
สิ้นสุดการรายงานสด
ทีมข่าว. ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการรายงานสดการเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ มาจนถึงเวลานี้ พรุ่งนี้ .เกาะติดเพื่อจับตาการประกาศชัยชนะ และแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาล
ผลการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ยังดำเนินต่อไปในคืนนี้ คุณผู้ชมสามารถตรวจสอบผลคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต ได้ทางนี้ https://bbc.in/3Zr2OdL
ผลเลือกตั้ง สส. นับเสร็จกว่า 90% ภูมิใจไทย กวาด สส. 194 ที่นั่ง ประชาชน 116 ที่นั่ง
ผลการเลือกตั้ง สส.แบบเขตและบัญชีรายชื่อ อย่างไม่เป็นทางการ นับเสร็จ 90.66% ณ เวลา 01.15 น. ของวันที่ 9 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เก้าอี้ สส. รวมกัน 194 ที่นั่ง ตามมาด้วยอันดับสอง พรรคประชาชน (ปชน.) 116 ที่นั่ง

ผลเลือกตั้ง สส. นับเสร็จเกือบ 90% ภูมิใจไทย กวาด สส. 194 ที่นั่ง ประชาชน 115 ที่นั่ง
ผลการเลือกตั้ง สส.แบบเขตและบัญชีรายชื่อ อย่างไม่เป็นทางการ นับเสร็จ 88.59% ณ เวลา 00.31 น. ของวันที่ 9 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เก้าอี้ สส. รวมกัน 194 ที่นั่ง ตามมาด้วยอันดับสอง พรรคประชาชน (ปชน.) 115 ที่นั่ง
สำหรับผลการนับคะแนนล่าสุด 7 อันดับแรก มีดังนี้
- ภูมิใจไทย 194 ที่นั่ง
- ประชาชน 115 ที่นั่ง
- เพื่อไทย 78 ที่นั่ง
- กล้าธรรม 57 ที่นั่ง
- ประชาธิปัตย์ 20 ที่นั่ง
- ประชาชาติ 5 ที่นั่ง
- พลังประชารัฐ 5 ที่นั่ง
เมื่อเทียบผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่อดีตพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ของพลพรรคสีส้ม เคยได้จำนวน สส. มากเป็นอันดับหนึ่ง 151 ที่นั่ง การเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) ได้เก้าอี้ สส. ลดลงไป 36 ที่นั่ง โดยได้ สส.แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ทั้งหมด 115 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 85 ที่นั่ง และ สส.บัญชีรายชื่อ 30 ที่นั่ง
หากเจาะดูผลเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต พรรค ปชน. ได้น้อยกว่าเลือกตั้งปี 2566 ถึง 27 เขต ในจำนวนนี้พรรคสีส้ม ที่เคยกวาดยกจังหวัดหรือเกือบยกจังหวัด เช่น สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี เป็นต้น ล้วนแต่เสียเก้าอี้ สส.เขตที่เคยได้ไปให้กับพรรคอื่นในครั้งนี้
- จ.จันทบุรี ในการเลือกตั้ง 2566 เคยเป็นสีส้มยกจังหวัดทั้ง 3 เขต การเลือกตั้งปี 2566 ผลการนับคะแนน ณ เวลา 00.30 น. เก้าอี้ สส.เขตเป็นของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 3 เขต
- จ.ระยอง ที่เคยเป็นพรรคสีส้มยกจังหวัด 5 เขต ปีนี้เสียพื้นที่ให้กับพรรคอื่น 2 เขต ได้แก่ เขต 3 ตกเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ และเขต 4 เป็นของพรรคภูมิใจไทย
- จ.ชลบุรี ในการเลือกตั้ง 2566 เคยเป็นของ สส.ก้าวไกล 7 เขต จากทั้งหมด 10 เขต พรรคประชาชน ได้ที่นั่งเหลือ 5 เขต ส่วนอีก 5 เขต ตกเป็นของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะเขต 1 ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ลงสมัคร สส. เขตในนามภูมิใจไทย ล้ม สส.สีส้ม เจ้าของพื้นที่เมื่อปี 2566
ผลการออกเสียงประชามตินับแล้วกว่า 90% เห็นชอบมากกว่า 17 ล้านเสียง
จากผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการในเวลา 23.16 น. มีผู้เห็นชอบ 65.32% จำนวนผู้ออกเสียงประมาณ 17.63 ล้านคน ขณะที่ผู้ไม่เห็นชอบอยู่ที่ 34.68% จำนวนผู้ออกเสียงราว 9.36 ล้านคน
ในตอนนี้ “ไม่เห็นชอบ” ยกจังหวัด ได้แก่ ชุมพร, ระนอง, พังงา, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ตรัง, และพัทลุง
ส่วนพื้นที่ที่ “ไม่เห็นชอบ” บางส่วน ได้แก่ เขต 3 และ เขต 10 จ.บุรีรัมย์, เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์,เขต 2 และ เขต 3 กระบี่, ขณะที่ จ.สงขลามี “เห็นชอบ” แค่เพียง 3 เขต ได้แก่ เขต 2, เขต 7, และเขต 9

ผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติในเวลา 23.16 น อนุทินรับเสียงโหวตเกินความคาดหมาย พร้อมทำงานสุดความสามารถ

ที่มาของภาพ : Getty Photos
“ขอกราบขอบพระคุณในทุก ๆ เสียง ทุก ๆ คะแนน ที่พี่น้องประชาชนชาวไทยได้กรุณาให้ความเมตตามอบให้พรรคภูมิใจไทย มาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรของพวกท่านทุกคน” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกฯ เริ่มต้นการแถลงที่พรรค
อุนทินกล่าวว่าจากการสังเกตการณ์และการติดตามจากผู้สมัครโดยตรง “พรรคภูมิใจไทยน่าจะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งวันนี้เป็นอันดับที่หนึ่ง”
เขากล่าวต่อไปว่าชัยชนะวันนี้คือชัยชนะของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เพียงของสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคเท่านั้น
“ชัยชนะของภูมิใจไทยวันนี้ คือชัยชนะของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ไม่ว่าท่านจะได้ลงหรือไม่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย” หัวหน้าพรรค ภท. กล่าว
“นี่คือคำสั่งของพี่น้องประชาชนที่ต้องให้พรรค ภท. เข้ามาบริหารประเทศ จึงขอน้อมรับข้อสั่งการของพี่น้องประชาชนในการที่จะบริหารบ้านเมืองด้วยความสุจริต ด้วยความทุ่มเท และความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจะยึดถือประโยชน์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน เป็นเป้าหมาย”
ระหว่างการแถลง อนุทินปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลจนกว่าจะมีคะแนนเป็นทางการออกมา แต่กล่าวถึงสาเหตุที่พรรคชนะการเลือกตั้งเชื่อว่าเป็นเพราะ “การทำงานหนักและความมุ่งมั่นตั้งใจที่ได้ทำต่อประเทศที่เรารักยิ่ง”
“ทุก ๆ ปัญหาที่จะทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในความเสี่ยง เรามีบุคคลที่ถูกต้องที่จะจัดการปัญหาเหล่านั้น เราอยู่ในช่วงที่มีความมั่นคงที่สุด และพร้อมมุ่งไปข้างหน้าด้วยคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลที่แข็งแกร่งกว่าเก่า” อนุทินเสริม
เมื่อถูกถามว่ากระแสชาตินิยมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ชาตินิยมอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนที่พรรคภูมิใจไทย คุณลองดูสีของพรรคเราสิ”
นอกจากนี้เขายอมรับว่าอีกปัจจัยของชัยชนะเป็นเพราะคนหน้าคุ้นจากพรรคอื่น ๆ ที่เข้ามาร่วมกับพรรคภูมิใจไทย
“เรามีทีมงานที่มีประสบการณ์ในทุกสายงานที่ภูมิใจไทยอยากจะรับใช้ประชาชน นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงเห็นคนหน้าคุ้นตา”
แคนดิเดตนายกฯ จาก ภท. ยอมรับว่าเสียงโหวตที่ได้รับมา “เกินความคาดหมายที่เราหวังไว้เมื่อเช้าวันนี้ เราติดหนี้ประชาชนอย่างสูงสุด และขอตอบแทนด้วยการทำงานอย่างสุดความสามารถ”
ผลเลือกตั้ง สส. นับได้เกิน 50% ภูมิใจไทยนำโด่งกวาด สส. 196 เสียง
ผลการเลือกตั้ง สส. แบบเขตและบัญชีรายชื่อ นับเกิน 50% แล้ว พรรคภูมิใจไทย ได้มากกว่า 190 ที่นั่งรวมกัน
ณ เวลาประมาณ 22.43 น. ผลจำนวน สส. รวมของแต่ละพรรคทำให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทย ยังนำมาที่ 1 ตามมาด้วยพรรคประชาชน, เพื่อไทย, กล้าธรรม, ประชาธิปัตย์, และประชาชาติ

คะแนนอย่างไม่เป็นทางการในเวลา 22.43 น. เท้ง ณัฐพงษ์ แถลงยอมรับความพ่ายแพ้ เปิดทางพรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาล
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน (ปชน.) นำทีมผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน แถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคเมื่อเวลา 21.45 น.
เขาเริ่มจากการขอบคุณคนไทยผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันนี้ ก่อนจะกล่าวยอมรับว่าจากผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการที่นับมาแล้วระยะหนึ่ง พรรค ปชน. อาจไม่ใช่พรรคที่ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเขายืนยันในแนวทางของพรรคตามที่เคยหาเสียงไว้ว่าต้องเคารพในหลักการของรัฐสภา คือการให้พรรคอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลก่อน
“ถ้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วเขาสามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ยังไงเราก็ต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอยู่แล้ว เพราะว่าอย่างที่บอก ผมได้เคยประกาศไปแล้วว่าไม่สามารถที่จะโหวตให้กับแคนดิเดตของพรรคภูมิใจไทยได้” หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าว พร้อมยืนยันว่า ปชน. จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรค ภท. และยังไม่ได้รับการทาบทามจากพรรคใด ซึ่งต่อให้พรรค ภท. จะมาทาบทามก็ร่วมรัฐบาลด้วยไม่ได้
เมื่อถูกถามให้ประเมินผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นมาจากการที่เคยยกมือโหวตเลือกนายกฯ จากภูมิใจไทยหรือไม่ ณัฐพงษ์บอกว่า “ทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนเป็นคนตัดสิน”
เขาเน้นย้ำหลายครั้งในการแถลงข่าวว่ายอมรับผลการลงคะแนนของประชาชน ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังจะเป็นอย่างไร และขอไม่แสดงความเห็นในรายละเอียดว่าประเด็นใดที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นจากการโจมตี หรือจุดยืนของพรรคในอดีต
“ไม่อยากหยิบยกเหตุผลใดมาเป็นข้ออ้างให้ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่งได้” ณัฐพงษ์กล่าว ส่วนกรณีที่พบความผิดปกติในการเลือกตั้งบางจุดก็ว่ากันเป็นรายกรณีไป
ผู้นำพรรค ปชน. ยืนยันว่าที่ผ่านมาพรรคมีการประเมินพลังของบ้านใหญ่อยู่ตลอด และหลังจากนี้ก็พร้อมทำงานให้ดีขึ้น และเข้าถึงประชาชนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อได้รับความไว้วางใจมากกว่านี้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
แคนดิเดตนายกฯ จาก ปชน. ยังกล่าวแสดงความยินดีกับคะแนนประชามติอย่างไม่เป็นทางการ ที่มีแนวโน้มสูงที่จะผ่านความเห็นชอบจากประชาชนในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแม้ว่าขั้นตอนหลังผ่านประชามติไปจะต้องอาศัยเสียง สส. และ สว. ในสภา แต่เขาก็หวังว่าสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่จะทำหน้าที่จะ “เดินหน้าตามเจตจำนงของประชาชนมากที่สุด”
“ช่วงระหว่างการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราก็จะเห็นกรณีของแคนดิเดตพรรคภูมิใจไทยเอง หรือแม้แต่คุณอนุทินที่ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นเดี๋ยวรอดูว่าหลังผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว กระบวนการเดินหน้าในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สส. ในรัฐบาลชุดต่อไปจะลงมติอย่างไร” นายณัฐพงษ์กล่าว
ผู้นำพรรคประชาชนยังกล่าวกับโหวตเตอร์ผู้สนับสนุนพรรค ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวว่า “อย่าพึ่งหยุดเชื่อ อย่าพึ่งหมดหวัง ผมเชื่อว่าในการเดินทางของพวกเรา 8 ปีที่ผ่านมา ทุกคนช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงมาได้ไกลมากแล้ว”

ที่มาของภาพ : Thai Files Pix
ด่วน, “ภูมิใจไทยน่าจะมีจำนวน สส. ในวันนี้เป็นลำดับที่หนึ่ง” อนุทินแถลงท่าทีหลังนับคะแนนเลือกตั้ง
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกฯ เปิดแถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรค เมื่อเวลา 22.20 น. กล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ภูมิใจไทยมาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร
“แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการประกาศรับรองจำนวน สส. ที่พรรคภูมิใจไทยจะได้รับ แต่จากการสังเกตการณ์ติดตามการนับคะแนนในพื้นที่ต่าง ๆ จากผู้สมัคร พอจะทราบได้ว่าภูมิใจไทยน่าจะมีจำนวน สส. ในวันนี้เป็นลำดับที่หนึ่ง” อนุทินกล่าว
อ่านรายละเอียดการแถลงในโพสต์ถัดไป
เพื่อไทยแถลง “ยอมรับในคำตัดสินของพี่น้องประชาชน” คาดได้ สส. 80-100 เสียง
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และแคนดิเดตนายกฯ อันดับสองของพรรค แถลงข่าวหลังการนับคะแนนดำเนินไปได้ราว 18% ซึ่งพรรค พท. ได้คะแนนรวมมาเป็นอันดับที่ 3 จุลพันธ์กล่าวว่า พท. ขอเคารพในระบอบประชาธิปไตยโดย พท. จะให้พรรคการเมืองอันดับหนึ่งเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล
“พรรคเพื่อไทย ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา ก็คงจะเป็นภาระหน้าที่ของพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลต่อ” เขาบอก
จุลพันธ์กล่าวต่อไปว่าพรรค พท. พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ “ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด” และขอ “ยอมรับในคำตัดสินของพี่น้องประชาชน ไม่มีอะไรมากกว่านี้”
หัวหน้าพรรค พท. ยอมรับด้วยว่า คะแนนเสียงของพรรคน่าจะลดลงมาอยู่ที่ราว 80-100 ที่นั่ง แต่เขาเสริมว่าแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่หนึ่งของพรรค ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ตอนนี้ยัง “กำลังใจดี” และ “จากคำปรามาสเราก็ยังสามารถยืนอย่างแข็งแรง”
อย่างไรก็ตาม พรรค พท. กล่าวถึงเงื่อนไขหากถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาลว่าขึ้นอยู่กับการพูดคุย อุดมการณ์และนโยบาย
เกี่ยวกับผลเลือกตั้งที่ออกมา หัวหน้าพรรค พท. ขอไม่วิเคราะห์ว่าความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และกระแสชาตินิยมทำให้พรรค พท. เสียเปรียบในการเลือกตั้งหรือไม่ โดยบอกเพียงว่า “เรื่องกระแสมีหลายรูปแบบ เราคงไม่ต้องไปวิเคราะห์กัน” เขาบอก
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวในแถลงข่าวว่าต้องมีการถอดบทเรียนจากผลเลือกตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลา
“ในเรื่องการประเมิน คงต้องมีการถอดบทเรียน ผลการเลือกตั้ง แต่ขอเวลาเพราะผลการเลือกตั้งยังไม่ 100%”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
ผลออกเสียงประชามติคืบ 20.09% เห็นชอบมากกว่าครึ่ง
จากผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการในเวลา 21.43 น. มีผู้เห็นชอบ 64.38% จำนวนผู้ออกเสียงประมาณ 5.47 ล้านคน ขณะที่ผู้เห็นชอบอยู่ที่ 35.17% จำนวนผู้ออกเสียงราว 2.96 ล้านคน
ในตอนนี้การออกเสียง “ไม่เห็นชอบ” ยกจังหวัดกระจุกตัวอยู่ในภาคใต้ทั้งหมด ได้แก่ ชุมพร, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ตรัง, และพัทลุง ส่วนภาคอีสานมี เขต 3 และ เขต 10 จ.บุรีรัมย์ ที่ส่วนใหญ่ออกเสียง “ไม่เห็นชอบ”

ผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติในเวลา 21.45 น. ด่วน, แคนดิเดตนายกฯ พรรคสีส้ม ประกาศยอมรับ “ไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่ง”
เมื่อเวลา 21.45 น. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เปิดแถลงข่าวที่พรรค โดยประกาศยอมรับความพ่ายแพ้เมื่อดูจากผลการนับคะแนนที่ออกมาล่าสุด
“ส่วนพรรคประชาชนเอง ดูจากผลการเลือกตั้ง ณ ตอนนี้ เราอาจจะไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่ง” ณัฐพงษ์ กล่าว
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรค ปชน. จะเปิดทางให้พรรคการเมืองอันดับหนึ่งได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน
เนื้อหาการแถลงจะรายงานในโพสต์ถัดไป

ที่มาของภาพ : Wasawat Lukharang/ BBC Thai
อนุทินไหว้ขอบคุณประชาชนเลือก ภท. คะแนนนำโด่ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินทางเข้าที่ทำการพรรคเมื่อเวลา 21:00 น. ท่ามกลางสื่อมวลชนที่รอคอยอย่างเนืองแน่น
เมื่อถามถึงผลคะแนนที่ ภท. กำลังนำมาเป็นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างพรรคอื่น ๆ เขายกมือไหว้แล้วกล่าวว่า “สาธุ ขอบคุณประชาชน” พร้อมบอกว่า “อยากกราบผู้ลงคะแนนทุกคะแนน”
จากนั้นนายอนุทินก็ตรงไปยังร้านกาแฟในที่ทำการพรรคเพื่อยินดีร่วมกับภรรยา ก่อนเดินขึ้นไปยังชั้นบนของพรรคภูมิใจไทย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผลการเลือกตั้ง เขาตอบว่า “รอแถลงทีเดียว อย่างน้อยรอผลคะแนนอย่างเป็นไม่ทางการก่อน”
ธรรมนัสลั่น ” ทุกพรรคก็คาดการณ์ว่าตัวเองจะเป็นรัฐบาล”
เวลา 21.10 น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวว่า พรรค กธ. น่าจะได้ สส. เกิน 60 คน ซึ่งเป็นการติดตามผลทางทีวีพร้อมสื่อมวลชน (นับคะแนนแล้ว 18%) เคยบอกแล้วว่า กธ. จะได้ สส. 50 ที่นั่งบวกลบ
ส่วนที่พรรค กธ. ทำยอด สส. ได้เข้าเป้า ร.อ.ธรรมนัสอธิบายว่าเป็นเพราะ “เราอยู่ในพื้นที่ตลอด ส่วนใหญ่ สส. เก่าเข้าเกือบ 100%”
ส่วนความเป็นไปได้ที่พรรค กธ. จะร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร.อ.ธรรมนัสบอกว่า “รอดูสรุปตัวเลขก่อน ตอนนี้ยังพูดอะไรมากไม่ได้ ทุกพรรคก็คาดการณ์ว่าตัวเองจะเป็นรัฐบาล”
เมื่อถูกถามว่า หากได้ร่วมรัฐบาล อยากนั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งปัจจุบันเป็น รมว.เกษตรฯ ตอบว่า รอให้นับคะแนน 80% ก่อนค่อยว่ากัน ตอนนี้ยังเร็วเกินไป ในทางการเมืองชิงพูดก่อนจะเสียเปรียบ
“ตรรกการเมือง ขึ้นกับว่า สส. มีเท่าไร ก็หารตามจำนวน 35” ร.อ.ธรรมนัสบอกหลังถูกถามถึงโควต้ารัฐมนตรี
ผู้นำพรรครายนี้ยังบอกด้วยว่า ตอนไปใช้สิทธิเลือกตั้งช่วงเช้า คิดอยู่แล้วว่า “กาเบอร์ 42 จงเจริญ กล้าธรรม”
อภิสิทธิ์ ขอบคุณคะแนนเสียง ประกาศwร้อม “เป็นฝ่ายค้าน”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงข่าวขอบคุณคะแนนเสียงซึ่งทำให้ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเป็นไปตามที่ทางพรรคเคยคาดการณ์
เขาแสดงความมั่นใจว่าจะได้คะแนนในสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อ เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัวจากการเลือกตั้งครั้งก่อน โดยเฉพาะจากพื้นที่ภาคใต้ และพื้นที่อื่น ๆ เช่น จ.สุโขทัย แม้ขณะนี้การนับคะแนนจะยังไม่เสร็จสิ้น และคาดว่าพรรคอาจจะได้จำนวน สส. เพิ่มเติมอีกเมื่อการนับคะแนนเสร็จด้วย
ในการแถลงข่าว ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ประกาศว่าพรรค “พร้อมทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในสภา” หลังพิจารณาจากการประเมินของสื่อที่คาดการณ์ว่าพรรคจะได้ที่นั่ง สส. อยู่ที่ประมาณ 20 ที่นั่งบวกลบ เขาเน้นย้ำว่า สส. ของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภาจะเป็นหูเป็นตาและทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ความสุจริต
“เราคิดว่าด้วยขณะนี้ด้วยเสียงที่เรามีอยู่ เราสามารถทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านได้และพร้อมที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านครับ” อภิสิทธิ์กล่าว
“ผมคิดว่าเราจะเป็นรัฐบาลก็ต่อเมื่อมันมีสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการที่เราจะเข้าไปเป็น… ถ้าพูดตามตรงในเรื่องของนโยบาย ด้วยเสียงเท่านี้คงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก แต่ว่าถ้าสามารถทำให้เราสร้างเงื่อนไขตามที่เราประกาศกับประชาชนได้ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง” เขาระบุ
ส่วนผลการแข่งขันในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่าเป็นเรื่อง “ไม่ง่าย” ที่จะได้ที่นั่งในพื้นที่นี้ เพราะคะแนนเสียงของพรรคประชาชน (ปชป.) มีความแข็งแกร่งแกร่งมาก ซึ่งเขาได้พูดไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว
ยุตินับคะแนนหน่วยเลือกตั้งที่ 3 ไชยสถาน จ.น่าน อาจต้องเลือกตั้งใหม่หลังเจ้าหน้าที่ฉีกบัตรเลือกตั้งผิด

ที่มาของภาพ : ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน
เมื่อเวลา 17.59 น. ประธานกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (การประปานครหลวง) ที่ 3 ต.ไชยสถาน อ.เมือง จ.น่าน สั่งยุติการนับคะแนน หลังพบบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหาไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นบัตรดีหรือบัตร
ช่วงเช้าวันนี้มีรายงานว่า การประปานครหลวง ในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวฉีกบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตผิดแนวไปจำนวน 69 ใบ โดยฉีกตามรอยพับแทนรอยปรุ
ทั้งนี้ กกต. จังหวัดน่าน จะนำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
หาก กกต.ส่วนกลาง พิจารณาแล้วเห็นควรให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ในหน่วยดังกล่าว คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์
สำหรับหน่วยเลือกตั้งนี้ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม 579 คน
ผลนับคะแนนไม่เป็นทางการ ภูมิใจไทย กวาด สส.เขตทะลุ 170 ที่นั่ง
ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจาก กกต. นับเสร็จแล้ว 31% ณ เวลา 21.05 น. คาดการณ์จำนวน สส.แบ่งเขต พบว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นนำเป็นอันดับหนึ่งจำนวน 178 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคเพื่อไทย (พท.)
- ภูมิใจไทย 178 ที่นั่ง
- ประชาชน 70 ที่นั่ง
- เพื่อไทย 67 ที่นั่ง
- กล้าธรรม 59 ที่นั่ง
- ประชาธิปัตย์ 11 ที่นั่ง
- ไทรวมพลัง 5 ที่นั่ง
- พลังประชารัฐ 4 ที่นั่ง
- ประชาชาติ 4 ที่นั่ง

ระบบรายงานผล กกต. มีปัญหา หลายสื่อได้ผลคะแนนล่าช้า
ภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนที่รับข้อมูลผลการนับคะแนนจากสำนักงาน กกต. แจ้งว่า ได้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบข้อมูลของ กกต. ในเวลา 20.00 น. โดยกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (การประปานครหลวง) ไม่สามารถรายงานข้อมูลผลการนับคะแนนที่แล้วเสร็จมายังส่วนกลางได้ ทำให้ระบบแสดงผลคะแนนล่าช้า และทางสำนักงาน กกต. กำลังเร่งแก้ไขอยู่
ณ เวลา 20.30 น. ผลการนับคะแนนของสื่อต่าง ๆ เช่น ไทยรัฐ นับคะแนน 4%, มติชนออนไลน์ นับคะแนน 9% ส่วนเนชั่น แสดงผลนับคะแนนแล้ว 10%
ในขณะที่นักการเมืองเปิดเผยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแล้วหลายพื้นที่ เช่น จ.ชลบุรี นายสุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัคร สส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีคะแนนกว่า 4 หมื่นคะแนน โดยอันดับ 2 มีคะแนนตามหลัง 6 พันคะแนน ซึ่งเป็นการนับคะแนนแล้ว 82% แต่ตัวเลขที่แสดงผลทางระบบรายงานผลของ กกต. เป็นการนับคะแนนแล้ว 0.59% โดยผู้สมัครที่มีคะแนนมาเป็นอันดับ 1 ได้คะแนนเพียง 431 คะแนน
นักวิเคราะห์จับตา ปชน. จะรักษาเก้าอี้ สส.เชียงใหม่ ได้หรือไม่,

ที่มาของภาพ : Getty Photos
พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้ สส. แบบแบ่งเขตรวม 7 จากทั้งหมด 10 ที่นั่ง ใน จ.เชียงใหม่ ในการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย (พท.) ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยแลกเปลี่ยน จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS Yusof-Ishak Institute) ในสิงคโปร์ บอกกับ.ว่าผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตครั้งนี้มีความน่าสนใจในหลายพื้นที่ เช่น จ.เชียงใหม่ ที่ในการเลือกตั้งปี 66 พรรคก้าวไกลชนะ 7 จากใน 10 เขตการเลือกตั้ง ที่เดิมเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มีกระแสความไม่พอใจ สส.แบบแบ่งเขตของพรรคก้าวไกล ที่เมื่อหลังเลือกตั้งได้เข้าไปทำงานในฐานะ สส. กลับไม่ค่อยพบเจอหน้า นั่นอาจทำให้พรรคประชาชน สูญเสียฐานเสียงใน จ.เชียงใหม่ ไปได้
“ในหลายพื้นที่ที่ผมเดินทางไปดู มันมีกระแสในบางชุมชนว่าเขาเลือกคนของพรรคก้าวไกลเข้ามาแล้วแต่ว่าไม่เห็นหัว สส. ไม่มีการลงพื้นที่ ไม่มีการไปงานวัด งานบุญ งานบวช และไม่มีงบประมาณมาลงพื้นที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของ สส. ก็จริง แต่ว่าเป็นสิ่งที่เชื่อว่าโหวตเตอร์ทั่วไปยังคาดหวังจากผู้สมัคร” ดร.ณพลบอก
ดังนั้น หากพรรคประชาชนสูญเสีย สส.เขตใน จ.เชียงใหม่ ก็อาจตีความได้ว่าประชาชนยังต้องการ สส. ที่มีความใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มากกว่าการผลักดันนโยบายในระดับชาติ
“ถ้าพรรคส้มเสียพื้นที่ในเชียงใหม่กลับไปให้พรรคเพื่อไทย ผมว่าเราตีความตามนี้ได้เลยว่าโหวตเตอร์ยังต้องการการส่งมอบโครงการในระดับพื้นที่ มากกว่าพรรคการเมืองที่สามารถส่งนโยบายในระดับชาติได้” เขากล่าว
คาดอีสาน ภูมิใจไทย อาจยึดพื้นที่เพื่อไทยหลายจังหวัด

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ จังหวัดภูเก็ต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งปี 2569 ในภาคอีสาน ในรายการเกาะติดนับคะแนนเลือกตั้ง 69 และวิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาล ของสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด บอกว่าพื้นที่อีสานใต้ เช่น สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานี อาจถูกภูมิใจไทย (ภท.) “ยึด” แทนที่ฐานเสียงเก่าอย่างพรรคเพื่อไทย (พท.)
ส่วน จ.นครราชสีมา ฐานเสียงของพรรค พท. อาจยัง “แข็งแกร่ง” แต่ในเขตเมือง คือ เขตเลือกตั้ง 1-3 คาดว่า พรรคประชาชน (ปชน.) จะได้ สส. มาครอง แน่นอน
ในส่วนของอีสานตอนกลาง จ.ขอนแก่น ซึ่งเดิมเป็นฐานเสียงของพรรค พท. และถูกพรรค ปชน. เจาะ สส.ไปได้ 3 เขต ในการเลือกตั้งปี 2566 ต้องรอลุ้นว่าพรรค ปชน. จะสามารถขยายเป็น 4 เขตได้หรือไม่
แต่ รศ.ดร.พิชาย บอกว่าจังหวัดที่น่าสนใจคือ จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคสีแดง และ พท. เองก็เคยเรียกว่าเป็น “เมืองหลวงประชาธิปไตย” แต่ในครั้งนี้ต้องติดตามว่า ชาวอุดรธานี “ยังเอาเพื่อไทยอยู่หรือเปล่า หลังแดงไปจับมือกับ 3 ป. ซึ่งคะแนนส่วนหนึ่งอาจไหลมาพรรคประชาชน” รศ.ดร.พิชาย บอก
เสียงจากโหวตเตอร์ 3 รุ่น กับความหวังที่พรรคสีส้ม
“ด้วยแนวคิดของพรรคประชาชน มันเป็นเรื่องของอนาคต แล้วเราก็มีลูก มีเยาวชน ก็เลยอยากจะสนับสนุน” จันทร์สม คำธร ผู้เป็นแม่วัย 50 ปี กับ. ขณะนั่งอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าตึกอนาคตใหม่ ที่ทำการของพรรคประชาชน (ปชน.) “ในอนาคตทุกคนควรมีสิทธิ และเสรีภาพในเรื่องความคิดเห็น สิทธิที่จะแสดงตันตนของตัวเองออกมาได้เต็มที่โดยไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น ซึ่งพี่เป็นแม่ พี่มีหน้าที่ในการสร้างสิ่งนี้ให้ลูกของพี่”ในมุมของของคนเจนเอ็กซ์ (Gen X) หรือผู้ที่มีอายุราว 44-59 ปี ในปัจจุบัน เธอบอกว่า เด็กรุ่นใหม่นั้นที่จริงแล้วพร้อมที่จะเปิดรับฟังข้อมูล และโลกของเด็กเจนซี (Gen Z) หรือผู้ที่มีอายุราว ๆ 13-29 ปี นั้นเปิดกว้างกว่าคนรุ่นก่อน ๆ มาก“ตอนนี้อายุ 50 แล้ว รู้สึกว่าเราต้องให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ทำงาน อย่าดูถูกเด็กรุ่นใหม่ เขามีความคิดมากกว่าเรา”จันทร์สมบอกกับเราว่าเธอให้ความสำคัญเรื่องการรับฟังเสียงประชาชน และการเปิดโอกาสให้คนทุกคน ถ้าในอนาคตมีคนฟังว่าเด็กรุ่นใหม่เขาต้องการอะไร พร้อมกับเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ เหล่านี้ได้แสดงความสามารถออกมา นั่นก็คงจะเป็นโลกในอุดมคติของประเทศไทยที่เธออยากให้ลูกวัย 12 ปี ของตัวเองเติบโตขึ้นมา

ที่มาของภาพ : bbc thai
จันทร์สม คำธร โหวตเตอร์พรรคสีส้มวัย 50 ปี ถัดลงไป ณ แถวหลังสุดของที่นั่งบริเวณลานจอดรถของพรรคประชาชน พลกฤศณ์ สุทธิรัตนโศภพ วัย 34 ปี กำลังนั่งอยู่อย่างเงียบ ๆ กับภรรยาของเขา .เข้าไปพูดคุยกับคู่รักเจนวายคู่นี้ และเริ่มถามเขาว่าเหตุใดทั้งคู่จึงมองว่าพรรคประชาชนคือคำตอบสำหรับตัวเองพลกฤศณ์ ไม่ได้ตอบเราตรง ๆ ว่าเหตุผลคืออะไร แต่เขาแจกแจงให้เราฟังว่า ในมุมมองของตัวเอง การเมืองส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนคนหนึ่งอย่างไร “เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องของเราทุกคนเลย เพราะถ้าการเมืองดี ทุกอย่างมันก็จะดีไปหมด อันดับแรกเลยคืออากาศที่เราหายใจ แค่เราออกจากบ้าน เราก็อันตรายแล้ว แต่ถ้าการเมืองมันดี เขาแก้ปัญหาตรงนี้อย่างจริงจัง คือชีวิตเราหรือชีวิตลูกหลานเราก็จะปลอดภัยมากขึ้น”พลกฤศณ์เล่าว่าเขาเป็นผู้สนับสนุนพรรคมาตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่และยอมรับว่ามีท้อบ้างที่พรรคถูกยุบมาแล้วถึงสองครั้ง แต่ย้ำว่าเขา “จะมีความหวังตลอดไป มีความหวังเสมอ ถ้าเขา พรรคประชาชน ไม่ถอย ผมก็ไม่ถอย”

ที่มาของภาพ : BBC THAI
ไม่นานหลังปิดหีบลงคะแนน สภาพอากาศก็แปรเปลี่ยนจากแดดที่ออกแรงจัดเป็นฝนที่ถล่มลงมา ผู้คนที่นั่งอยู่บริเวณลานจอดรถ พากับย้ายตัวเองมาอยู่ฝั่งอาคารที่ทำการพรรค ในขณะนั้นเอง .ได้คุยกับหญิงสาวเจนซีคนหนึ่งที่เล่าความอัดอั้นของตัวเองออกมา “ก็อยากให้พรรคการเมืองที่ไม่เคยบริหารได้ลองบริหารดู เพราะเห็นว่าพรรคการเมืองอื่นได้บริหารแล้วเรารู้สึกว่าประเทศมันค่อนข้างจะเหมือนเดิม แล้วก็มีการคอร์รัปชัน เราอยากได้พรรคการเมืองที่โปร่งใส อยากให้ประชาชนตรวจสอบได้ และคุ้มกับเงินภาษี” วราภรณ์ พวงพลอย กล่าวหญิงสาววัย 27 ปี บอกกับเรา เธอชื่นชม สส.จากพรรคประชาชนที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องประกันสังคมซึ่งเธอยอมรับว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการใช้เงิน เช่น การตัดสูทให้เจ้าหน้าที่การซื้อตึกหากครั้งนี้พรรคประชาชนไม่สามารถขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาลได้เธอจะรู้สึกอย่างไร วราภรณ์บอกว่าทุกอย่างน่าจะยากเหมือนเดิม และลำบากเหมือนเดิม ทั้งการใช้ชีวิต ค่าครองชีพ และค่าแรง

ที่มาของภาพ : BBC thai




























