำเนินคดี ความอ่อนแอของสถาบันทางการเมือง และการขาดความต่อเนื่องของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย
เขาอธิบายต่อว่าการร้องเรียนผู้ซื้อเสียงนั้นทำได้ยาก เพราะพยานต้องเผชิญหน้าในชั้นศาล ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการระบุตัวตนในภายหลัง ซึ่งประเด็นนี้สอดคล้องกับความเห็นของนายแสวง เลขาฯ กกต.
อีกปัจจัยหนึ่ง คือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาพรรคการเมืองในไทยถูกทำให้ขาดความเข้มแข็ง เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ เช่น ล่าสุดมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ในช่วงเกือบ 3 ปี ส่งผลให้การแข่งขันนโยบายทางการเมืองระหว่างพรรคต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นได้ยาก
“มันก็จะย้อนกลับไปที่กลุ่มแรกซึ่งเป็นกลุ่มรับเงินและเลือกตามนั้น เพราะเขามองว่าเลือกไปแล้วก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ หรือว่าเลือกใครก็เหมือนเดิม” นักวิเคราะห์ข้อมูลจาก WeWatch กล่าว
ส่วนปัจจัยที่ทำให้การขาดความต่อเนื่องของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย จนพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่สามารถพัฒนาไปสู่การต่อสู้ซื้อใจโหวตเตอร์ด้วยนโยบายเด็ด ๆ ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะการรัฐประหารที่เกิดขึ้นหลายครั้ง
“ประเทศไทยเรามีการเลือกตั้งที่ไม่ต่อเนื่องเพราะว่าเราถูกตัดตอนโดยการรัฐประหารมาโดยตลอด ตั้งแต่รัฐประหารปี 49 หรือ ปี 57 หรืออื่น ๆ ก่อนหน้านั้นอีก … ผมคิดว่ามันขัดหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนปี 1948 ที่บอกว่าประชาชนมีสิทธิเลือกตั้ง และต้องมีการจัดการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ”
“พอหลาย ๆ สาเหตุมารวมกัน มันก็ยากที่จะไปนำไปสู่การแข่งขันในเชิงนโยบาย มันเลยทำให้การซื้อเสียงยังเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการซื้อคน” นายพงศธรกล่าวทิ้งท้ายกับ.













