ทีมข่าวแรงงาน
ช่วง1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจากโดนเปิดประเด็นความไม่โปร่งใส่ไปหลายรอบทั้งตึก Skyy9 มาจนถึงเรื่องลงทุน TU DOME ตัดสูท บินเฟิร์สทคลาส ไปพร้อมกับเรื่องเชิงโครงสร้างหน่วยงานอย่างการจะเปลี่ยนระบบเลือกตั้งตัวแทนผู้ประกันตนจากเดิม ผู้ประกันตน 1 คน เลือกตัวแทน 7 คน เหลือเลือกได้ 1 คน
นอกจากนั้นเรื่องใหญ่ที่กำลังกระทบผู้ประกันตน 24 ล้านคนในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้า คือ กองทุนที่มีเงินอยู่ 2.8 ล้านล้านบาทที่มาจากการจ่ายสมทบ 3 ฝ่ายคือลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ อาจจะล่มได้หากการบริหารกองทุนยังคงมีผลตอบแทนราวๆ 2% อยู่เช่นนี้ เพราะอนาคตที่ผู้ประกันตนเกษียณไปรับบำนาญอาจจะเยอะกว่าคนที่ทำงานหาเงินมาจ่ายประกันสังคม หากประเทศยังมีอัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำแต่คนที่กำลังจะกลายเป็นผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ
ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาจน พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งกันอยู่ตอนนี้ต้องออกมาเปิดว่าพรรคตัวเองจะทำอะไรกับ “สำนักงานประกันสังคม” บ้างหลังได้เป็นรัฐบาลใหม่บ้าง มาดูกันว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีพรรคไหนเสนออะไรไว้กันบ้าง
พรรคประชาชน
แม้ว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้ใส่เรื่องเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไว้แล้วแต่เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาประเด็นการแก้ไขระบบเลือกตั้งจากผู้ประกันตน 1 คนเลือกผู้สมัครกรรมการได้ 7 คน เป็นระบบผู้ประกันตน 1 คน เลือกผู้สมัคร 1 คน ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ไอซ์ รักชนก ศรีนอก, เซีย จำปาทอง และปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ต้องออกมารณรงค์ยืนยันให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบเดิม ส่วนทางพรรคก็ได้มีการประกาศนโยบายเอาไว้ดังนี้
- แก้ พ.ร.บ.ประกันสังคม เพื่อปรับเป็นนิติบุคคลให้มีอิสระในการบริหารจัดการ เอาออกจากระบบราชการ
- คณะกรรมการประกันสังคมรวมถึงคณะกรรมการชุดการลงทุนและแพทย์ ต้องยึดโยงกับผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง ไม่ถูกแทรกแซงจากภาคการเมือง
- ผู้ประกันตน นายจ้าง และผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลการบริหารงาน จัดซื้อจัดจ้าง การส่งเงินสมทบของภาครัฐ บันทึกการประชุมการดำเนินงานของคณะกรรมการทุกชุดต้องเปิดเผย
- ปรับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพของประกันสังคมให้เท่ากันทุกกองทุนคือ กบข.และกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
- บริหารยาและเวชภัณฑ์ร่วมกันทั้ง 3 กองทุน
พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยไม่ได้ประกาศนโยบายเรื่องประกันสังคมไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะจัดการกับประกันสังคมอย่างไรบ้างนอกจากนโยบายเกี่ยวกับสิทธิแรงงานที่จะได้เข้าสู่ระบบประกันสังคม จนกระทั่งปัญหาการบริหารประกันสังคมกลายเป็นประเด็นขึ้นมา ทางพรรคได้กล่าวถึงสิ่งที่ดำเนินการไปหลังเกิดประเด็นการทุจริตในสำนักงานประกันสังคมและการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพว่า ขณะที่พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มีการย้ายปลัดกระทรวงเพื่อเปิดทางให้เกิดการตรวจสอบ พร้อมแสดงจุดยืนเรื่องนี้และจะทำภายใน 3 เดือนหากได้เป็นรัฐบาลดังนี้
- ย้ำว่ายังใช้ระบบเลือกตั้งตัวแทนของฝ่ายผู้ประกันตน 1 คน เลือกตัวแทนได้ 7 คน เป็นไปตามสัดส่วนเดิม
- ประธานบอร์ดประกันสังคมควรมาจากการเลือกตั้งของคณะกรรมการ แทนการตั้งปลัดกระทรวงแรงงานเข้ามาเป็นประธานโดยตำแหน่ง
- ให้มีคณะผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารกองทุนเข้ามาดูแล เช่น เดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
- ให้เปิดเผยข้อมูลการลงทุน งบประมาณ และผลตอบแทนของกองทุน ตั้งกลไกตรวจสอบอิสระที่ไม่ขึ้นกับฝ่ายบริหาร
- สำนักงานประกันสังคมและกองทุนจะต้องมีตัวชี้วัด เป้าหมาย และความสำเร็จ (KPI) โดยคณะกรรมการทำหน้าที่กำกับและติดตามประเมินผลใกล้ชิด
- แยกการจัดการสิทธิประโยชน์ส่วนการรักษาพยาบาลแยกออกจากส่วนของการดูแลการว่างงาน บำเหน็จบำนาญ ทุพพลภาพ โดยกำลังมีแผนนำสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลไปร่วมกับกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
พรรคประชาธิปัตย์
เป็นอีกพรรคที่ไม่ได้มีนโยบายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบประกันสังคมตั้งแต่แรกเหมือนกัน จนกระทั่งเกิดประเด็นขึ้นมา ทางอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์จากที่นักข่าวถามเมื่อ 25 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ทางพรรคมีแนวทางดังนี้
- ให้สำนักงานประกันสังคมออกมาเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อให้บริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
- การรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนให้มารวมกับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อให้ได้สิทธิการรักษาพยาบาลเท่ากัน
- เงินสมทบในประกันสังคมให้ใช้เรื่องอื่นๆ เช่น ชราภาพ
ภูมิใจไทย
ไม่ได้มีเรื่องบริหารจัดการประกันสังคมอยู่ในนโยบายตั้งต้น แต่อนุทิน ชาญวีระกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรค พูดถึงเรื่องนี้คล้ายๆ กันคือปรับให้กองทุนประกันสังคม ไปเหมือนกับของกองทุนบำเหน็จบำบำนาญข้าราชการ (กบข.)
นอกจากพรรคการเมืองยังมีข้อเสนออะไรอีก
องค์กร Reflect Tank อย่างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เคยมีข้อเสนอเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
- ขยายอายุการรับบำนาญจากเดิม 55 ปี เป็น 60 ปี เพื่อรักษาฐานะทางการเงินของสำนักงานประกันสังคม และจะทำให้ผู้ประกันตนได้รับบำนาญที่มากขึ้นหลังเกษียณ
- แยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากกองทุนประกันสังคม โดยให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
- ศึกษาต้นทุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยเพื่อให้ใช้อัตราการจ่ายค่ารักษาให้สอดคล้องกันทั้ง 3 กองทุนสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคมและประกันสุขภาพถ้วนหน้า
- เพิ่มสิทธิประโยชน์มาตรา 40 ใน (4) และ (5) ทั้งด้านรักษาพยาบาล การคลอดสงเคราะห์บุตร การเสียชีวิต บำนาญชราภาพ ให้กับแรงงานนอกระบบ ซึ่งจะจูงใจให้แรงงาน ซึ่งอาจจะทำให้มีเงินสมทบมากขึ้นและรัฐได้ภาษีเพิ่มมากขึ้นจากแรงงานที่เข้าสู่ระบบ โดยที่ไม่ได้เป็นภาระทางการคลัง












