
ถอดถอนนายกฯ – ตึก สตง. – คดีฮั้ว สว. ย้อนดู 5 เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ 60

ที่มาของภาพ : Thai Data Pix
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Position, ผู้สื่อข่าว.
นับเป็นเวลากว่า 8 ปีแล้วที่สังคมไทยอยู่ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ได้มาภายหลังการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ขนานนามว่ามันเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีกลไกที่แตกต่างออกไปจากฉบับก่อนหน้าในหลายประเด็น เช่น การได้มาซึ่ง สว., การกำหนดมาตรฐานจริยธรรมนักการเมือง, การกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, กลไกการยื่นถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระโดยประชาชนที่หายไป, ไปจนถึงการเปลี่ยน “สิทธิ” ของประชาชนบางประการ ให้กลายเป็น “หน้าที่ของรัฐ”
รัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ยังขึ้นชื่อว่าแก้ไขยากที่สุดจากเงื่อนไขที่ต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ของทั้งสองสภารวมกัน และที่สำคัญคือ ต้องมี สว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
ผลคือที่ผ่านมามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้สำเร็จเพียง 1 ครั้ง นั่นคือการแก้ไขวิธีการได้มาซึ่ง สส. ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกกว่า 20 ร่างที่มีการนำเสนอ รวมถึงร่างฯ จากภาคประชาชน 4 ร่าง นั้นไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
ยังไม่นับรวมว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ “ทั้งฉบับ” ยังจำเป็นต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง
. สำรวจ 5 ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นผลสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560
1. สว. ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน และคดีฮั้ว สว.
การเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ 60 ได้รับการกล่าวขานว่ามีชุดกติกาพิสดาร โดยมาตรา 107 ระบุว่าผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ต้องสมัครโดยระบุกลุ่มอาชีพ
จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเลือก สว. โดยใช้ระบบที่กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าให้ผู้สมัคร “เลือกกันเอง” ผ่าน 3 ระดับคือ อำเภอ จังหวัด และประเทศ
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุดSlay of ได้รับความนิยมสูงสุด
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 (พ.ร.ป. สว.) ที่ออกโดยอาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญจึงได้กำหนดในมาตรา 40-42 ให้การเลือกในแต่ละระดับมี 2 รอบย่อยคือเลือกกันเองในกลุ่มและเลือกไขว้กลุ่มอื่น ผู้ชนะจาก 77 จังหวัดกว่า 3,000 คนเข้าสู่รอบประเทศและคัดเหลือกลุ่มละ 40 คน ก่อนเลือกไขว้เพื่อหาผู้ได้คะแนนสูงสุด 10 อันดับในแต่ละกลุ่ม จำนวนรวม 200 คนเป็น สว. ตัวจริง ส่วนลำดับ 11-15 ของแต่ละกลุ่มเป็นบัญชีสำรอง
พ.ร.ป. สว. ในมาตรา 36 ยังระบุให้ “ผู้สมัครอาจแนะนําตัวได้ตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกําหนด”
ตลอดทั้งการเลือกในระดับต่าง ๆ กกต. ห้ามให้มีการหาเสียงและกำหนดแนวทางให้มีเพียงการ “แนะนำตัว” เท่านั้น โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุโดยอ้างรัฐธรรมนูญว่า “ด้วยเหตุข้างต้นที่รัฐธรรมนูญออกแบบให้ สว. มีลักษณะดังกล่าว (หมายถึงคุณลักษณะของ สว. ตามรัฐธรรมนูญ) กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้สมัคร สว. ทำได้แค่แนะนำตัว นั้น หมายความว่าห้ามหาเสียงโดยปริยาย”
มีผู้วิจารณ์ว่าระบบนี้ ไม่ให้ประชาชนที่ไม่ใช่ผู้สมัครเข้ามามีส่วนร่วม เช่น ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เคยระบุว่าเขา “รู้สึกอึดอัดใจที่จะเรียกการเลือก สว. ในครั้งนี้ ว่าเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นผู้เลือก ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม”
รายงานจากไอลอว์ ซึ่งสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนั้นระบุหลังสิ้นสุดกระบวนการการเลือก สว. ในเดือน ส.ค. 67 ยังระบุด้วยว่า “ความซับซ้อนและขาดการมีส่วนร่วมส่งผลให้ที่มาของ สว. จากระบบเช่นนี้ขาดความเป็นตัวแทนและความรับผิดชอบต่อประชาชน ผู้สมัครในสนามนี้ไม่ได้เป็นทั้งตัวแทนของวิชาชีพหรือพื้นที่อย่างแท้จริง และไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน”
รายงานชิ้นเดียวกันของไอลอว์ยังระบุด้วยว่า พบความผิดปกติหลายประการในกระบวนการเลือก สว. ครั้งดังกล่าว เช่น ผลคะแนนที่เกาะกลุ่มกันผิดธรรมชาติ เชื่อมโยงกับอิทธิพลการเมืองระดับจังหวัด และการเลือกไขว้ระดับประเทศที่พบว่ามี 8 จังหวัดที่ตัวแทนจากจังหวัดดังกล่าวเข้ารอบในระดับประเทศได้ทั้งจังหวัด ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกันยังพบแพทเทิร์นการลงคะแนนเรียงหมายเลขเหมือนกันทั้งหมด
จากความผิดปกติของกระบวนการเลือก สว. ทำให้เกิดการยื่นเรื่องเพื่อดำเนินการตรวจสอบกระบวนการเลือกจากเหตุต้องสงสัยว่าทุจริตอย่างน้อย 3 เส้นทางในช่วง 10 เดือนแรกหลังการเลือกตั้ง โดยแบ่งออกเป็น
- เส้นทางศาลรัฐธรรมนูญ ได้แก่ กรณีคำร้องจากกลุ่มของ นายสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีตผู้สมัคร สว. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาไม่รับคำร้องคดีดังกล่าวในวันที่ 11 ธ.ค. 67
- เส้นทาง กกต. ซึ่งประชาชนและอดีตผู้สมัคร สว. ส่งคำร้องให้ กกต. รวมแล้วกว่า 600 เรื่อง ทั้งนี้มีการยกคำร้องไปแล้วหลายร้อยฉบับ
- เส้นทางศาลฎีกา โดย “กลุ่ม สว. ที่มีชื่อในบัญชีสำรอง” ร้องขอต่อศาลฯ ให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สว. รายที่ยังคงมีข้อร้องเรียนตามกระบวนการของ กกต. ศาลฎีกาได้ยกคำร้องนี้ในเดือน พ.ย. 67 โดยชี้ว่าต้องให้ กกต. เป็นผู้ร้องเท่านั้น ตามรัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 226
- เส้นทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดย “กลุ่ม สว. สำรอง” ยื่นเรื่องร้องเรียน DSI หลังจากนั้นมีการเผยแพร่ “เอกสารลับ” ที่มีเนื้อหาระบุว่าเป็น “โพย” ซึ่งเป็นพยานหลักฐานของคดีและระบุว่ามี สว. อย่างน้อย 138 คนจาก 200 คนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เอกสารที่มีการเปิดเผยนี้ส่งแรงสะเทือนถึง กกต. ซึ่งได้สั่งให้ดำเนินการไต่สวนกรณีดังกล่าว โดยมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 ของสำนักงาน กกต. เป็นผู้รับผิดชอบการสืบสวนร่วมกับ DSI เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 68
ต่อมา DSI รับข้อร้องเรียนนี้เป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 ในข้อหาว่าบุคคลที่ถูกร้องเรียนอาจมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการที่เข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินในวันที่ 6 มี.ค. 68
ทั้งนี้ DSI มีอำนาจในการสืบสวนและดำเนินคดีในฐานความผิดการฟอกเงินเท่านั้น ทำให้พยานหลักฐานจาก DSI ในการสืบสวนดังกล่าวถูกส่งกลับไปยังกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ ของ กกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ (ม. 226) และ พ.ร.ป. สว. (ม. 62) ในการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ศาลฯ “เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง” ในกรณีที่พบว่ามีความผิดได้และถอดถอนบุคคลนั้นออกจากตำแหน่ง สว. ได้

ที่มาของภาพ : Thai Data Pix
เดือน พ.ค. 68 เป็นเดือนที่ DSI ส่งเรื่องไปยัง กกต. และ กตต. เริ่มออกหมายเรียก สว. กลุ่มแรกในคดีฮั้วเลือก สว. เข้าให้การ
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเดียวกับที่วุฒิสภาเริ่มดำเนินการคัดเลือกบุคคลในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่รัฐธรรมนูญ 60 (มาตรา 203-206) กำหนดให้สว. มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบ โดย 4 ตำแหน่งที่จะมีกระบวนการคัดเลือกในขณะนั้น ได้แก่ กรรมการ กกต. 1 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน และอัยการสูงสุด 1 คน ซึ่งอาจมีอำนาจโดยตรงในการตรวจสอบ สว. โดยเฉพาะตำแหน่ง กรรมการ กกต.
ด้วยเหตุนี้ สว. จึงยังถูกตั้งคำถามและวิจารณ์จากการเดินหน้าให้การรับรองกรรมการองค์การอิสระเพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วย
ตลอดเดือน พ.ค. 68 จึงเกิดการเรียกร้องให้วุฒิสภาเลื่อนวาระที่เกี่ยวข้องกับการรับรองกรรมการองค์การอิสระออกไปก้อน
ขณะเดียวกันมีความพยายามจากกลุ่ม สว. เสียงข้างน้อยนำโดย รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส ที่เรียกตนเองว่า “สว.พันธุ์ใหม่” พยายามยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ สว. 200 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอ้างเหตุขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่มีรายชื่อไม่ครบ
อ่านเพิ่มเติม
ข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ยังถูกซ้ำเติมด้วยข้อกล่าวหาว่ามีการ “บล็อกโหวต”
ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมนี้เกิดขึ้นหลังการลงมติหลายครั้งในวุฒิสภาซึ่งพบว่า สว. กลุ่มใหญ่ที่ถูกเรียกว่า “กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน” มักลงมติไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ตำแหน่งประธานและรองประธานทั้งสามเก้าอี้เป็นไปตามแนวทางการลงมตินี้ด้วยคะแนนเกิน 150 เสียง ขณะที่.พบว่า สว. นอกกลุ่มใหญ่นั้นแพ้ทุกโหวต ในช่วงการประชุมสมัยแรกของวุฒิสภาชุดดังกล่าว
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่อง “บล็อกโหวต” นี้ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร วุฒิสมาชิกซึ่งเป็นหนึ่งในเสียงส่วนใหญ่กล่าวว่า “มันเป็นความบังเอิญที่อาจจะเกิดขึ้นได้” และ สว. 3 รายที่เลือกบุรีรัมย์เป็นสนามแข่งขันให้สัมภาษณ์ต่อ. โดยสองรายเห็นเชิงบวกต่อคำเรียก “สว.สีน้ำเงิน” ส่วนอีกรายมองว่าเป็นการเหมารวม
อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ “สว.สีน้ำเงิน” ถูกวิจารณ์อย่างต่อเนื่องว่ามีนัยสำคัญต่อการตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในกลไกตรวจสอบถ่วงดุลภายใต้รัฐธรรมนูญ
“เรากังวลว่าสิ่งที่กำลังเป็นอยู่นี้มันทำให้กลไกในการตรวจสอบเกิดความลักลั่น การคานอำนาจไม่มีอยู่จริง… รัฐบาลชุดนี้ (รัฐบาลอนุทิน) สัมพันธ์เป็นอย่างดียิ่งกับ สว. ที่เค้าเรียก สว.สีน้ำเงิน และ สว. มีอำนาจตั้งองค์การอิสระ” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ รายการ เจาะข่าวเด็ด NEXT TALK สถานีโทรทัศน์ Mono 29 วันที่ 22 ก.ย. 68
อ่านเพิ่มเติม

จนถึงปัจจุบัน กระบวนการตรวจสอบกรณี “ฮั๊ว สว.” มีอย่างน้อย 4 กรณีที่ยังคงดำเนินการอยู่
- DSI ได้ส่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรกตามคดีฟอกเงินรวม 8 รายเมื่อกลางเดือน ธ.ค. 68
- กกต. มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีทางอาญากับผู้ต้องหาเพียง 3 รายในช่วงสิ้นปี 68 จากคำร้องเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งราว 600 คำร้อง
- คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 ของสำนักงาน กกต. ซึ่งสอบสวน สว. และผู้ที่เกี่ยวข้องกับ “โพยฮั๊ว” ได้มีการสรุปสำนวนการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ในวันที่ 14 ก.ค. 68 อย่างไรก็ดี ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการส่งฟ้องปรากฏ
- ความล่าช้าของ กกต. ในการตรวจสอบประเด็นการทุจริตการเลือกตั้งยังทำให้กลุ่ม สว.สำรองฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยกล่าวหาว่า กกต. ประวิงการตรวจสอบ ซึ่งศาลฯ รับคำฟ้องและนัดฟังคำสั่ง 27 ม.ค. 69
ตั้งแต่ พ.ค. 68 สว. ชุดนี้ได้ทำหน้าที่ให้การรับรอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเกือบครบทุกหน่วยงานหลักแล้ว ทั้ง กกต. (3 คน), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (3 คน), ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (2 คน), และผู้ตรวจการแผ่นดิน (1 คน)
โดยผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ เช่น กกต. และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะต้องมีบทบาทตามกฎหมายในการดำเนินการตรวจสอบคดี “ฮั้วสว.” ซึ่งยังคงค้างอยู่ต่อไปด้วย
อ่านเพิ่มเติม
รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้ก่อตั้ง บริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จํากัด ซึ่งดำเนินการด้านการต่อต้านคอร์รัปชันให้นิยามภาวะดังกล่าวว่าภาวะ “งูกินหาง” ทางสถาบัน
เขาอธิบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “องค์กรอิสระที่ได้รับความเห็นชอบจาก สว. ต้องกลับไปทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง หรือกระบวนการเลือกตั้งที่อาจเกี่ยวพันกับเครือข่ายอำนาจเดียวกัน ความเป็นอิสระจึงถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้น และความเชื่อมั่นของสังคมต่อการต่อต้านคอร์รัปชันก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง”
2. การตรวจสอบกรณีตึก สตง. ถล่ม กับการถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระ
อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว เป็นเหตุให้มีผู้ประสบเหตุ 106 ราย และสามารถยืนยันได้ว่าเสียชีวิต 86 รายจากรายงานของกรุงเทพมหานคร
เหตุการณ์ดังกล่าวจุดกระแสการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ สตง. ซึ่งทำหน้าที่ “ตรวจสอบเงินแผ่นดิน” ที่เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างมูลค่ากว่า 2,136 ล้านบาท แต่กลับพบว่ามีมาตรฐานวัสดุที่หละหลวมและพบการจ้างบริษัทจากจีนที่เสี่ยงต่อการดำเนินการธุรกิจอย่างผิดกฎหมายมารับเหมาโครงการ ตลอดจนยังมีข้อครหาเรื่องการฮั้วประมูลที่ขยายผลตามมา
อ่านเพิ่มเติม
หลังผ่านโศกนาฏกรรมดังกล่าวได้ 11 วัน กลุ่มนักกิจกรรมที่เรียกตนเองว่า “ทะลุฟ้า” ได้เรียกร้องความรับผิดชอบจาก สตง. โดยเคลื่อนไหวรวบรวม 50,000 รายชื่อ เพื่อยื่นถอดถอนนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะผู้บริหาร
ข้อเรียกร้องจากกลุ่มทะลุฟ้านั้นสอดคล้องกับความคิดเห็นของ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 68 นายฉลาด ขามช่วง สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ. ดังกล่าว แถลงผลประชุมหลังเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงกรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่า กมธ.มีความเห็นชี้ว่าผู้ว่าฯ สตง. ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบกรณีตึกถล่มได้ พร้อมเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบด้วยการออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางตรวจสอบอย่างจริงจัง
“อย่ากอดเก้าอี้ ควรแสดงความรับผิดชอบให้เห็น อย่าลอยตัว” นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส. พรรคประชาชน รองประธาน กมธ. กล่าวเสริม
อย่างไรก็ตาม กระแสการเรียกร้องให้ลาออก-ถอดถอนนี้กลับเผชิญทางตันทางกฎหมาย เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 60 ไม่มีกลไกให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระซึ่งเคยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และรัฐธรรมนูญปี 2550
ในรัฐธรรมนูญ 40 ได้ระบุว่าประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยระบุตำแหน่ง “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” และ “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” ไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 303 โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน สามารถยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา หากวุฒิสมาชิกลงมติถอดถอนด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของวุฒิสภา ผู้ที่ถูกถอดถอนจะพ้นจากตำแหน่งทันที และถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือรับราชการเป็นเวลา 5 ปี
บทบัญญัตินี้ยังหมายรวมถึงกรรมการองค์การอิสระอื่น ๆ ได้แก่ กรรมการการเลือกตั้ง, ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วย
อย่างไรก็ดี เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในรัฐธรรมนูญ 50 โดยตามมาตรา 270 ประชาชนยังคงมีอำนาจการเข้าชื่อเพื่อร้องขอให้มีการถอดถอน “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” ทว่าไม่มีการระบุโดยชัดแจ้งว่าสามารถใช้อำนาจภายใต้มาตรานี้ในการถอดถอน “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” ได้ มีเพียงการกล่าวถึง “ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” โดยกว้างเท่านั้น
ขณะเดียวกัน พ.ร.ป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 ในมาตรา 42 ระบุว่าการปลด ผู้ว่าฯ สตง. จะพ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง “และ” วุฒิสภามีมติเห็นชอบมตินั้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
อย่างไรก็ดี ภายใต้มาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ 50 นี้ ประชาชนยังคงมีอำนาจเข้าชื่อเรียกร้องต่อวุฒิสภาให้มีการถอดถอนผู้ตำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและ “ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” อื่น ๆ ได้ ทั้งยังปรับลดจำนวนรายชื่อที่ใช้ในการยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาจากเดิม 50,000 รายชื่อ เหลือเป็นไม่น้อยกว่า 20,000 รายชื่อ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเหตุถอดถอนกรณีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอีกด้วย
ส่วนเนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญ 60 นั้น ไม่เพียงปิดประตูไม่ให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อเพื่อถอดถอนตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ แต่อำนาจการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนผู้ตำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตลอดจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้หายไป
ขณะเดียวกันพ.ร.ป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 ที่ออกโดยอำนาจของรัฐธรรมนูญ 60 ระบุว่า ผู้ว่าฯ สตง. จะถูกพิจารณาให้พ้นจากตำแหน่งได้เพียงด้วยเงื่อนไขดังนี้
- เมื่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ลงมติด้วยเสียง 3 ใน 4 ให้ ในกรณีที่เห็นว่ามีความประพฤติเสื่อมเสียหรือฝ่าฝืนนโยบาย
- หรืออีกกรณีหนึ่งคือ ผู้ว่าฯ สตง. จะต้องถูกตรวจสอบด้วยช่องทางคดีจริยธรรม โดยศาลฎีกาจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้ว่าฯ สตง. ฝ่าฝืนมาตรฐานอย่างร้ายแรงหรือไม่ หากพบความผิดจะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที พร้อมถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต
พริษฐ์ วัชรสินธุ์ จากพรรคประชาชน ระบุผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตน ชี้ว่ากลไกนี้ทำให้องค์กรอิสระ มีสถานะ “อิสระจากประชาชน” และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ “ประชาชนจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกว่าการตรวจสอบและการเรียกร้องความรับผิดรับชอบทางการเมืองจาก สตง. ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากเป็นพิเศษ”
หลังเกิดเหตุ “ตึกถล่ม” พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการถอดถอนผู้ว่าฯ สตง. ปรากฏตัวในหน้าสื่อในประเด็นนี้เพียงครั้งเดียวในวันที่ 10 มี.ค. 68 โดยกล่าวขอโทษผู้ได้รับผลกระทบและแจ้งว่าได้สั่งการให้ผู้ว่าฯ สตง. รวบรวมข้อมูลเพื่อรายงานแล้ว พร้อมระบุว่า คตง. ไม่มีอำนาจแทรกแซงการบริหารของผู้ว่าฯ สตง.

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ล่าสุด 26 ธ.ค. 68 สตง. ชี้แจงให้ความร่วมมือสอบสวน พร้อมเผยความคืบหน้า 4 ประเด็น ได้แก่ ยอมรับผลสอบทางวิศวกรรม, ได้ส่งฟ้องผู้ต้องหา 23 รายในข้อหาก่อสร้างผิดหลักเกณฑ์และปลอมเอกสาร, DSI และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีการสอบฮั้วประมูลและนอมินี, และกรมบัญชีกลางได้มีการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ
ในเอกสารนี้ สตง. ยังย้ำว่าพร้อมให้ความร่วมมือ โปร่งใส และดำเนินการตามกฎหมายหากพบเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน
หลังเวลาผ่านมากว่าแปดเดือน พล.อ.ชนะทัพ ประธาน คตง. พ้นจากตำแหน่งในเดือน ก.ย. 68 และปัจจุบันนายมณเฑียร เจริญผล ยังคงดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ สตง.
3. การถอดถอนนายกฯ 2 คน และยุบพรรคฝ่ายค้าน
รัฐธรรมนูญ 60 ที่ถูกขนานนามโดยคณะผู้ร่างว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” โดยตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดกรณีการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 60 ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและยุบพรรคการเมืองที่สำคัญ ดังนี้
- เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 2 คนด้วยประเด็นทางจริยธรรม
รัฐธรรมนูญ 60 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ได้กำหนดคุณสมบัติรัฐมนตรีไว้อย่างกว้างขวางในมาตรา 160 (4) และ (5) ว่าต้องมี “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “ไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
ภายในเวลาเพียง 2 ปี เงื่อนไขนี้ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งถึง 2 คน
รายแรกได้แก่ เศรษฐา ทวีสิน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเดือน ส.ค. 67 ให้พ้นตำแหน่งกรณีแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี โดยศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่านายเศรษฐา “ต้องรู้หรือควรรู้ว่า” พิชิตมีลักษณะต้องห้ามเนื่องจากเคยต้องโทษตามคำสั่งศาลฎีกากรณีติดสินบนเจ้าพนักงานและถูกลบออกจากทะเบียนทนายความ
ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าเศรษฐาเข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ที่กำหนดไว้ว่ารัฐมนตรี รวมถึงนายกรัฐมนตรี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ขณะที่นายกรัฐมนตรีรายที่สองที่พ้นจากตำแหน่งจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้แก่ แพทองธาร ชินวัตร ที่ถูกร้องเรียนในประเด็นจริยธรรมจากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำของกัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าแพทองธารขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเนื่องจาก ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชนและผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงคุณลักษณะ “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นี้ผ่านรายการเวทีความคิด สถานีวิทยุ Thinking Radio ว่ามีลักษณะเป็น “อัตวิสัย ขึ้นอยู่กับอำนาจศาลว่าศาลจะตีความอย่างไร”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
- ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 219 ได้ให้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับองค์กรอิสระจัดทำกลไก “มาตรฐานทางจริยธรรม” และให้บังคับใช้ต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงตำแหน่ง สส., สว. และรัฐมนตรีด้วย
ที่ผ่านมามีการใช้กลไกนี้ลงโทษนักการเมืองที่ฝ่าฝืน “มาตรฐานทางจริยธรรม” แล้ว 4 ครั้ง
- ปารีณา ไกรคุปต์ (25 มี.ค. 64) ศาลฎีกาตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี จากคดีรุกที่ดินรัฐ 711 ไร่
- กนกวรรณ วิลาวัลย์ (22 ก.พ. 66) ศาลฎีกาตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี จากคดีรุกป่าเขาใหญ่
- ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ (3 ส.ค. 66) ศาลฎีกาตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี จากกรณีเสียบบัตรแทนในการประชุมสภา
- พรรณิการ์ วานิช (20 ก.ย. 66) ศาลฎีกาตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต จากกรณีโพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับสถาบันฯ
ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงกลไกนี้ระหว่างการเสวนาเรื่อง “ความรับผิดทางจริยธรรมในมิติกฎหมาย การเมือง และปรัชญา : กรณีศึกษาคดีแพทองธาร” คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่ามาตรฐานจริยธรรมที่มีโทษทางอาญาอยู่ก้ำกึ่งระหว่างความรับผิดทางการเมืองกับความรับผิดทางกฎหมาย และชี้ว่าเป็นเรื่องใหญ่มากที่มีการเพิ่มความรับผิดเช่นนี้เข้ามาในระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีความสามารถ มีความพร้อมที่จะตีความจริยธรรมจริงหรือไม่
กลไกเรื่อง “มาตรฐานทางจริยธรรม” ยังถูกใช้ในการดำเนินคดีกับ 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล จากเหตุการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 โดยคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการโดย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งหากท้ายที่สุดศาลฎีกาชี้ว่าผิดจริงก็จะถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองทันที
- การกำจัดขั้วตรงข้ามและพรรคฝ่ายค้าน
การยุบพรรคยังทำได้ง่ายขึ้นตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ 60
การยุบพรรคภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2562 โดยพรรคไทยรักษาชาติ ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบจากการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ โดยศาลวินิจฉัยว่าเป็นกระทำการที่ “อาจเป็นปฏิปักษ์” ต่อระบอบการปกครองฯ ตามมาตรา 92 (2) ของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ พ.ศ. 2561
และล่าสุดในปี 2567 พรรคก้าวไกล ถูกสั่งยุบจากนโยบายแก้ไขมาตรา 112 โดยศาลอาศัยมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ 2560 วินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อ “ล้มล้างการปกครอง” ในลักษณะ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย”
ในปี 2563 พรรคอนาคตใหม่ ถูกสั่งยุบพรรคจากกรณีเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเป็น “เงินที่ได้มาโดยไม่ชอบ” ตามมาตรา 72 ของ พ.ร.ป.เดียวกัน แม้กฎหมายจะไม่ได้บัญญัติห้ามการกู้เงินไว้โดยชัดเจน
“ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำว่าควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแบบขยายความออกไป” ศาสตราจารย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวประชาไท
ขณะที่ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ. ระบุว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีทั้งอำนาจมากที่สุด และการตีความการใช้กฎหมายในแต่ละคดี แสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีลังเลที่จะขยายอำนาจของตัวเองออกไป จนทำให้เกิดความไม่แน่นอนเข้าไปในพรมแดนฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร”
อ่านเพิ่มเติม

ที่มาของภาพ : thai info pix
ประเด็นที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วย โดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุในสัมภาษณ์กับ.ว่าในสังคมที่แตกแยกสูงอย่างมาก การมีศาลรัฐธรรมนูญที่อำนาจอยู่ที่คน 9 คน โดยไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เป็นอันตรายมากกว่าศาลรัฐธรรมนูญในสังคมประชาธิปไตย
4. คดีสิ่งแวดล้อมถอยหลัง หลังขาด “สิทธิชุมชน” และ “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี”
รัฐธรรมนูญ 60 มีโครงสร้างที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเฉพาะการโยกย้ายเรื่อง “สิทธิ” ให้กลายเป็น “หน้าที่ของรัฐ”
รัฐธรรมนูญ 40 บัญญัติคำว่า “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” ในมาตรา 46 ให้สิทธิอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรกำหนดสิทธิของบุคคลในการมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนเพื่อบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิที่จะดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ พร้อมสิทธิในการได้รับข้อมูลและเหตุผลจากรัฐก่อนดำเนินโครงการที่อาจกระทบสิ่งแวดล้อม
ขณะที่รัฐธรรมนูญ 50 ยืนยันสิทธิในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และเพิ่มข้อห้ามดำเนินโครงการที่กระทบชุมชนอย่างรุนแรง เว้นแต่จะมีการทำ EIA/HIA และรับฟังความคิดเห็นประชาชน รวมถึงสิทธิในการได้รับข้อมูลก่อนอนุญาตโครงการ โดยรัฐธรรมนูญ 50 ยังจัดหมวดสิทธิชุมชนแยกเฉพาะและเพิ่มกลไกคุ้มครองเข้มงวดขึ้น รวมถึงเปิดทางให้ชุมชนฟ้องร้องรัฐหากละเลยหน้าที่
ส่วนรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ปรากฏการรับรองสิทธิเหล่านี้ในหมวดสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย โดยโยกย้ายประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมไปบรรจุในหมวด “หน้าที่รัฐ” นอกจากนี้ ยังตัดบทบาทขององค์การอิสระออก เหลือเพียงการรับฟังความคิดเห็นที่รัฐจัดเอง และลดบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร และไม่ได้เขียนระบุให้สิทธิในการฟ้องอย่างชัดแจ้ง
สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่ออำนาจของประชาชนในการฟ้องร้องเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ

ที่มาของภาพ : มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
หากย้อนไปในอดีต คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์อย่าง “คดีคลิตี้” ซึ่งเป็นคดีสารพิษจากเหมืองปนเปื้อนแหล่งน้ำ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15219/2558) ศาลได้วางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนว่า โจทก์และชาวบ้านหมู่บ้านคลิตี้ล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของธารน้ำปนเปื้อนนั้นมีสิทธิในฐานะ “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม”
คำพิพากษายังเขียนต่อโดยอ้างอิงบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 40 มาตรา 46, 56, 69 ว่าโจทก์และชาวบ้านหมู่บ้านคลิตี้ล่าง “ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม”
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาในยุคหลังรัฐธรรมนูญ 60 ที่ไม่มีการรับรองสิทธิดังกล่าวมีความไม่แน่นอน
เช่น “คดีฟ้องทะลุฝุ่น” (คดีหมายเลขดำที่ ส. 1/2566 หมายเลขแดงที่ ส. 1/2566) ที่ประชาชนดำเนินการฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นในประเด็นการจัดการภัยพิบัติมลพิษจากฝุ่น PM2.5 คำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ซึ่งมีคำพิพากษายกฟ้องในปี 66 ตอนหนึ่งของคำพิพาษาได้ให้การรับรองสิทธิในการฟ้อง โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 43 วรรคหนึ่งที่ระบุว่า “บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ… (2) จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ..”

ที่มาของภาพ : Thai Data Pix
แต่ในทางตรงกันข้าม “คดีน้ำมันรั่วระยองปี 2565” ซึ่งตัดสินในวันที่ 26 ธ.ค. 68 คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจังหวัดระยองซึ่งมีคำสั่งยกฟ้องทุกข้อกล่าวหาของกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านที่รวมตัวกันเป็นโจทย์กว่า 800 ราย ไดัให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในประเด็นการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่จะดำเนินการแทน โดยในคำพิพากษาไม่มีการกล่าวถึงหรือพิจารณาหลักการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในฐานะสิทธิชุมชนหรือสิทธิในด้านสิ่งแวดล้อมเลยแม้แต่น้อย
อ่านเพิ่ม
“การเขียนในรัฐธรรมนูญเป็นการที่ประชาชนสามารถเอามากล่าวอ้างในการฟ้องหน่วยงานรัฐ หรือเอกชน ในการคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีได้อย่างชัดเจน” สุภาภรณ์ มาลัยลอยผู้จัดการมูลนิธิ EnLAW อธิบายกับ.
“เมื่อเดิมมันมีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วศาลก็หยิบไปใช้ในคำพิพากษา แต่ช่วงหลังที่มันไม่มี มันไม่ปรากฏเพราะมันไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมายแม่ก็คือรัฐธรรมนูญ แล้วกฎหมายลูกต่าง ๆ ก็ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้”
5. “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” พันธนาการประเทศท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง?
รัฐธรรมนูญ 60 ยังได้ให้กำเนิด “กลไกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 65 เพื่อวางกรอบการพัฒนาประเทศในระยะยาว ในฐานะ “การปฏิรูปประเทศ” ที่องคาพยพภาครัฐทุกระดับต้องปฏิบัติตาม มิเช่นนั้นจะมีบทลงโทษจนถึงขั้นให้ออกจากราชการ-ถูกถอดถอนจากกองค์กรได้
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถูกออกแบบเป็นแผนระยะยาวเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศและสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย โดยรัฐธรรมนูญ 60 บัญญัติให้ต้องมีแผนนี้ พร้อมออกพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าที่จัดทำร่าง ติดตาม และประเมินผล
โครงสร้างนี้ทำงานภายใต้ พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ประกอบกับ มติ ครม. 4 ธ.ค. 60 ที่วางกรอบเป้าหมายการพัฒนาประเทศระยะยาว ผ่านแผนที่มีลำดับชั้น โดยมียุทธศาสตร์ชาติเป็นแผนระดับ 1 ที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม จากนั้นจะมีการถ่ายทอดเป้าหมายสู่แผนระดับ 2 และบังคับให้ระบบราชการ ในระดับกระทรวงและกรม จัดทำแผนปฏิบัติราชการระดับ 3 ในรูปแบบ “แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี” และ “แผนรายปี” และต้องระบุความเชื่อมโยงกลับไปหาแผนระดับ 1 และ 2 เสมอ
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยังกำหนดทิศทางการใช้งบประมาณของรัฐ โดย พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 กำหนดให้การเสนอกฎหมายงบประมาณ ต้องแสดงความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ หากไม่ตรงตามนี้อาจถูกคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ชี้ได้ว่าไม่ทำตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือผิดวินัยการเงินการคลัง

ที่มาของภาพ : โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ดี หลังดำเนินมากว่า 8 ปี มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนี้อย่างต่อเนื่อง
“รัฐแบบเดิมยังมีศักยภาพจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใด ๆ ได้หรือไม่ ?” ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้เป็นรัฐบาลชุดแรกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาตินี้ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 68 เขาตอบในบทความเดียวกันว่า “ไม่ได้แล้ว”
เขาวิจารณ์ต่อถึงผลกระทบในเชิงโครงสร้างว่า ระบบปัจจุบันทำให้ยุทธศาสตร์ชาติกลายเป็น เอกสารที่ไม่มีเจ้าภาพจริงและทำให้การขับเคลื่อนในระบบราชการอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “ทุกคนรับผิดชอบ = ไม่มีใครรับผิดชอบ”
นอกจากนี้ การที่แผนไม่ผูกพันกับงบประมาณและภารกิจอย่างแท้จริงยังส่งผลให้ “ระบบแตกเป็นสามชิ้น” คือยุทธศาสตร์กำหนดไว้อย่างหนึ่ง กระทรวงทำอีกอย่างหนึ่ง และงบประมาณสนับสนุนไปอีกทางหนึ่ง ส่งผลให้ระบบราชการทำงานแบบ แยกส่วน (silo) และขาดการรับผิดชอบต่อผลงานในระดับประเทศอย่างสิ้นเชิง
ขณะเดียวกันอดีตรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้นี้ยังกล่าวว่ายุทธศาสตร์ขาดความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหาที่ทันต่อเหตุการณ์โดยเฉพาะความผันผวนของโลกยุค AI และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกล่าวในงานเสวนา “Change Wrestle : เปลี่ยนวิกฤติโลก เป็นโอกาสไทย” ว่า แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวถือว่า “ล้มละลาย” เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขอุบัติใหม่ ทั้งสถานการณ์โควิด-19 สงครามรัสเซียที่บุกรุกยูเครน และรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
อ่านเพิ่ม
นายเศรษฐา ทวีสิน ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เคยแสดงความพยายามในการปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเมื่อปลายปี 2566
“ผมคิดว่าการมียุทธศาสตร์ มีกลยุทธ์ในการทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมไม่เชื่อกับการวางแผนแล้วล็อกตัวเองไว้ยาวนานเกินไป ไม่มีใครที่วางแผนไว้ยาวนานถึง 20 ปี เพราะแม้กระทั่ง 5 ปียังทำได้ยาก โลกนี้เปลี่ยนไปแล้วและจะเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ” นายเศรษฐา กล่าวในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขมียุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นแผนระดับ 1 ที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตามนั้นไม่เคยเกิดขึ้น

ที่มาของภาพ : Thai Data Pix
สำหรับประเด็นการยกเลิกหรือแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติ รศ.ดร.กมลพร สอนศรี นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุผ่านการสัมภาษณ์กับสถาบันวิจัยดิเรก ชัยนาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าการยกเลิกหรือแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติอาจทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากการยกเลิกต้องแก้ไขผ่านรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ รศ.ดร.กมลพร ยังเตือนว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติหยั่งรากลึกไปในส่วนราชการทั้งหมด หากมีการยกเลิกหรือแก้ไข “มันอาจจะมีผลต่อการดำเนินงานของส่วนราชการทั้งหมดเลย” เนื่องจากส่วนราชการทั้งระบบต้องทำแผนให้ “สอดคล้องกับแผนระดับที่ 1” หรือยุทธศาสตร์ชาติอย่างเคร่งครัด การดำเนินงานของหน่วยงานราชการที่วางแผนไม่สอดคล้องตามกรอบที่มีการเปลี่ยนแปลงจะทำให้การจัดสรรงบประมาณก็อาจจะติดขัดได้













