แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/sqrm | ดู : 10 ครั้ง จากทั้งหมด 407 ครั้ง ในรอบ 30 วัน
ช่วงเดือนนี้พรรคการเมืองต่างๆ-ดันนโยบายของตัวเองออกมาขายเตรี

ช่วงเดือนนี้พรรคการเมืองต่างๆ ดันนโยบายของตัวเองออกมาขายเตรียมเข้าสู่เลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ทุกพรรคจะมีหัวข้อนโยบายเกือบครบทุกด้าน แต่เหมือนทุกพรรคต่างก็เห็นตรงกันว่าเรื่องเศรษฐกิจจะเป็นปัญหาอันดับ 1 ที่ต้องแก้ให้ได้หลังเลือกตั้ง เพราะแทบจะทุกเวทีดีเบตเรื่องหลักที่ถูกเอามานำเสนอคือนโยบายที่เน้นการลงทุน การค้า ดันพลังการผลิต เสริมสภาพคล่องทางการเงิน ลดค่าครองชีพ จะต่างกันอยู่ที่มองปัญหาเดียวกันนี้ว่าจะต้องใช้วิธีใดแก้ปัญหา

จะเห็นได้ว่าประเด็นปัญหาทางการเมืองน้อยลงมากนโยบายที่เอามาขายรอบนี้ต่างจากรอบเลือกตั้ง 66 อยู่พอสมควรที่ตอนนั้นแม้จะมีประเด็นเศรษฐกิจในการหาเสียงค่อนข้างมาก แต่ประเด็นทางการเมืองก็ไม่ได้ถูกทิ้ง ทั้งการจัดการมรดกจากยุครัฐบาลทหาร เช่น ประกาศคำสั่งต่างๆ คดีการเมือง แก้รัฐธรรมนูญ จนถึงเรื่องที่แตะต้องได้ยากอย่างการแก้มาตรา 112 ซึ่งรอบนี้เรื่องประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ก็อาจจะต้องเป็นเวทีเฉพาะเรื่องนี้ซึ่งก็ขึ้นกับว่าจะมีคนจัดให้ไปพูดหรือไม่

เวลาเพียง 2 ปี นายกฯ 3 คน พรรคการเมืองโดนยุบอีก 1 พรรค คดีการเมืองยังเต็มศาล รัฐธรรมนูญใหม่ยังรอมร่อ แต่โลกก็ไม่ใจดีขนาดรอให้ไทยเคลียร์บ้านตัวเอง เพราะกลางปีนี้ก็ยังต้องลุ้นว่าตกลงแล้วศาลของสหรัฐฯ จะเอาอย่างไรกับภาษีทรัมป์ที่ลากกันมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว สงครามชายแดนไทย-กัมพูชาเองก็ทำเอารายได้จากชายแดนตะวันออกหดหายมาตั้งแต่กลางปี 68 และดูเหมือนความสัมพันธ์ 2 ประเทศนี้ก็ดูไม่ได้จะฟื้นกลับมาง่ายๆ  จนปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยก็โตต่ำจน GDP ลงมาเหลือร้อยละ 2.2 ที่แม้ตัวเลขขยับมาชั่วคราวได้เพราะนโยบายเงินหมื่นของเพื่อไทยและคนละครึ่งพลัสของภูมิใจไทยเสียมากกว่า แต่ปีนี้อาจจะร่วงลงไปเหลือแค่ 1.5 ส่วนปี 70 อาจขึ้นกลับมาได้แค่ 2.3 ไปพร้อมกับสภาพเงินเฟ้อต่ำเตี้ยจวนเจียนจะหลุดกรอบ 1% กลายเป็นเงินฝืดตามกรอบที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งไว้ แม้แถลงการประเมินเศรษฐกิจไตรมาสล่าสุด ธปท.จะบอกว่ายังไม่ฝืดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดใหญ่ๆ ของรัฐบาลไทยเวลานี้นอกจากสภาพเศรษฐกิจที่ดูเข็นไม่ขึ้น ยังเจอปัญหากรอบงบประมาณที่จะใช้ได้ก็เหลือน้อยเต็มที ดูจากสภาพของงบประมาณรายจ่ายประจำปีปีล่าสุดเกือบ 3.8 ล้านล้านบาท แค่รายจ่ายประจำก็แตะ 70% แล้ว จนเหลืองบลงทุนของภาครัฐแค่ไม่ถึง 23% ทำให้น่าสนใจว่านโยบายพรรคการเมืองที่หาเสียงกันไว้หากได้เป็นรัฐบาลจะจัดการอย่างไรให้เกิดขึ้นได้จริง

ทั้งนี้ นโยบายที่นำเสนอกันมา มีตั้งแต่เฉดที่ต้องใส่เงินเข้าไปให้ประชาชนได้เกิดการจับจ่ายใช้สอยเพื่อเลี้ยงทั้งฝั่งบริโภคและฝั่งผู้ผลิตและให้บริการ ไปจนถึงเฉดที่มองปัญหาว่าถ้าจัดการคอรัปชั่นได้ก็จะดึงนักลงทุนที่มีศักยภาพเข้ามาสร้างงานสร้างอาชีพพัฒนาการผลิตได้ แต่เรื่องพวกนี้ทุกพรรคก็พูดถึงกันหมดต่างกันแค่ว่าแต่ละพรรคจะให้น้ำหนักเรื่องไหนมากกว่ากัน

ถ้าจะดูว่าคล้ายกันขนาดไหน อาจจะต้องยกนโยบายที่เลิกไม่ได้แบบ “คนละครึ่ง” ที่เป็นนโยบายที่เกิดมาตั้งแต่ยุคประยุทธ์ 2 และพรรคใหญ่ 3 พรรคที่มีแนวโน้มได้จัดตั้งรัฐบาลมากที่สุดต้องรับมาปรับเปลี่ยนให้เป็นตามแนวทางของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่งที่ลดวงเงินลงแล้วพ่วงหวยใบเสร็จของ ปชน. หรือของพรรคเพื่อไทยปรับสัดส่วนใหม่เป็นรัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30 และอาจจะจำกัดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่นกลุ่มที่ได้ไปแล้วอาจจะไม่ได้ซ้ำอีก รวมถึงเน้นช่วยพื้นที่ภัยพิบัติและสงครามก่อน ไปจนถึงคนละครึ่งพลัสของภูมิใจไทยที่บอกว่าจะทำต่อ ซึ่งจากคำอธิบายของแต่ละพรรคก็จะมองคล้ายๆ กันว่าสภาพการบริโภคภายในประเทศที่ลดลงมากจนต้องออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นออกมาเหมือนกัน

เห็นปัญหา “เศรษฐกิจ” เหมือนกัน แต่เห็นศูนย์กลางปัญหาต่างกัน

นโยบายหลักของการหาเสียงของทุกพรรควันนี้ฟังเผินๆ แล้วอาจจะคล้ายๆ กันไปหมดมีตั้งแต่นโยบายแก้ปัญหาสังคมสูงวัย แรงงานวัยหนุ่มสาวลดลง กำลังซื้อหดตัวการบริโภคลดลง รีสกิล-อัพสกิลแรงงานให้ทันโลกที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังจะเข้ามาทดแทน การลงทุนของภาครัฐเพื่อให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมให้ทันสมัย เมกะโปรเจคต์อย่างรถไฟความเร็วสูง หรือความพยายามเชื่อมอ่าวไทย-อันดามันด้วยโปรเจคต์ที่หน้าตาคล้ายๆ แลนด์บริดจ์ที่อาจต่างกันแค่โหมดการเดินทางว่าจะเป็นถนนหรือรถไฟ

อย่างไรก็ตามหากดูการดีเบตหรือการนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองก็จะเห็นความแตกต่าง ถึงการมองศูนย์กลางปัญหาเศรษฐกิจอาจจะที่ต่างกันอยู่บ้าง

ในกรณีของเพื่อไทยจะมองว่าไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่ประชาชนมีรายจ่ายประจำที่ตึงตัวมากทั้งจากหนี้ต่างๆ ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ แม้กระทั่งการรีสกิล-อัพสกิลก็ยังเป็นเรื่องยากเพราะการออกไปเสริมทักษะแรงงานก็ทำให้ขาดรายได้โดยที่มีรายจ่ายรออยู่ทำให้การเสริมทักษะให้ตอบโจทย์การจ้างงานที่ค่าแรงสูงขึ้น รูปแบบนโยบายของพรรคเพื่อไทยจึงออกไปในทาง ช่วยเหลือด้วยการลดรายจ่ายเพื่อให้คนมีเงินเหลือกระตุ้นกำลังซื้อ ส่วนผลระยะยาวคือ เอื้อให้คนมีโอกาสสะสมทุน ต่อยอดโอกาสในอนาคต

ส่วนทางฝั่งพรรคประชาชน อาจจะด้วยเซตธีมหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้มาเป็น “มีเราไม่มีเทา” โดยตั้งโจทย์ทางเศรษฐกิจผูกอยู่กับการมองปัญหาไปที่ตัวของ “รัฐ” เองว่าไม่มีความโปร่งใส จนไม่ดึงดูดการลงทุนที่จะสร้างงานสร้างเศรษฐกิจบนดินได้ จนดันแนวคิดรัฐต้อง “Lean & Neat” ที่จะเข้าไปจัดการทำให้ระบบปลอดทุจริต(Neat) ด้วยการกระชับระบบราชการให้เล็กลงลดความอุ้ยอ้าย ลดระเบียบขั้นตอน ลดใบอนุญาตและคนที่ต้องใช้ดุลพินิจลงเพื่อลดการรับสินบน เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการยุบรวมหน่วยงานทับซ้อนลง (Lean) ไปจนถึงการทำรัฐบาลดิจิทัลที่จะเชื่อมฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานกันเข้ามาลดการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนที่กระจัดกระจายตามหน่วยงานรวมการทำ Start Files และการขออนุญาตผ่านช่องทางออนไลน์ได้ และปัญหาโครงสร้างของระบบราชการที่ยังไม่ Lean & Neat ก็จะถูกพูดแทรกระหว่างนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆ  ซึ่งการจัดการเรื่องเหล่านี้จะทำภายใน 18 เดือน

แต่ ปชน.ขายเรื่องนี้คู่ไปกับทั้งนโยบายด้านสวัสดิการ และการหนุนดันอุตสาหกรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความต้องการให้เกิดการเข้ามาลงทุน

ส่วนจุดขายของภูมิใจไทยจะหารายละเอียดค่อนข้างยาก เพราะขึ้นกับตัวคนที่นำเสนอนโยบายจะอธิบายไม่ได้ใส่บนเว็บไว้ให้ดูได้ง่ายๆ แบบพรรคเพื่อไทยและประชาชน ให้ความสำคัญกับการ “ลดค่าครองชีพ” เช่นเดียวกับพรรค พท. แต่มีจุดขายที่โดดเด่นที่สุดคือ โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ซึ่ง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. และแคนดิเดตนายกฯ กล่าวย้ำบ่อยครั้งขณะเดินทางไปหาเสียง ทั้งบนเวทีปราศรัยและในตลาด

‘คนละครึ่ง พลัส’ ของพรรค ภท. ยังถูกขายพร้อมกับภาพลักษณ์ความเป็น ‘มือโปร ของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีต ‘รัฐมนตรีคนนอก’ ใน ‘รัฐบาล 4 เดือน’ โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา หัวหน้าพรรค ภท.ยืนยันชัดเจนว่า ทั้งสองคนเป็นทีมเศรษฐกิจและเป็นสมาชิกพรรค ภท. แล้ว

แต่ถ้าดูจากฝ่ายเศรษฐกิจของพรรคที่เป็นคนหลักอย่าง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ได้ไปตามเวทีดีเบตต่างๆ ก็จะพอเห็นแนวทางของพรรคที่ไปโฟกัสการใช้จ่ายของภาครัฐ(แต่ก็จะลดรายจ่ายไปในตัว) ไม่เก็บภาษีเพิ่ม เน้นหาตลาดส่งออกเพื่อหารายได้เข้าประเทศ

นโยบาย “หวย” ประชาชนได้ลุ้น เพื่อเป้าหมายเอาข้อมูล-รายได้เข้ารัฐ

พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ต่างก็มีนโยบายเกี่ยวกับ “หวย” ที่ใกล้เคียงกันที่อาจจะเรียกได้ว่าต่างในเชิงวิธีการ แต่เป็นนโยบายที่ทั้งสองพรรคต้องการเอามาแก้ปัญหาที่รัฐไม่สามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีเงินได้ได้ตามเป้าเนื่องจากธุรกิจที่ไม่อยู่ในระบบภาษีจึงต้องพยายามหาแรงจูงใจให้มาเข้าระบบ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องพึ่งแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้า(VAT 7%) ให้เป็นรายได้หลักต่อไปและสัดส่วนรายได้เข้ารัฐต่อ GDP ก็ลดลงมาเรื่อยๆ จนปี 68 เหลืออยู่ 14.9% และงบประมาณปี 70 นี้รัฐบาลต้องตั้งวงเงินกู้ชดเชยขาดดุล 788,000 ล้านบาทเพื่อมาลงทุน

เงินที่หมุนเวียนอยู่นอกระบบภาษี(ที่ไม่ได้หมายถึงแค่ธุรกิจใต้ดินหรือเทาๆ แต่รวมถึงธุรกิจร้านค้าสุจริตที่รายได้ไม่แน่ไม่นอน หรือบุคคลที่มีรายได้แต่ไม่ยื่นภาษี) ของไทยใหญ่ขนาดไหน จากที่มีการประเมินจากธนาคารโลกประเมินไว้อยู่ที่ประมาณ 46.5% ของ GDP ซึ่งอาจสูงถึงกว่า 8 ล้านล้านบาทเลยทีเดียวและน่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอให้พรรคการเมืองที่อยากดันเศรษฐกิจไทยต้องดึงส่วนนี้มาเข้าระบบให้ได้เพราะต่อให้ได้แค่ 1% ก็ 80,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งก็กลายเป็นที่มาของนโยบาย “หวย” ของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย

พรรคประชาชนเลือกใช้ “หวยใบเสร็จ SME” โดยตั้งเป้าว่าจะช่วยให้เกิดการซื้อสินค้าบริการจากผู้ประกอบการรายย่อยให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากคนซื้อจะได้ลุ้นหวยแล้วก็จะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยากเข้าระบบภาษีมากขึ้นด้วยรวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ SME จะได้คือได้ขยายเพดานยอดขายต่อปี VAT ที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 3.6 ล้านบาท/ปี

โครงการจะเอาผนวกกับนโยบายคนละครึ่งซึ่งเป็นนโยบายลดรายจ่ายของประชาชน ที่จะให้คนที่ซื้อของจากร้านโชห่วยได้ครบ 500 บาทคละร้านได้ผ่านระบบ “เป๋าตังค์” ก็จะได้หวยใบเสร็จ 1 ใบ ส่วนร้านค้าเองก็จะได้ 1 ใบหากมียอดการขายถึง 5,000 บาท แต่ผู้ซื้อผู้ขายก็จะได้หวยไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รางวัลออกทุกวันที่ 1 กับ 16 ของแต่ละเดือน แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะให้รางวัลละเท่าไหร่

ส่วนพรรคเพื่อไทยก็เพิ่งออกนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน” มา ที่นอกจากจะมีหวยใบเสร็จ VAT เหมือนกันแล้ว ยังสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มอื่นๆ มาเข้าระบบเพิ่มด้วย โดยจะมีรางวัลให้กับทั้งกลุ่มประชาชนที่มีรายได้มายื่นแบบภาษีเงินได้ เกษตรกรที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน คนชรา (60 ปีขึ้นไป) ที่รัฐเข้าไม่ถึงข้อมูล และกลุ่มอาสาประเภทต่างๆ เช่น อสม.ทั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เป็นต้น ซึ่งการแจกรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนเหล่านี้เข้าระบบมาทั้งหมด โดยจะสุ่มตามเลขประชาชน 13 หลัก ซึ่งตามความคาดหวังของพรรคจะขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) ได้ 20 % หรือ 200,000 ล้านบาท จากการลงทุนแจกรางวัลปีละ 3,285 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางกระแสเลือกตั้งนี้ นโยบายลักษณะนี้ย่อมถูกมองว่าเป็นการแจกเงินประชานิยม มากกว่าจะถูกวิจารณ์ที่เนื้อหาจริงๆ ว่าสุดท้ายแล้วสมมติฐานที่ว่าลงเงินไปแล้วจะได้รีเทิร์นกลับมาอย่างที่คนออกนโยบายคิดหรือไม่

เทียบชุดนโยบายดันเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ 3 พรรค

พรรค พท.

ให้ความสำคัญกับการ “ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้” โดยรัฐจะมีหน้าที่อัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อ subsidize ค่าใช้จ่ายพื้นฐานให้กับประชาชน รวมถึงขยายบริการให้คำปรึกษาสุขภาพจิตในสิทธิ 30 บาท

ตัวอย่าง

  • นโยบายคนไทยไร้จน คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนไม่ถึง 3,000 บาท ต่อเดือน รัฐจะเติมเงินไปให้เต็ม
  • ยกระดับโครงการ “คนละครึ่ง” โดยรัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30%
  • รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย / ระบบขนส่งเข้าสู่ระบบหลัก (ฟีดเดอร์) 10 บาท
  • งดเว้นต่อภาษีทะเบียนจักรยานยนต์ให้ไรเดอร์ (แต่ยังต้องต่อประกัน พ.ร.บ.)
  • อินเตอร์เนตราคาประหยัด รัฐดูแลราคาขั้นต่ำอินเตอร์เนต และอุดหนุนให้โรงเรียน คลินิก และ SME มีอินเตอร์เนตราคาถูก
  • บ้านเพื่อคนไทย ผ่อนเริ่มต้น 4,000 บาท / เดือนไม่ต้องดาวน์  สำหรับคนเงินเดือนไม่เกิน 50,000 ไม่เคยถือครองสิทธิที่อยู่สิทธิ์ ใกล้รถไฟ ใช้ที่ดินการรถไฟ (พัฒนาตามระบบราง)
  • จัดการที่ดินทำกินกรณีที่อุทยานและป่าสงวนทับที่ดินทำกิน: นิรโทษกรรมคดีป่าไม้ & ตั้งระบบดิจิทัลที่ดินแห่งชาติ (One Scheme)
  • แก้หนี้ / สินเชื่อ ด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้ามา “รับซื้อหนี้เสีย” ไปบริหารจัดการ
    • ถ้ามีหนี้ในธนาคารรัฐและยอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ถ้าผ่อนตรงเวลาฟรีค่าผ่อน 1 งวด แต่ไม่เกิน 5000 บาท
    • พักหนี้เกษตรกรให้ 3 ปี สำหรับหนี้วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท เฉพาะในธนาคารรัฐ
    • มีสินเชื่อสำหรับ SMEs/StartUp ที่เข้าไม่ถึงของธนาคารด้วยการตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิต
  • ขยายกำลังการผลิตโซลาร์เซลของประเทศลงทุนสร้างสมาร์ทกริด ให้เอกชนซื้อไฟสะอาดจากผู้ผลิตได้โดยตรง และทำให้ผู้ผลิตสามารถขายไปผ่านสายส่งของรัฐได้ตามต้นทุนจริง ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินให้รัฐได้
  • ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% เป็นการโอนส่วนต่างคำไรที่ควรได้ทบให้เต็ม 30 % ของราคาทุน
    • ตั้งเป้าราคาตลาดสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น
    • ปรับสัดส่วน ผลตอบแทนอ้อยและน้ำตาล จากเป็น 70:30
    • หนุนปลูกต้นยาง 1 ล้านไร่
    • คูปองเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า และปุ๋ย
  • ตั้งกองทุนหมู่บ้าน (1 อำเภอ 1 สตาร์ทอัพ) ทุนตั้งต้น 500,000 บาท/ราย/อำเภอ ให้ทดลองตลาด ลดหย่อนภาษี 5 เดือน
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์ / Comfortable Energy จัดตั้ง THACCA ให้เป็นสำนักงาน รีสกิล-อัพสกิล ด้วยนโยบายหนึ่งครอบครัวหนึ่งซอฟพาวเวอร์ แก้กฎหมายเซนเซอร์ ทำกฎหมายใหม่สำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงใหม่
    • ส่งออกวัฒนธรรม เทศกาล แล้วก็นำเทศกาลเข้าประเทศ
    • “สินเชื่อเพื่อคนไทยในต่างแดน” ยกระดับธุรกิจคนไทยในต่างแดน
  • รัฐเข้าไปเป็นลูกค้าของ SME หรือก็คือจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐมุ่งไปที่ธุรกิจ SME เพิ่มขึ้นจากเดิม 30% มีแต้มต่อด้านราคา
  • 30 บาทรักษาทุก(ข์)ใจ ขยายบริการให้คำปรึกษาสุขภาพจิตในสิทธิ
    • ทำระบบข้อมูลคนไข้รวม ใช้เวลา 1 ปี เพื่อทำระบบส่งต่อคนไข้ให้รักษาได้ทุกที่
    • บริหารงานและงบประมาณของโรงพยาบาลด้วย AI
    • ให้คำปรึกษาทางการแพทย์ด้วย AI ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลคนไข้
    • เพิ่มสิทธิพบจิตแพทย์ได้ตั้งแต่ชั้นปฐมภูมิ
    • จ้างงานจิตแพทย์เพิ่ม ให้คนเรียนจบจิตวิทยาเข้าระบบอบรมเร่งรัด
    • เพิ่มผู้ให้คำปรึกษาในระบบสายด่วน
    • ปรับให้หน่วยบริการใกล้บ้านเป็นฐาน

พรรค ภท.

ให้ความสำคัญกับการ “ลดค่าครองชีพ” -กระตุ้นกำลังซื้อเช่นกัน จุดขายที่โดดเด่นที่สุดคือ โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ซึ่ง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. และแคนดิเดตนายกฯ กล่าวย้ำบ่อยครั้งขณะเดินทางไปหาเสียง ทั้งบนเวทีปราศรัยและในตลาด

  • สานต่อโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สร้างรายได้ และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ สร้างเงินหมุนเวียนไทยในระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มีอะไรจูงใจเพิ่ม
  • ลดค่าไฟให้ประชาชนจ่ายต่ำกว่า 3 บาท/ยูนิต สำหรับ 200 ยูนิตแรก
  • บัตรสวัสดิการ พลัส (ทำบัตรคนจนใหม่): ลงทะเบียนคนรายได้น้อยใหม่ คัดกรองคนที่ “ไม่จน” จริงเพื่อยกเลิกบัตร ไม่ให้มีการสวมสิทธิ์คนจน
  • ดูแลผู้สูงอายุผ่าน 4 มาตรการ
  • จ้างงานผู้สูงอายุ นำมาลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท
  • สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดร้อยละ 50
  • สร้าง “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทั่วประเทศ” รองรับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำที่ดินรัฐ ที่มีทำเลที่มีศักยภาพ มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุน และสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ในระยะยาว
  • รัฐให้การส่งเสริมการลงทุน (BOI)  ให้ความช่วยเหลือทางด้านภาษี เพื่อเป็นการลดต้นทุนให้เอกชน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุลดลง อีกทั้งยังเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และส่งเสริมการลงทุน อีกด้วย
  • ตั้งกองทุนภัยพิบัติ เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติให้ AI จับข้อมูล จ่ายทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท และรัฐจ่ายค่าประกันภัย 1,000 ต่อครัวเรือน เพื่อทำประกันกองทุนภัยพิบัติ รวมมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านบาท เมื่อเกิดน้ำท่วม AI จับข้อมูลได้ จะจ่ายทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม โดยหากประชาชนต้องการจะเพิ่มวงเงินเอาประกันสูงขึ้น สามารถทำเพิ่มเองได้
  • ศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ  มาตรการ “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด” เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการจัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้ง 878 อำเภอ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้โดยสะดวก ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาพยาบาล
  • พยาบาลอาสา เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้าง 4 ปี
  • โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา  เพื่อดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์  โครงการนี้จะมีการจ้างงาน จากผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม แล้วเข้าทำงาน จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา เงินเดือน 15,000 บาท โดยมีสัญญาจ้างงานขั้นต่ำ 4 ปี ทำงานเชิงรุก เคาะประตู ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ  เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน  ช่วยเหลือผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์

พรรค ปชน.

ในขณะที่ พรรค ปชน. เรื่องปฏิรูปภาครัฐ ก็มีส่วนที่ชู “ระบบสวัสดิการ” ตั้งแต่ในเกิดจนถึงวัยท้ายของชีวิต เห็นได้จากกลุ่มก้อนนโยบายที่มีทั้งหมวดแรงงาน การดูแลเด็ก-ผู้สูงอายุ และ “ปฏิรูประบบสุขภาพ” ให้หมอกับคนไข้รอดไปด้วยกัน แต่ก็มีนโยบายที่เกี่ยวกับการลดรายจ่ายไปด้วย

ปฏิรูปภาครัฐ เช่น

  • ลดการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงและเลิกสิทธิพิเศษของรัฐวิสาหกิจ ยกเลิกหลักประกันซอง มีคนนอกตรวจสอบกรณีเป็นโครงการก่อสร้างเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป
  • บริการของภาครัฐและการทำงานของระบบราชการด้วยระบบดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลข้ามระบบ ไปพร้อมกับเปิดเผยโค๊ดของซอฟท์แวร์เป็นสาธารณะเพื่อให้หน่วยงานนำไปต่อยอดได้ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลกลาง

ดันหลัง SME อุตสาหกรรมภายใน

  • จูงใจ SME เข้าระบบภาษีด้วยหวยใบเสร็จ ใช้บริการดิจิทัลของคนไทย
  • ดันอุตสาหกรรมภายในด้วยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับปัญหาคุณภาพชีวิต เช่น ประปาสะอาด รถเมล์ไฟฟ้า ที่อาศัยการลงทุนของภาครัฐ ไปพร้อมกับการผลักดันอุตสหากรรมเทคโนโลยีให้ผลิตสินค้าบางส่วนได้เองโดยไม่ต้องตั้งเป้าว่าจะต้องเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเองทุกชิ้น ไปจนถึงการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (อาวุธยุทโธปกรณ์) ด้วย

สิทธิแรงงาน เช่น

  • ลดชั่วโมงทำงานให้เหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทันที 4% และปรับเพิ่มทุกปีตามค่าครองชีพ-ทักษะที่เพิ่ม
  • คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม มีประกันภัย มีกองทุนบำนาญ และชดเชยว่างงานเทียบเท่าแรงงานในระบบ
  • เพิ่มสิทธิลาหยุดปวดประจำเดือน และวันลาเพื่อไปดูแลคนในครอบครัวในวาระสุดท้ายของชีวิต
  • นำสำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ ให้คณะกรรมการมาจากการเลือกตั้งของผู้ประกันตน

ปฏิรูประบบสาธารณสุข

  • การปฏิรูประบบบริหารจัดการของสปสช.และระบบงบประมาณให้มีสำรองจ่ายเพิ่มความมั่นคงบัตรทอง
  • ลดการลาออกของหมอ: จำกัดชั่วโมงทำงานไม่เกิน 60 ชม./สัปดาห์ พร้อมบังคับหยุดพักหลังกะดึก เพื่อลดการลาออกและคืนความปลอดภัยในการรักษาให้ทั้งบุคลากรและประชาชนอย่างยั่งยืน
  • เพิ่มเงินค่าตอบแทน อสม. 8,000-10,000 บาทต่อเดือนตามภาระงานจริง
  • เร่งจ้างจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิกประจำโรงพยาบาลชุมชน

หมวดดูแลเด็ก-ผู้สูงวัย-ผู้พิการ

  • ให้เงินเด็กแรกเกิด เด็กเล็ก เพิ่มเบี้ยสูงอายุ คนพิการ
  • จัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก 4 เดือน – 2 ขวบ 1,000 แห่งในเขตเมือง/อุตสาหกรรม ปฏิรูปศูนย์การศึกษาเด็กพิเศษ เพิ่มครูพิเศษ 2,000 ตำแหน่ง
  • สวัสดิการพื้นฐานผ้าอนามัย แจกฟรีในสถานศึกษาและลดภาษี
  • สร้างระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาว (Prolonged Term Care)
  • สร้างสวัสดิการที่อยู่อาศัย 1 ล้านยูนิตใน 4 ปี ผ่านการอุดหนุนค่าเช่า สินเชื่อบ้านหลังแรก และเปลี่ยนผู้เช่าการเคหะฯ เป็นเจ้าของ เพื่อความมั่นคงของประชาชน
  • ยกระดับ อสม. 1 แสนคนเป็น “แนวหน้าสุขภาพ” เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น แม่และเด็ก สุขภาพจิต และกายภาพบำบัด พร้อมค่าตอบแทน

ตั๋วร่วม 8-forty five บาทตลอดสาย เน้นลดค่าเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเหมือนกัน แต่ต่างกับของเพื่อไทยตรงราคาเริ่มต้นที่ของ ปชน.เริ่มจาก 8- forty five บาทตลอดสายด้วยตั๋วร่วมที่ใช้ได้กับขนส่งสาธารณะทุกประเภทรวมกันจะไม่เกิน forty five บาท แต่หากขึ้นรถเมล์จะเริ่มต้นที่ 8 บาท แต่ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าจะเริ่มที่ 15 บาท

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

หยุด 6 ความคิดเหล่านี้ หากไม่อยากถูกมิจฉาชีพลวง . บางครั

13.57 น. วงแหวนตะวันออก (ทล.9) มุ่งหน้าบางพลี การจราจรติดขัด 2026-01-28 07:02:00

รายการ คุยข่าวเช้าช่อง8 เช้านี้ขยี้ข่าว วันที่ 29 มกราคม 2569 | ข่าวช่อง8

'สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ' ประสาน 'ตำรวจสากล' ติดตามผู้ถูกกล่าวหา 'คดีทุจริตหนีข้ามแดน' ลั่น ไม่มีอายุความ

🌊🌱 กรมทะเลฯ สร้างพลังเยาวชน ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชา

กรมอุทยานฯ ทดลองฉีดวัคซีนคุมกำเนิดช้างป่าครั้งแรกในไทย มุ่งส

ปิดตำนาน 6 ปี! บุกเบตง รวบแก๊งโจ๋บุกพังสถานพินิจฯ ยกพวกถล่มค

ปตท. รับมอบ Lng สัญญาระยะยาวเรือเที่ยวแรกจากสหรัฐฯ เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไทย

วงเสวนาฯแนะรัฐ‘ปฏิรูปรายได้-ขยายฐานภาษี-ลดทุจริต’ หนุนความยั่นยืน‘ประกันสุขภาพถ้วนหน้า’

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/sqrm | ดู : 10 ครั้ง จากทั้งหมด 407 ครั้ง ในรอบ 30 วัน
  1. วงเสวนาฯแนะรัฐปฏิรูปรายได้-ขยายฐานภาษี-ลดทุจริต-หนุนความยั่นยืนประกันสุขภาพถ้วนหน้า วงเสวนาฯแนะรัฐปฏิรูปรายได้-ขยายฐานภาษี-ลดทุจริต หนุนความยั่นยืนประกันสุขภาพถ้วนหน้า
  2. 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืนนาฬิกาวันสิ้นโลกเฉียดใกล้หายนะที่สุด | ทันโลกกับThaiPBS 28 ม.ค. 69 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืนนาฬิกาวันสิ้นโลกเฉียดใกล้หายนะที่สุด | ทันโลกกับThaiPBS 28 ม.ค. 69
  3. ด่วน ศึกพิพาทร้านชำ รัวสนั่นฆ่-า 1 ศw แฉนาทีมือยิvสติหลุดหวิดสังเวยศw 2  28/01/69 ด่วน ศึกพิพาทร้านชำ รัวสนั่นฆ่-า 1 ศw แฉนาทีมือยิvสติหลุดหวิดสังเวยศw 2 28/01/69
  4. -ถนนสายดอกไม้-มวกเหล็ก-อุโมงค์ประดู่แดง-อสค.-ช่วงนี้ต้นประ 🌸 ถนนสายดอกไม้ มวกเหล็ก อุโมงค์ประดู่แดง อสค. 🌿ช่วงนี้ต้นประ
  5. หมอสุภัทร-โต้กลับหมอเอกภพอย่านำราคา-atk-เกรด-c-มาเทียบกับ-at หมอสุภัทร โต้กลับหมอเอกภพอย่านำราคา atk เกรด c มาเทียบกับ at
  6. สถานการณ์ฝุ่นpm2.5ในภาคเหนือตอนล่างเริ่มรุนแรง-ล่าสุด-ค่าฝุ่ สถานการณ์ฝุ่นPM2.5ในภาคเหนือตอนล่างเริ่มรุนแรง ล่าสุด ค่าฝุ่
  7. พู๊ดดสิดิว-️. พู๊ดดสิดิว ☺️ .
  8. ไล่ล่านักโทษชายคดียาเสพติด-แหกคุกจากเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง-จ.-|-2026-01-27-04:10:00 ไล่ล่านักโทษชายคดียาเสพติด แหกคุกจากเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จ. 2026-01-27 04:10:00
  9. แมนยู ไร้ ดอร์กู 3 เดือน/ก่อนเกม หงส์แดง ดวล คาราบัค ศึกยูฟ่าฯ – หนุ่ยคุยออนไลน์ ตอนที่.861 อัพเดทข่าว แมนยู ไร้ ดอร์กู 3 เดือน/ก่อนเกม หงส์แดง ดวล คาราบัค ศึกยูฟ่าฯ – หนุ่ยคุยออนไลน์ ตอนที่.861 อัพเดทข่าว
  10. เช็กจุดยืนพรรคการเมืองหลักต่อการปราบ-ทุนเทา-คอร์รัปชัน-ก่อนเข้าคูหา-8-กพ.-2569 เช็กจุดยืนพรรคการเมืองหลักต่อการปราบ ทุนเทา-คอร์รัปชัน ก่อนเข้าคูหา 8 ก.พ. 2569

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
Send this to a friend