“ขนาดเราเป็นเจ้าของปั๊ม เรายังไม่รู้เลยว่าพอไหม”: สถานการณ์น้ำมันไทย เพียงพอหรือไม่ มีใครกักตุนน้ำมันไหม

ที่มาของภาพ : Supattra Plongklum / Thai News Pix

Article Information
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Feature, ผู้สื่อข่าว.
  • เวลาอ่าน: 21 นาที

ตั้งแต่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือราววันที่ 14 มี.ค. สื่อสังคมออนไลน์ของไทยต่างเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงได้

สถานีบริการน้ำมันจำนวนไม่น้อยติดป้ายประกาศน้ำมันหมด โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล จนทำให้เกิดภาพการต่อแถวของทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ไปจนถึงรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ที่กำลังรอเติมน้ำมันล้นทะลักออกมาบนถนนในหลายจังหวัด และลุกลามมาสู่สถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพมหานครในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ต่อมาวันที่ 15 มี.ค. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเข้าร่วมการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งเป็นประธาน แถลงยืนยันว่า “วันนี้เรื่องน้ำมันขาดแคลนไม่ต้องเป็นกังวล”

“เราได้เตรียมน้ำมันดิบเพียงพอที่จะเอามากลั่นที่เมืองไทย เพื่อที่จะกระจายไปให้กับผู้ค้าน้ำมัน ให้น้ำมันที่จะออกมาเป็นเบนซินหรือดีเซล ตามปั๊มน้ำมันต่าง ๆ ให้เพียงพอ” นายเอกนิติกล่าว พร้อมอธิบายว่า ในช่วงที่ผ่านมาประชาชนอาจรู้สึกกังวลว่าน้ำมันอาจขาดแคลนจึงทำให้เกิดภาวะการกักตุนขึ้นมา ซึ่งภาครัฐได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานเข้าไปพูดคุยกับฝั่งผู้ค้า เพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันตามปั๊มต่าง ๆ จะมีเพียงพอ

ทว่าล่าสุด กลับมีประเด็นที่เจ้าของปั๊มน้ำมันรายย่อยออกมาเปิดเผยว่าถูกตัดลดโควตาสั่งน้ำมันจากโรงกลั่น ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการหน้าตู้จ่าย

บทความนี้.จะสำรวจของสถานการณ์น้ำมันหมดทั่วประเทศว่ามีต้นสายปลายเหตุจากส่วนใด รวมถึงคำอธิบายและการบริหารวิกฤตของรัฐบาลว่าแก้ไขสถานการณ์อย่างไร

ที่มาของภาพ : กระทรวงพลังงาน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริษัท ปตท. คนที่ 10 และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ลำดับการชี้แจงของรัฐบาลต่อปรากฏการณ์ “น้ำมันหมด” ปัญหาอยู่จุดไหน

หลังจากนายเอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เปิดแถลงข่าวที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มี.ค. ระบุว่า “เราได้เตรียมน้ำมันดิบเพียงพอ” และประชาชนอาจกังวลจนเกิดการกักตุน หลังเกิดภาพน้ำมันหมดในหลายจังหวัด

ต่อมาวันที่ 17 มี.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงว่าปริมาณน้ำมันสำรองของไทย ยังใช้ได้ 96 วัน ทั้งยังแถลงประเด็นการขึ้นราคาน้ำมันที่จะมีผลในวันที่ 18 มี.ค.

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Cease of ได้รับความนิยมสูงสุด

นายพิพัฒน์ระบุว่า “ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลจะขยับขึ้นเพียงหลักสตางค์ไม่ถึงหลักบาท ซึ่งเบนซินมีการขยับมาแล้วประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรัฐจะจะอั้นราคาไว้ไม่เกิน 33 บาท”

ต่อมาในวันที่ 18 มี.ค. นายพิพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ ศบก. อีกหมวกหนึ่ง เปิดเผยกับรายการเจาะลึกทั่วไทย Inner Thailand ทางสถานีโทรทัศน์ MCOT ว่าจะมีการหารือเรื่องโครงสร้างราคาค้าส่งน้ำมันดีเซล 2 ราคา และการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นว่าสูงเกินไปหรือไม่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล สะท้อนว่าผู้ประกอบการแต่ละช่วงของสายอุปทานล้วนมีต้นทุนที่ต่างกันออกไป เช่น สถานีบริการที่มีแบรนด์จะได้รับการชดเชย ทว่าถ้าเป็นผู้ประกอบการอิสระหรือผู้ค้าส่ง (จ็อบเบอร์) จะไม่ได้รับการชดเชย

เขายังพุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นโดยระบุว่า “วันนี้ก็ไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้วโรงกลั่นมา (ร่วม) แก้ปัญหาอย่างจริงใจกับรัฐบาลหรือไม่ ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา…” ผู้อำนวยการ ศบก. กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินการถามว่าจะมีการนำมาตรการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นในภาวะผิดปกติมาใช้หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า “คงต้องนำมาตรการต่าง ๆ มาใช้ทุกมาตรการ”

ต่อมาในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เขาแถลงข่าวอีกครั้งหน้าทำเนียบรัฐบาลโดยชี้ว่า เมื่อทุกฝ่าย ทั้งกระทรวงพลังงานและโรงกลั่น ต่างยืนยันว่าทุกฝ่ายทำเต็มที่ ฝั่งกระทรวงฯ มีสต็อกน้ำมันเหลือ 101 วัน ขณะที่โรงกลั่นชี้ว่าดำเนินการผลิตเต็มกำลังทุกวัน แต่ปลายน้ำกลับไม่มีน้ำมัน แปลว่าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกหก

“ผมเชื่อว่าไม่มีใครสามารถกักตุนได้ ยกเว้นคุณไม่ได้กลั่นเต็มที่ตามคุณประกาศ สมมติว่าผมบอกว่าผมมีกำลังกลั่นวันหนึ่ง 300,000 บาร์เรล แต่วันนี้แท-งก์ผมยังมีพื้นที่ว่างสำหรับน้ำมันดิบ ผมก็อาจจะกลั่นแค่ 200,000 บาร์เรล แต่ผมประกาศว่า 300,000 บาร์เรล เก็บไว้เพื่อเก็งกำไร แต่ข้อมูลที่ได้รับมา โรงกลั่นยืนยันว่าปัจจุบันกลั่นเต็มกำลังการผลิต แต่เมื่อกลั่นเต็มที่ทุกวัน น้ำมันก็ต้องมีขายโดยไม่ขาดตลาดเลยแม้แต่วันเดียว การที่น้ำมันหายไปจึงนำมาสู่ข้อสงสัยอื่น เช่น การลักลอบส่งออกทางเรือแทน” พิพัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ ได้กล่าวว่า ตามกระบวนการทางธุรกิจนั้น โรงกลั่นต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าหลายเดือน หากวันหนึ่งราคาน้ำมันลดลง โรงกลั่นก็ต้องแบกรับการขาดทุนเช่นกัน จึงอยากให้สังคมมองด้วยความเป็นธรรม

ขณะที่นายนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ว่าอยากให้คนไทยหันมาประหยัดพลังงานไม่ว่าจะอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่ก็ตาม

“ใช้น้อยลงมันก็ประหยัดเงินในกระเป๋าได้เลย จริง ๆ วันนี้ ถ้าพี่น้องประชาชนอยากให้ราคาน้ำมัน สมมติดีเซล 30 อยากให้ลดลง 3 บาท จริง ๆ มันทำได้ด้วยตัวท่านเอง 3 บาท คือ 10% ถูกไหม ถ้าท่านลดการใช้ลง 10% นั่น ท่านทำให้ราคามันถูกลงแล้ว เพราะว่าเงินจะออกจากกระเป๋าเงินท่านน้อยลงอยู่ดี 10% เหมือนกัน” นายอรรถพลกล่าว

เอกชนเจ้าของแฟรนไชส์ปั๊มน้ำมันเผยถูกหั่นโควตา

ที่มาของภาพ : Supattra Plongklum / Thai News Pix

(แฟ้มภาพ)

หลังเกิดปรากฏการณ์ “น้ำมันหมด” ในหลายพื้นที่ นายณัฐกร พัฒนชัยกุล เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. พัฒนชัยยนต์ ใน จ.เลย ออกมาถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 16 มี.ค. อ้างว่า ปั๊มของเขาถูกหั่นโควตาน้ำมันเหลือเพียง 50% ทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน

.ยังได้พูดคุยกับ ปริม (นามสมมติ) เจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท. ประเภทแฟรนไชส์ แห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี ในวันที่ 17 มี.ค. ซึ่งคำบอกเล่าของผู้ประกอบการรายนี้สะท้อนให้เห็นสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน

.ปกปิดตัวตนของแหล่งข่าวผู้นี้เพื่อป้องกันผลกระทบด้านธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น

ปริมสะท้อนว่า เนื่องจากปั๊มที่เธอเป็นเจ้าของเน้นขายน้ำมันให้แก่คนในชุมชน ก่อนหน้านี้ทางปั๊มของเธอจะสั่งน้ำมันเฉลี่ยวันละ 20,000 ลิตร ซึ่งเป็นการสั่งซื้อแบบวันต่อวัน เพื่อให้ได้น้ำมันมาขายในวันรุ่งขึ้น ตามปกติแล้วรถขนน้ำมันจะใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง เนื่องจากปั๊มของเธอจะไปรับน้ำมันจากโรงกลั่นที่ จ.ระยอง

แต่ตั้งแต่ที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เธอบอกกับ.ว่า ปตท. ในฐานะเจ้าของแฟรนไชส์และเป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันไม่ได้แจ้งหรือส่งสัญญาณเตือนใด ๆ มายังปั๊มรายย่อยเช่นกิจการปั๊มของเธอ

ส่วนการลดโควตาคำสั่งซื้อน้ำมันนั้น เธออธิบายว่า เกิดขึ้นมาแล้วช่วง 2-3 วัน ก่อนหน้าวันที่ 17 มี.ค. แต่เป็นการปรับลดเพียงเล็กน้อยราว 3,000-4,000 ลิตร จากคำสั่งซื้อเต็ม ๆ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เธอต้องเผชิญคือคำสั่งซื้อของคืนวันที่ 16 มี.ค. เพื่อนำมาขายในวันที่ 17 มี.ค. นั้น คำสั่งซื้อน้ำมันที่ขอไป 18,000 ลิตร ถูกลดลงมาเหลือ 8,000 ลิตรเท่านั้น

“ถ้า โดนตัดโควตา 3,000 ลิตรมันก็ตกใจ แต่มันก็ยังเหลือให้เราเหลือขายวันละหมื่นกว่าลิตร ก็ยังพอบริหารให้ทั่วถึงได้ แต่ถ้าโดนตัดครึ่งนึงอย่างนี้ เราต้องจำกัดการเติมลูกค้า” ปริม กล่าว

เมื่อถามว่าโรงกลั่นให้เหตุผลอะไรหรือไม่ที่ตัดคำสั่งซื้อลง เธอบอกว่า “มีอธิบายบ้างว่าเพื่อให้เฉลี่ยให้ทั่วถึง” แต่ไม่มีการพูดเรื่องน้ำมันเพียงพอหรือไม่เพียงพอ

ต่อมาในวันนี้ (19 มี.ค.) เมื่อ.สอบสถานการณ์คำสั่งซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นของปริมอีกครั้ง เธอบอกกับเราว่าเมื่อคืน (18 มี.ค.) ที่ผ่านมา ระบบคำสั่งซื้อไม่อนุญาตให้เธอสามารถสั่งน้ำมันได้เลยแม้แต่ลิตรเดียว แม้ราคาหน้าตู้จะปรับขยับขึ้นมา

ขณะที่คำสั่งซื้อ ณ คืนวันที่ 17 มี.ค. สำหรับการขายในวันที่ 18 มี.ค. นั้น เธอบอกว่าสั่งน้ำมันสำเร็จรูปไปทั้งหมด 16,000 ลิตร และได้น้ำมันมาครบถ้วนตามนั้น

แต่เจ้าของปั๊มน้ำมันรายนี้บอกกับ.ว่า “ตอนนี้ ถ้าเป็นดีเซลไม่มีแล้ว”

คนไทยจะมีน้ำมันใช้ต่อเนื่องหรือไม่

เกี่ยวกับคำถามนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.รักไทย บูรพ์ภาค สาขาวิชาเทคโนโลยีพลังงาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอนเนอร์จี ไทย เทรดดิ้ง ฮับ จำกัด (มหาชน) ตอบกับ.ว่า “ถ้าคนไทยที่อยู่ในกรุงเทพฯ ผมคิดว่ามีน้ำมันใช้ แต่ถ้าคนไทยที่อยู่ต่างจังหวัด ก็อาจจะอาจจะต้องแย่งกันใช้หน่อยช่วงนี้”

เขาอธิบายว่า ตามปกติเมื่อมีการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามายังไทย น้ำมันดิบเหล่านี้จะต้องถูกส่งไปกลั่นยังโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

รศ.ดร.รักไทย ชี้ว่าปัจจุบันมีโรงกลั่นในไทย ทั้งหมด 6 โรง หลังจากที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้นของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เสร็จสิ้นเมื่อปี 2566

ตามข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน โรงกลั่นในไทยประกอบไปด้วย:

  • บริษัท ไทยออยล์จํากัด (มหาชน) (TOP)
  • บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน) (PTTGC)
  • บริษัท ไออาร์พีซีจํากัด (มหาชน) (IRPC)
  • บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จํากัด (SPRC)
  • บริษัท บางจากปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) (BCP)
  • บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) (ESSO)

โดย ไทยออยล์จํากัด, พีทีทีโกลบอล เคมิคอล และ ไออาร์พีซีจํากัด เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้กลุ่มบริษัท ปตท.

อาจารย์ด้านเทคโนโลยีพลังงานรายนี้อธิบายต่อไปว่า เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง น้ำมันจึงมักไม่ขาดแคลน แล้วตัวเขาเองก็ชื่อว่า “ที่รัฐบาลบอกว่าสำรอง 90 วัน ผมก็เชื่อว่าเป็น 90 วันจริง ๆ คิดว่ารัฐบาลคงไม่ได้ปกปิดอะไรตัวเลขนี้” รศ.ดร.รักไทย กล่าว โดยตัวเลขน้ำมันสำรอง 90 วัน เป็นการอ้างอิงคำแถลงเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมาของรัฐบาล

ด้านนายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอดีตนักขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และมีประสบการณ์การทำงานในบริษัทด้านพลังงานทั้งไทยและต่างประเทศมากว่า 30 ปี กล่าวกับ.ว่า สถานการณ์น้ำมันดิบที่เข้ามายังโรงกลั่นของไทยน้อยลงจริงโดยเฉพาะที่มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งปกติจะมีตัวเลขราว 500,000 บาร์เรล/วัน

อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าน้ำมันดิบที่ยังเข้ามาในโรงกลั่นของไทยยังสามารถกลั่นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ น้ำมันเบนซินหรือดีเซลแล้วกระจายออกไปได้ แต่ “น้ำมันสำรอง พอคนเติมกันมาก ๆ มันก็ต้องหมดเป็นเรื่องธรรมดา”

เกี่ยวกับปริมาณน้ำมันที่กลั่นในประเทศไทย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ออกมาชี้แจง เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ว่าปัจจุบันไทยมีกำลังการกลั่นรวมอยู่ที่ 175 ล้านลิตร/วัน โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกมา ประกอบไปด้วย

  • น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร
  • น้ำมันดีเซล 75-80 ล้านลิตร
  • นํ้ามันเครื่องบินเจ็ต 25 ล้านลิตร
  • นํ้ามันเตา 13 ล้านลิตร
  • แก๊สหุงต้มและแอลพีจี รวม 6-7 ล้านกิโลกรัม

เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างเดือน ม.ค.-ธ.ค. 2568 โดยกรมธุรกิจพลังงาน .พบว่า คนไทยใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 154.85 ล้านลิตร/วัน

ที่มาของภาพ : กรมธุรกิจพลังงาน

น้ำมันดีเซล ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในสัดส่วนที่มากที่สุดสำหรับประเทศไทย

แม้ตัวเลขเปรียบเทียบนี้จะสะท้อนว่าไทยยังมีน้ำมันใช้ อย่างไรก็ดี เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. แฟรนไชส์ใน จ.จันทบุนี บอกกับ.ว่า ในฐานะเจ้าของสถานีบริการน้ำมันรายย่อยผู้เผชิญกับปัญหาโดนลดคำสั่งซื้อ เธอสะท้อนว่า เธอเข้าใจเรื่องความตระหนกของประชาชน และความไม่มั่นใจที่มีต่อหน่วยงานของรัฐ

“ชาวบ้านไม่มั่นใจว่าน้ำมันจะเพียงพอไหม แถวจันทบุรีจะเป็นการเกษตรส่วนใหญ่ ถ้าเขาไม่มีน้ำมันเพื่อเอาไปรดน้ำ ทำสวน ผลผลิตในปีนั้นเขาเสียหาย ซึ่งมันเป็นรายได้หลักของเขา เขาก็เลยต้องมีการกักตุนเพราะว่าถ้าเขาพลาดตรงนี้ ทั้งปีเขาอาจจะไม่มีรายได้เลย” ปริมกล่าว

ในฐานะผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันรายย่อย เธออยากให้ภาครัฐเข้ามาตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นหน้างานจริง ๆ ว่าปัญหาอยู่ที่จุดไหนกันแน่

“ขนาดเราเป็นเจ้าของปั๊ม เรายังไม่รู้เลยว่ามันพอไหม แล้วลูกค้าเขาก็มาถามเหมือนกันว่ามันจะหมดไหม ซึ่งเราก็ยังตอบลูกค้าไม่ได้เลย” ปริมกล่าวกับ.

เท่านั้นยังไม่พอ ปริมบอกว่าจากระบบการสั่งน้ำมันตอนนี้ ซึ่งตามปกติแล้วปั๊มรายย่อยแบบเธอจะสั่งน้ำมันวันต่อวัน เธอไม่รู้ได้เลยว่าแต่ละวันจะได้น้ำมันกลับมาที่ปั๊มน้ำมันของเธอเท่าไหร่

“อย่างสมมติออเดอร์ที่เราสั่งวันนี้ ที่จะมาพรุ่งนี้ เราลุ้นแบบ 3 ทุ่ม 4 ทุ่มว่าพรุ่งนี้เราจะได้ไหม” โดยปริมอธิบายเพิ่มเติมว่า การลุ้นของเธอนั้นก็คือรอดูจากข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือว่าจะหักเงินจากบัญชีออกไปเท่าไหร่

.ติดต่อสอบถามไปยัง ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก โดยสอบถามว่าการตัดโควตาน้ำมันของปั๊มรายย่อยเกิดขึ้นจริงหรือไม่และเพราะเหตุใด รวมถึงสอบถามสถานการณ์การขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังปั๊มต่าง ๆ การแก้ปัญหาร่วมกับจ็อบเบอร์ และความเพียงพอของน้ำมันดิบที่นำเข้ามากลั่น แต่ไม่ได้รับคำตอบกลับมาภายในเวลาที่ลงบทความ

เกิดการกักตุนน้ำมันจริงหรือไม่

ที่มาของภาพ : อานันท์ ชนมหาตระกูล / Thai News Pix

(แฟ้มภาพ)

รศ.ดร.รักไทย ชี้ว่าปัญหาสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดคือการกระจายน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันระดับย่อย หรือผู้ที่ค้าน้ำมันไม่เกิน 100,000 เมตริกตันต่อปี ตามมาตราที่ 10 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดการกักตุนน้ำมันจากฝั่งผู้ค้าน้ำมันบางรายเพื่อรอเก็งกำไร

“เขา ผู้ค้ารายย่อย เห็นว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะลดเงินอุดหนุนในส่วนของดีเซลก็ดี เบนซินก็ดี เพื่อปล่อย ราคา ไปตามตลาดโลก หลาย ๆ เจ้า ก็ต้องพูดความจริง ตรงไปตรงมาว่าก็มีการกักตุนน้ำมัน เพื่อเก็งกำไร อันนี้เป็นปัญหาว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร” รศ.ดร.รักไทยกล่าวกับ. เมื่อ 16 มี.ค.

เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าปั๊มน้ำมันรายย่อยกักตุนน้ำมัน เจ้าของปั๊มน้ำมันรายย่อยอย่างปริมบอกกับ.ว่า ปัญหาของเธอคือได้รับน้ำมันมาน้อยกว่าความต้องการขายจริง ๆ

เธอเสริมว่า “สมมติ 8,000 ลิตร ถ้าเราให้ลูกค้าคันละ 1,000 บาท ก็จะได้แค่ประมาณ 200 กว่าคัน หลังจากนั้นก็คือพนักงานเราก็ว่างเลย”

เจ้าของปั๊มน้ำมันรายนี้บอกกับ.เพิ่มเติมว่า เธอยังได้คุยกับเจ้าของปั๊มน้ำมันรายอื่น ๆ ในพื้นที่เดียวกัน และพบว่าโดนตัดคำสั่งซื้อเช่นเดียวกัน

ปริมยังตั้งคำถามกลับไปถึงรัฐบาลว่า สรุปแล้วน้ำมันที่บอกว่ามีเพียงพออยู่ที่ไหนกันแน่

“ไม่มั่นใจว่าเป็นทางคลัง น้ำมัน ที่กั๊กไว้เองไว้ไหม… ไม่ให้น้ำมันเต็มความต้องการ… เพราะว่าเจ้าของปั๊มเองก็ไม่ได้น้ำมันอยู่ดี” ปริม ระบุ

จากแถลงการณ์ของนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เมื่อ 17 มี.ค. ซึ่งออกมายกมือไหว้ขอโทษประชาชนที่ต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันหน้าปั๊มไม่เพียงพอ ระบุว่า ปัญหาที่แท้จริงเป็นเรื่อง “คอขวด” ของการขนส่งน้ำมัน

เขาอธิบายว่า ตามปกติเมื่อโรงกลั่นกลั่นน้ำมันออกมาได้ก็จะส่งให้กับปั๊มย่อยแบรนด์ต่าง ๆ และปั๊มอิสระ และยังส่งให้กับผู้ค้าคนกลางหรือที่เรียกกันว่า “จ็อบเบอร์” ด้วย

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานอธิบายว่าที่ผ่านมาในช่วงสงครามการขนส่งน้ำมันให้กับจ็อบเบอร์อาจเกิดความผิดพลาดทำให้บางจุดไม่ได้รับน้ำมัน ซึ่งภาครัฐโดยนายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการลงมาแล้ว และจะมีการดำเนินความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขยายเวลาขนส่งน้ำมัน

โรงกลั่นรายใหญ่กับผู้ค้าคนกลาง (จ็อบเบอร์) มีส่วนหรือไม่ มีคำชี้แจงอย่างไร

ที่มาของภาพ : Supattra Plongklum / Thai News Pix

“ผมว่าไม่ต้องไปถามหารายย่อย วันนี้ถามหารายใหญ่เลย โรงกลั่นทุกวันนี้ คุณปล่อยน้ำมันจำนวนลิตรเท่ากับก่อนสงครามไหม” รศ.ดร.รักไทย กล่าว

เสียงสะท้อนที่ออกมาจากฝั่งเจ้าของปั๊มรายย่อยที่เป็นแฟรนไชส์ของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) รวมถึงสถานะความสำคัญของบริษัทในกลุ่ม ปตท. กับการเป็นเจ้าของโรงกลั่นมากถึง 3 โรง จากทั้งหมด 6 โรงกลั่นของประเทศไทย ทำให้บริษัทมหาชนแห่งนี้ ที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ด้วยสัดส่วนถึง 51.38% ลงมาอยู่ในสมการน้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลนโดยตรง

.สอบถามไปยัง ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพลังงาน ว่าประเด็นที่โรงกลั่นตัดลดคำสั่งซื้อของเจ้าของปั๊มรายย่อยถือว่าผิดหรือไม่

อาจารย์ด้านกฎหมายพลังงานรายนี้กล่าวว่า เนื่องจากไม่มีใครได้เห็นสัญญาระหว่างปั๊มรายย่อย กับเจ้าของแฟรนไซส์หรือโรงกลั่น จึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ 100% อย่างไรก็ดี เขาอธิบายว่า ตามปกตินั้น ธรรมชาติของสัญญาประเภทนี้จะเป็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างระยะยาว หรือ สัญญาซื้อขายสินค้าระยะยาว (Long Term Present Settlement) ซึ่งถ้าในสัญญาเหล่านี้มีข้อยกเว้นเอาไว้ อาทิ ผู้ขายมีสิทธิที่จะลดปริมาณการขายได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ระบุไว้ “อย่างนี้ก็ถือว่าไม่ผิด”

“ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัย อยู่เหนือการควบคุมของตัว บริษัท เช่น ถูกรัฐบาลสั่งมาหรือเป็นเหตุที่เขาเรียกว่า Beyond Modify อยู่เหนือการควบคุม… อย่างนี้ ต่อให้ลดคำสั่ง ลดการจัดหาสินค้าให้ก็ไม่ผิดสัญญา” ผศ.ดร.ปิติ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.รักไทย กล่าวเช่นเดียวกันว่า โรงกลั่นอย่าง ปตท. ที่อยู่ภายใต้มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 สามารถพิจารณาลดการจ่ายน้ำมันให้กับผู้ประกอบการตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ. เดียวกันนี้ได้ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

อาจารย์จาก มศว รายนี้อธิบายเพิ่มว่า สัญญาของฝั่งเชื้อเพลิงและพลังงานนั้น “ไม่ได้มี binding settlement ข้อตกลงหรือสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างคู่สัญญา ซึ่งบังคับให้ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ไม่ได้เป็นแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่คุณต้องรับขั้นต่ำเท่านั้นเท่านี้”

เขายังเสริมว่า ในช่วงแรกเขาก็มองไปที่ปั๊มรายย่อยหรือแม้แต่จ็อบเบอร์ว่าอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน อย่างไรก็ดี ในช่วงหลังมานี้คำถามเริ่มไปสู่ตัวโรงกลั่นรายใหญ่อย่าง ปตท. เองว่า เป็นโรงกลั่นเองหรือไม่ที่ลงมาอยู่ในสมการน้ำมันขาดแคลนครั้งนี้ด้วย

“แต่วันนี้ผมเชื่อว่า ถ้าเหตุการณ์มันจลาจลอย่างนี้ เราต้องไปดูการปล่อยน้ำมันต่อวัน ยังปล่อยในอัตราเดิมหรือเปล่า ซึ่งข้อมูลนี้มันดูได้ ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานดูได้ แต่ไม่แน่ใจว่าเขาเปิดเผยได้ไหม กล้าเปิดเผยเลยหรือเปล่า”

“ผมว่าไม่ต้องไปถามหารายย่อย วันนี้ถามหารายใหญ่เลย โรงกลั่นทุกวันนี้ คุณปล่อยน้ำมันจำนวนลิตรเท่ากับก่อนสงครามไหม”

รศ.ดร.รักไทย กล่าวว่า สุดท้ายแล้วหากมีการเปิดตัวเลขปริมาณการขายน้ำมันเชื้อเพลิงจากโรงกลั่นออกมาจริง ก็จะช่วยไขข้อข้องใจได้ว่าเป็นโรงกลั่น พ่อค้าคนกลางอย่างจ็อบเบอร์ หรือปั๊มรายย่อยที่กักตุนกันแน่

ล่าสุด ณ วันที่ 19 มี.ค. นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ซึ่งนั่งเป็นประธาน ศบก. ประจำวันนี้ ระบุระหว่างการประชุมว่า “ฝั่งรัฐบาล เราก็ต้องขอให้ท่าน โรงกลั่นน้ำมัน ได้ตอบให้ชัดเจนว่า น้ำมันดิบที่เข้าโรงกลั่นแต่ละโรงมีปริมาณเท่าไหร่ แตกต่างจากช่วงปกติแค่ไหน โรงกลั่นทุกโรงเดินเครื่องตามขีดความสามารถแล้วหรือไม่ น้ำมันสำเร็จรูปแต่ละประเภทที่โรงกลั่นแต่ละโรงกลั่นออกมา มีจำนวนอย่างไรเทียบกับช่วงปกติมีปัญหาในการจัดส่งอย่างไร แล้วก็มีการกำหนดโควตาในการส่งน้ำมันให้แต่ละคลังน้ำมันหรือไม่”

อย่างไรก็ดี ณ ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ กับนักข่าวระบุว่า “คือที่เราเคยใช้อยู่ประมาณ 67 ล้านลิตร/วัน มันเพิ่มเป็น 84 ล้านลิตร/วัน ทั้งที่ enter สิ่งที่ป้อนเข้า เท่าเดิม กำลังการผลิตเท่าเดิม ยังไม่มีปัญหาเรื่องการนำเข้า แล้วก็มาบริหารสถานการณ์ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่ามันไม่ได้ขาด ไม่มีการขาดแคลน” นายอนุทินกล่าว

แม้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ตอบคำถามของ.เกี่ยวข้อร้องเรียนจากเจ้าของปั๊มรายย่อยของแบรนด์ที่ถูกตัดลดคำสั่งซื้อลงกลับมาภายในเวลาที่เราลงบทความฉบับนี้ อย่างไรก็ดี ในแถลงการณ์ที่บริษัทส่งให้กับสื่อมวลชนในวันนี้ (19 มี.ค.) บริษัทฯ ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ปตท. ซึ่งคิดเป็น 60% ของการผลิตประเทศ เดินเครื่องได้เต็มที่เกิน 100% เพื่อสนองความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ และเดินหน้าเต็มที่ในการส่งผลิตภัณฑ์ให้สถานีบริการที่เป็นลูกค้า รวมถึงจ็อบเบอร์ที่เป็นลูกค้าประจำ โดยจะเริ่มมีการควบคุมราคาที่ขายให้จ็อบเบอร์ให้เท่ากับราคา ณ หน้าสถานีบริการ เพื่อป้องกันไม่ให้จ็อบเบอร์ไปเติมน้ำมันจากสถานีบริการ

บริษัทยืนยันว่า “โรงกลั่นน้ำมันของกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง 109% ผลิตดีเซลเพิ่ม 7% และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออกเต็มที่ ไม่มีการเก็บสต็อกทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เกินกว่าปกติ”

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับผู้ค้าน้ำมันในเครือ ปตท. อย่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) แถลงการณ์ชี้ว่า มีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลมากกว่าปกติ 35% และจำหน่ายสินค้าออกเต็มขีดความสามารถ จนทำให้ปริมาณ “ดีเซลและเบนซิน ลดลงกว่าปกติ 50% จนใกล้ติดปริมาณน้ำมันสำรองตามกฎหมาย”

ที่มาของภาพ : ปตท.

พรรคประชาชน ชี้เหตุกักตุนมาจากความผิดพลาด 2 ข้อใหญ่

ต่อประเด็นที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาตั้งโต๊ะแถลงเช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ในฐานะตัวแทนพรรคประชาชน โดยชี้ว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายอนุทิน นายกรัฐมนตรี และนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรี พยายามย้ำกับสังคมว่าน้ำมันสำรองของไทยนั้นมีอย่างเพียงพอ แต่ประชาชนกลับไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเมื่อปั๊มน้ำมันหมดพวกเขาต้องไปเติมน้ำมันที่ไหน

“ตราบเท่าที่รัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามให้กับประชาชนได้ ตราบนั้นความปั่นป่วน ความกังวลก็จะดำรงอยู่” นายวีระยุทธ กล่าว

เขาอธิบายว่าการบริหารงานของรัฐบาลผิดพลาด 2 ประการ โดยเริ่มอธิบายว่า ความผิดพลาดของการบริหารกองทุนน้ำมันคือการประกาศว่าจะมีการพยุงราคาเป็นเวลา 15 วัน ซึ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดโดยฉับพลัน

ประการแรกมาจากฝั่งผู้ขาย ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ เนื่องจากเมื่อผู้ประกอบการทราบว่าจะมีการตรึงราคาถึงช่วงเวลาหนึ่ง ก็จะทำให้เกิดความต้องการกักตุนน้ำมันเพื่อรอขายในจังหวะที่ราคาสูงขึ้น ในเวลาเดียวกัน ฝั่งประชาชนที่รู้ว่าราคากำลังจะขึ้น ก็จะอยากรีบเข้ามากักตุนน้ำมัน

“พออยากซื้อมากกว่าปกติ กับอยากขายน้อยกว่าปกติ มันก็เกิดข่องว่าง ไม่แปลก” รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

ประการที่สองคือการเรียกประชุมเร่งด่วนของรัฐบาลเมื่อวันที่ 15 มี.ค. เป็นการเรียกแค่กลุ่มผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เข้าไปพูดคุย แต่ละเลยกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งเปรียบได้กับเส้นเลืoดฝอยไปสู่ประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง

เขากล่าวว่า ปัจจุบันเป็นฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งชาวนาและเกษตรกรต้องใช้น้ำมันจำนวนมากสำหรับเครื่องมือเครื่อจักร แต่เมื่อมีประกาศออกมาว่าห้ามเติมน้ำมันผ่านแกลลอนซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เกษตรกรใช้กัน ก็สร้างปัญหาให้กับประชาชนจำนวนมาก แต่เพราะรัฐบาลไม่ได้เรียกผู้ที่ได้รับผลกระทบรายเล็กรายน้อยเหล่านี้ เข้าไปนั่งในการประชุมเพื่อเล่าปัญหาของพวกเขา เสียงของประชาชนเหล่านี้จึงถูกละเลย

นายวีระยุทธ ยังชี้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างเลวร้ายต่อผู้ประกอบการหรือประชาชนรายเล็กรายน้อยอย่างมาก และกว้างขวางในหลายภาคส่วนตั้งแต่ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันรายย่อย เกษตรกร ชาวประมง ไปจนถึงภาคขนส่ง

รัฐบาลแทรกแซงได้หรือไม่

ที่มาของภาพ : Supattra Plongklum / Thai News Pix

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมด่วนร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานหลังวิกฤตในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง

เมื่อถามผู้เชี่ยวชาญทั้งสองต่อไปว่า หากเกิดเหตุกักตุนจากฝ่ายใดก็ตาม ในยามวิกฤตเช่นนี้รัฐบาลสามารถเข้าไปแทรกแซงได้หรือไม่

ผศ.ดร.ปิติ อธิบายว่า ตามปกติแล้วรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงบริษัทหรือผู้ประกอบการได้โดยไม่มีเหตุอันควร อย่างไรก็ดี พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ระบุว่า นายกมีอำนาจออกคำสั่ง กำหนดมาตรการใด ๆ ก็ได้ อาทิ การผลิต จำหน่าย ขนส่ง หรือการมีไว้ในครอบครอง

“เป็นซูเปอร์พาวเวอร์ แต่ต้องเป็นเพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง คุณตั้งหลักไว้เลยว่าอยู่ดี ๆ อำนาจมันไม่ได้มาโดยไม่มีเหตุ มันต้องมีเหตุก่อน ถึงมีอำนาจ” อาจารย์ด้านนิติศาสตร์พลังงาน กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.รักไทย เสริมในมิติกระบวนการดำเนินการว่า เนื่องจาก ปตท. มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะฉะนั้นกลไกที่มีรัฐบาลสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ แม้จะอยู่ในสถานะรัฐบาลชั่วคราวก็สามารถทำได้ “ตอนนี้สถานการณ์ต้องยอมรับคือวิกฤต ไม่ว่าวิกฤตภายนอกและวิกฤตภายในประเทศ รัฐบาลแทรกแซงได้”

“ท่านรัฐมนตรีพลังงาน ท่านก็มาจาก ปตท. เก่า ผมว่าท่านมีข้อมูลอยู่แล้ว… จริง ๆ ต้องทำได้” รศ.ดร.รักไทย กล่าว