แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/mwsc3t 📋 | ดู : 10 ครั้ง
มีใครไม่เคยมาสวนครูองุ่นบ้าง-ท้องฟ้าสีส้มอมชมพูยามเย็นทอดตัว

มีใครไม่เคยมาสวนครูองุ่นบ้าง

ท้องฟ้าสีส้มอมชมพูยามเย็นทอดตัวอยู่เหนือสวนครูองุ่น พื้นที่สีเขียวเล็กๆ ใจกลางเมืองในซอยทองหล่อ ในสวนมีต้นไม้ต้นหนึ่งที่เด็กๆ นับร้อยชีวิตเคยปีนป่าย วิ่งเล่น หัวเราะ และเติบโตไปพร้อมกัน ลูกสาวของผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในเด็กเหล่านั้น ขณะที่ยืนมองลูกอยู่ บุ้งเดินเข้ามาทัก พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน เธอหันไปมองเด็กน้อยแล้วพูดว่า

“นี่คือลูกสาวคนที่พี่บอกว่า พวกเราสู้ให้เด็กๆ รุ่นต่อไป คือรุ่นลูกของพี่ใช่ไหมคะ”

‘บุ้ง' และเพื่อนๆ นักกิจกรรมมักใช้สวนครูองุ่นเป็นพื้นที่นัดพบ พูดคุย แลกเปลี่ยน และพักใจจากการต่อสู้ภายนอก เรานั่งคุยกันอยู่สักครู่หนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่านั่นอาจเป็นหนึ่งในบทสนทนาครั้งท้ายๆ ที่เราจะได้มีร่วมกัน

‘บุ้ง' เนติพร เสน่ห์สังคม คือ หนึ่งในนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาใช้และให้ความหมายกับพื้นที่แห่งนี้ เช่นเดียวกับคนอีกหลายรุ่นที่เคยเดินผ่านเข้ามาในสวนครูองุ่น ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่สิริพร สุขชูศรี หรือโซเฟีย ผู้จัดการสวนครูองุ่น กล่าวไว้ว่า

“เรามองว่านักกิจกรรมตั้งแต่รุ่นหลังเลือกตั้งปี'54 เฟีย ว่าไม่มีใครไม่มาที่นี่ ตอนนั้นแหละก็เลยมั่นใจเลยว่าฐานหนึ่งเรื่องการเมืองเราบล็อกไม่ได้”

อันที่จริงแล้วสวนครูองุ่นนี้ มีนักวิชาการ ศิลปิน นักกิจกรรมตบเท้าเข้ามาแลกเปลี่ยน พูดคุย ทำกิจกรรมกันไม่ได้ขาดตั้งแต่อดีต ซึ่งคนเหล่านั้นต่างเป็นลูกศิษย์ลูกหาครูองุ่น อาธิเช่น อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์, เทพศิริ สุขโสภา, จักรพันธ์ุ โปษยกฤต, สน สีมาตรัง, สถาพร ศรีสัจจัง, จาตุรนต์ ฉายแสง, รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน และ กัลยา ใหญ่ประสาน

วันที่ 5 เม.ย. 2569 เป็นวันครบรอบชาตกาล 109 ปี จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทบทวนและมองไปข้างหน้ากับ มรดกมีชิวิต พื้นที่ทางความคิด สนามวิ่งเล่นของเด็กๆ และต้นไม้แห่งประชาธิปไตยแห่งนี้ไปด้วยกัน

“แทบทุกวันจะมีผู้ที่รู้จักครูแวะเวียนมาหาที่บ้านอยู่เสมอ คนเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นลูกศิษย์ กัลยาณมิตร และคนรู้จักทั่วไป บ้านจึงไม่เคยเงียบเหงา”

จากคำบอกเล่าของคุณสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย ลูกศิษย์ของครูองุ่น และประธานมูลนิธิไชยวนา พื้นที่บ้านครูองุ่นเป็นศูนย์กลางของผู้คนที่มีชีวิตชีวาเพราะมีทั้งลูกศิษย์ กัลยาณมิตร และผู้คนหลากหลายแวะเวียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ บรรยากาศร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิดที่ครูค่อยๆ ปลูกและดูแลด้วยตนเอง จนกลายเป็นสวนกลางเมืองที่ให้ทั้งร่มเงาและความสงบ ทุกเช้า ภาพของครูองุ่นที่สวมเสื้อม่อฮ่อม กวาดใบไม้ และดูแลพื้นที่อย่างเรียบง่าย สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ติดดินและลงมือทำจริง สวนครูองุ่นทำหน้าที่เป็นทั้งที่พักพิงของผู้ที่เดือดร้อน พื้นที่ทำงานของกลุ่มศิลปินและนักพัฒนา และเวทีแลกเปลี่ยนความคิดทางสังคมและการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ ผู้คนไม่ได้เพียงมาพบปะ แต่ยังมาค้นหาความหมายของชีวิตและร่วมกันตั้งคำถามต่อสังคม จนกล่าวได้ว่าบ้านของครูองุ่นในวันนั้นคือ “ชุมชนทางความคิด” ที่มีชีวิต

รอยต่อของความฝันจากอดีตสู่ปัจจุบัน

รอยต่อสำคัญในการต่อยอดตามความฝันของครูองุ่น คือการที่มูลนิธิกระจกเงาและมูลนิธิไชยวนา ร่วมกันก่อการครั้งใหญ่ด้วยกัน

“ตอนที่จะทำมันเป็นเรื่องใหม่สำหรับกระจกเงา แล้วมันนอกเหนือจากประเภทต่างๆ ของกระจกเงา เพราะกระจกเงาส่วนใหญ่ พื้นที่ของเราคือมนุษย์ คนหาย ผู้ป่วย มันก็เป็นคน แต่อันนี้มันเป็น nce (พื้นที่) ซึ่งมันใหม่มากๆ เลย แล้วแต่ละคนก็ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้อะไร พี่หนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา) บอกเราจะขบถ เราจะไม่ใช้เครื่องจักร เราจะใช้กำลังอาสาสมัคร เอาจอบเอากำลังอาสาสมัครร้อยคนมาทำแล้วที่สวนสำเร็จได้เนี่ย เราได้พี่ๆนักโทษชั้นดีจากกรมราชทัณฑ์ค่ะ ประมาณ 300 นาย 3 วัน เราทำมากันเป็นเดือนนะคะ พี่ๆ จากกรมราชทัณฑ์มา 3 วัน เสร็จเลย กำลังผู้ชายไง แต่ของเรามันเป็นกำลังอาสาสมัคร ทำวันละนิด วันละหน่อย พอ 3 เดือนเสร็จ พี่หนูหริ่ง ก็เหมือนกับมาถามต่อแหละว่าเดี๋ยวสวนเสร็จเราก็จะมีโปรแกรมนี่นั่น เราก็มองโปรแกรมยาวนี่ไม่ใช่โปรแกรมทำสวนแล้วนะ เราบอกว่าหนูมีแผนที่จะไปเรียนต่อ ปรัชญามนุษย์ที่อินเดีย พี่หนูหริ่ง บอกว่า เธอเชื่อฉันอยู่ตรงนี้น่ะ จะยิ่งกว่าปรัชญามนุษย์”

และสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการสร้างสวน คือการค้นพบว่าแท้จริงแล้วพื้นที่นี้มีไว้เพื่ออะไร

ระยะแรก สวนครูองุ่นอาจดูเป็นสวนเด็ก เป็นสวนกิจกรรม หรือเป็นสถานที่จัดงานเล็กๆ กลางเมือง แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองเข้มข้นขึ้น และโดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ชุมนุม นักกิจกรรม และคนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องการพื้นที่ปลอดภัย สวนครูองุ่นจึงเป็น “พื้นที่ทางความคิด” และ “พื้นที่ของทุกคน”

โลกของเด็กคือโลกของครูองุ่น

พื้นที่นี้รับคนเจ็บ รับนักกิจกรรมที่เหนื่อยล้า รับคนที่ต้องการที่พักชั่วคราว รับการประชุม ซ้อมละคร ระดมทุน แลกเปลี่ยนความคิด รับทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม ศิลปะ การเมือง และการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับเด็กๆ เช่นงานวันเด็กที่จัดแต่ละปี โซเฟีย เล่าด้วยความภูมิใจเป็นพิเศษ

“สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นสวนครูองุ่นโดยสมบูรณ์ คืองานวันเด็ก พองานวันเด็ก เป็นภาพที่ครูองุ่นเขียนในบันทึกว่า ลูกชาวนา ลูกกรรมกร เดินกับเขามาอยู่ในพื้นที่เล่นละคร ดูตุ๊กตา มันเลยกลายเป็นพื้นที่แบบทุกปีที่ทุกคน รอคอย

“เราเคยทำ เราเคยรวมเด็กในชุมชนทองหล่อ 800 คนสูงสุด ซึ่งงงเหมือนกันมาจากไหน แต่ว่าตอนนี้เราอยู่มา 8 ปี จะเข้าปีที่ 9 เราเห็นเด็กตั้งแต่แบบแบเบาะจนตอนนี้อายุ 8 ขวบ เราเห็นการเติบโตทุกปีแล้ว เรารู้สึกว่านี่แหละสิ่งที่เรียกว่าสวนครูองุ่น คือ มิตินี้ที่เด็กเป็นตัวนำแล้วผู้ใหญ่ที่เข้าใจเด็ก เป็นตัวสนับสนุน เป็นพื้นที่ที่เข้าใจครอบครัว ก็เลยเข้าใจแล้วว่า อ๋อ สิ่งที่ครูรักษาพื้นที่นี้ไว้เนี่ย ครูไม่ได้อยากจะรักษาแค่อุดมกาณ์ และความคิดครูหรอก แต่แค่มองว่าถ้าพื้นที่ตรงนี้หายไปนะ ความเป็นครอบครัว ความเป็นความเข้าอกเข้าใจในเด็กเยาวชนการเรียน เศรษฐกิจมันจะหายไปด้วย ในพื้นที่เมือง เพราะครูประเมินแล้วว่าพื้นที่เมือง คือมันเริ่มเจริญเติบโต แต่ครูกลัวว่าเด็กที่เป็นลูกชาวนา กรรมกรจะไม่มีพื้นที่ เลยรักษาพื้นที่ อันนี้คือตีโจทย์ต่างหากจากบรรดาลูกศิษย์ของครู” โซเฟีย กล่าว

ถ้าครูองุ่น รับรู้ได้ ครูคงยิ้มดีใจอย่างแน่นอน เพราะครูมีหัวใจที่ต้องการทำเพื่อเด็กๆ อย่างมาก ตามคำบอกเล่าของคุณสินธุ์สวัสดิ์ที่ว่า

“ครูจะปรึกษางานทุกอย่างกับผมทั้งงานของมูลนิธิไชยวนาที่ครูออกไปช่วยเด็กและเยาวชนที่ซอยอ่อนนุชในเรื่องให้มีทะเบียนบ้าน หรือรับสอนลูกกรรมกรที่มาก่อสร้างอาคารในซอยทองหล่อใกล้บ้านครูให้ฟรี

“งานอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญและแสดงความเป็นตัวตนของครูคือการเย็บหุ่นเชิดมือด้วยผ้ามอบให้เด็กๆ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติชนชั้น บางครั้งลูกศิษย์ที่เป็นนักพัฒนามาเยี่ยมเธอก็มอบให้เป็นเครื่องมือการเรียนการสอนให้เด็กจนชื่อครูถูกกล่าวขานทำให้นักพัฒนาต่างชาติที่มาประชุมในกรุงเทพฯ ต้องแวะมาเยี่ยมเยืยนคุณยายใจดี ครูจะมอบหุ่นมือเชิดมือที่เธอเย็บเองให้เป็นของขวัญหุ่นเชิดมือของครูจึงเดินทางไปเป็นเพื่อนยามเหงาให้เด็กผู้ยากไร้ในชนบทไทยและในต่างประเทศหลายประเทศ วันดีคืนดีเมื่อตื่นแต่เช้าจะมีกระสอบใส่ผ้าหลากสีมากองไว้ที่หน้าประตูบ้านมีกระดาษที่เขียนข้อความสั้นๆ ว่ามอบให้เพื่อตัดเย็บหุ่นเชิดมือให้เด็กๆ เมื่อเห็นกระสอบใส่ผ้าหลายกระสอบที่มีคนนำกองไว้ให้เธอจะอุทานว่า “โอ้โฮ ผ้ามากมายขนาดนี้จะเย็บไหวหรือ” แต่ในที่สุดผ้าหลายกระสอบได้กลายเป็นหุ่นเชิดมือหลายชนิดทั้งเจ้าแกละ เจ้าจุก หนูนิด แก้มแดง ลุงเหน่ง ควาย วัว นกสีเหลืองตัวใหญ่ จรเข้ เสือ ม้า ลิงจ๋อ สารพัดสาระเพห้องเล็กข้างในใกล้บันไดในเรือนบ้านคือที่เก็บหุ่นจำนวนมากกว่าหกร้อยตัว หุ่นเหล่านี้มีลักษณะและสีสันไม่ซ้ำแบบกัน สดใส ยิ้มแย้ม นิ่งเฉย ตามจินตนาการของผู้สร้างสรรค์

“ไม่ช้าหุ่นเชิดฝีมือครูองุ่นก็ถูกทยอยมอบให้เด็กๆ ทั้งจากที่พ่อแม่พามาหาที่บ้านซอยทองหล่อและกระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ ลูกศิษย์ที่ไปเป็นครูสอนทางภาคอีสานได้ตั้งคณะละครหุ่นเชิดมือนำหุ่นเชิดมือของครูไปตระเวนแสดงให้เด็กในหมู่บ้านที่ห่างไกลได้รับชมในวันหยุดและสอนวิธีการทำให้ด้วย ไม่ใช่แต่เพียงภาคอีสานในพื้นที่อื่นๆ หุ่นเชิดมือของเธอได้เดินทางไปทำหน้าที่เติมเต็มความสุขให้กับเด็กเกือบจะทุกภาค เช่นที่ บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา ชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี โรงเรียนวัดในจังหวัดราชบุรี”

ครูหรือ ‘ยายองุ่น’ จะได้รับทราบข่าวจากจดหมายที่ลูกศิษย์เขียนมาเล่าบางครั้งเด็กๆ ในชนบทจะเขียนจดหมายมาถึงคุณยายองุ่นเล่าความประทับใจที่ได้จากหุ่นเชิดมือที่ครูบรรจงเย็บ

ประชาธิปไตย ประกายความหวังของครู สู่เจตนารมณ์เพื่อมวลชน

ครูองุ่น สตรีร่างเล็กที่มีหัวใจยิ่งใหญ่มอบให้มวลชน จากศรัทธาที่ครูมีต่อการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตย โดยเฉพาะครูเกิดและเติบโตมาในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเชื่อมั่นในหลักการของนายปรีดี พนมยงค์ ดังที่คุณสินธุ์สวัสดิ์ ได้เล่าไว้ว่า

“บางคืนครูจะเล่าเรื่องส่วนตัวในช่วงต่างๆ ของชีวิตให้รับทราบถึงความตื้นลึกหนาบางของแต่ละเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันหรือมีผลกระทบกับชีวิตเธอ ครูเล่าว่า เช้าของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 องุ่น สุวรรณมาลิก ในวัย 15 ปี ขณะกำลังนั่งรถเจ็กไปโรงเรียนสตรีโชติเวช ได้ทราบข่าวบนท้องถนนขณะเดินทางมีคนตะโกนว่า คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแล้ว ประชาชนส่งเสียงกันอื้ออึง เธอดีใจอย่างยิ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเปลี่ยนแปลงทางความคิดเติบโตอย่างก้าวกระโดด ต่อมาได้อ่านแถลงการณ์ของคณะราษฎรหลัก 6 ประการ

“แม้ต่อมาจะต้องพบกับเรื่องราวที่หักเหผันผวนแต่ความมุ่งมั่นในทางก้าวหน้าได้ปักหลักลงรากลึกในใจเธอแล้วอย่างไม่สั่นคลอน กล่าวได้เต็มปากว่าเธอเป็นผลผลิตที่เติบโตทางความคิดจากอุดมการณ์ของคณะราษฎร”

ฐานอุดมการณ์ของครูองุ่น เป็นอย่างนี้นี่เอง จึงนำมาถึงการมอบที่ดินเพื่อเป็นสถาบันปรีดี พนมยงค์

“เช้าวันนั้น ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเช้าของวันที่ 3 พ.ค. 2526 ครูองุ่น ถือหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เดินตรงมาหาผมครูเดินร่ำไห้น้ำตาเอ่อนัยตาทั้งสองข้างบอกผมว่า “อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เสียชีวิตแล้วที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส” แล้วครูก็พรรณนาความรู้สึกที่มีต่อชีวิตที่ถูกกระทำของอาจารย์ปรีดี คุณูปการของอาจารย์ปรีดี ที่ทำไว้ให้กับประชาชนและสังคมไทย ครูรำพึงออกมาว่า “จะมีทางใดบ้างหนอที่เราจะได้ร่วมกันนำความคิดอุดมการณ์ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มาลงหลักปักฐานให้มั่นคงและส่งผลต่อประชาชน” เช้านั้นเป็นเช้าที่คุยกันอย่างยาวนาน จนได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ที่ดิน 371 ตารางวาของครูที่อยู่ติดกันนี้ควรเป็นสถานที่ก่อสร้างให้เกิดพื้นที่เผยแพร่ความคิดอุดมการณ์สันติธรรมและประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ พอได้คำตอบดังนี้ครูก็หยุดร้องไห้ ผมเห็นรอยยิ้มบนแก้มที่คราบน้ำเสียชีวิตังไม่ทันเหือดแห้งของครู

พอได้คำตอบแล้วครูบอกจะรีบโทรศัพท์ปรึกษากรรมการมูลนิธิไชยวนา ทุกคน เนื่องจากแต่เดิมนั้นครูตั้งใจยกที่ดินของเธอทั้งหมดทุกแปลงให้มูลนิธิไชยวนา ที่เธอก่อตั้งขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่รองเสวกเอกพระรุกขชาติบริรักษ์ (ทอง สุวรรณมาลิก) บิดาของเธอ หลังจากนั้นเธอได้ติดต่ออาจารย์สุภา ศิริมานนท์ ที่ครูรู้จักตั้งแต่สมัยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สยามนิกร เพื่อขอคำแนะนำและปรึกษาถ้าเธอและมูลนิธิไชยวนา จะมอบที่ดินเนื้อที่ 371 ตารางวา ติดถนนในซอยทองหล่อให้มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เพื่อก่อสร้างสถานที่เผยแพร่ความคิดอุดมการณ์ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ให้สู่ราษฎร

ในเวลานั้นมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ยังไม่ได้จดทะเบียนก่อตั้ง ต่อมาเมื่อมีการจดทะเบียนก่อตั้งแล้วโดยมีท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นประธานมูลนิธิ การพบปะเจรจาได้มีขึ้นหลายครั้ง จนตกผลึกเป็นการก่อสร้างสถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ วันที่ 12 กันยายน 2526 ครูองุ่น มาลิก ได้มอบที่ดินเนื้อที่ 371 ตารางวาติดซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท 55 ให้มูลนิธิปรีดี พนยงค์ เพื่อก่อสร้างสถาบันปรีดี พนมยงค์ ด้วยเจตนารมณ์ให้สถาบันแห่งนี้ดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ต่อราษฎรไทยตามแนวคิดสันติธรรมและประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ สถานที่แห่งนี้จักเป็นเครื่องย้ำเตือนความทรงจำรำลึกถึงผู้ที่อุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของชาติและราษฎรไทย”

คุณสินธุ์สวัสดิ์ เล่าว่า ไม่เฉพาะที่บ้านในซอยทองหล่อ แต่ในช่วงชีวิตของครูองุ่น ตอนไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครูได้ซื้อที่ดินในซอยห้วยแก้ว 3 และตั้งชื่อว่า “สวนอัญญา” พื้นที่กลายเป็นที่ที่นักศึกษาและคนหนุ่มสาวได้เข้ามาใช้ชีวิต ทำกิจกรรม แลกเปลี่ยนความคิด และเรียนรู้ร่วมกันจนถึงทุกวันนี้

พื้นที่นี้เป็นของใครกัน

โซเฟีย มองว่า พื้นที่ที่ครูองุ่นให้มานี้ ไม่ได้มีแค่สำหรับคนหนุ่มสาวเท่านั้น

“ที่นี่เหมือนศาลาประชาคมของผู้ใหญ่บ้าน ใครมีปัญหามาหาเรา ไอ้ช่าไม่เข้าเรียนช่วยไปบอกหน่อย ไอ้ช่านี่ก็เห็นมาตั้งแต่เด็กยันโต ตามประสาวัยรุ่นมาซื้อเสื้อผ้า (ร้านเสื้อผ้าและสินค้ามือสองของมูลนิธิกระจกเงาที่ตั้งอยู่ในสวนครูองุ่น) ก็ให้ช่วยคุยให้ เพราะวัยเราก็ไม่ได้ไกลกับเค้าก็เลยมองว่า ที่นี่มันเป็นที่เชื่อมคนวัยหนุ่มสาวกับแม่กับเด็ก  แม้กระทั่งของเด็กอ่อนก็มีที่นี่ค่ะ เราก็จะมีเซตไว้เลยว่า คาร์ซีท เครื่องปั๊มนม เสื้อผ้า แพมเพิส คือไม่ได้บอกว่า เป็นเซ็นเตอร์สำหรับแจก แต่ถ้าคุณไปถึงจุดที่คุณสามารถหารายได้แล้ว เราก็เอาไปแบ่งคนอื่นต่อ หรือไม่ใช้แล้วเอามาคืน แล้วเดี๋ยวให้บ้านต่อไป หรือไม่ต้องมาคืนก็ได้ ทุกวันนี้ยังมันเป็นแบบนั้น”

นอกจากแม่และเด็กแล้ว พื้นที่สวนครูองุ่นนี้ยังช่วยสนับสนุนเรื่องสาธารณสุขอีกด้วย

“พอโควิด เราเป็นพื้นที่ตรวจโควิดเพราะเราทนไม่ได้กับการที่คนไปต่อแถว เพื่อนพี่น้องนักเคลื่อนไหวเค้าก็ช่วยกันเอาเอทีเคเข้ามาจากต่างประเทศ ตอนนั้นเราได้ลูกชายครูประทีปช่วยด้วย ช่วงนั้นยากเนอะกับการซื้อเอทีเค แล้วถ้าเจอโควิดเราก็ทำเหมือนกับ ‘คลองเตยดีจัง' เอายาฟาวิฯ ไปแจก แล้วถ้าเป็นหนักเพื่อนเราเป็นนักเทคนิคการแพทย์ แล้วก็มีโรงพยาบาลสนามของครูประทีปก็ส่งตัวไป มันเลยกลายเป็นระบบที่ช่วยเหลือและสนับสนุนกันได้”

คำบอกเล่าของโซเฟียนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงส่วนหนึ่งจากหนังสือสาระนิยาย เหมือนแสงดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า ที่เขียนโดย คุณชมัยพร แสงกระจ่าง ที่ระบุไว้ว่า พื้นที่สวนครูองุ่นเคยตั้งเป็นคลินิกตรวจและรักษาโรคราคาถูกให้กับกรรมกร ซึ่งเป็นไปตามที่คุณสินธุ์สวัสดิ์กล่าวไว้เช่นกัน

“บ้านเลขที่ 67 นี้เคยเป็นที่ทำการของเวชประชาคลีนิค อำนวยการโดยนายแพทย์อภิเชษฎ์ นาคเลขา มีครูองุ่น มาลิก เป็นผู้ร่วมดำเนินงาน เปิดรักษาพยาบาลให้ประชาชนในราคาห้าบาท หรือถ้าไม่มีเงินก็บริการรักษาให้ฟรี และจัดอบรมความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ให้นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปก่อนจะปิดกิจการ”

จะเห็นได้ว่าหลักการของครูองุ่นที่อยู่ข้างคนที่เสียเปรียบในสังคมนั้นถ่ายทอดออกมาเป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

วันพรุ่งนี้และตำนานของสวนครูองุ่น

จนวันนี้ดินแดนทองหล่อเต็มไปด้วยตึกสูงและรถรามากมาย การเจรจามูลค่าที่ดินระดับร้อยล้านพันล้านในย่านนี้ถือเป็นเรื่องปรกติ รวมถึงการก่อสร้างที่ผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด แม้กระทั่งในสวนครูองุ่นเองก็มีการก่อสร้าง เพียงแต่ผลที่ออกมาจะไม่ใช่คอนโดมีเนียม ห้างร้าน หรือโรงแรม แต่จะเป็น ‘สถานที่จัดกิจกรรมทางสังคม’ เป็นอาคารสำนักงานมูลนิธิไชยวนา ไว้รองรับการใช้งานที่ขยายตัวขึ้นของโครงการและกิจกรรมในภายภาคหน้า เช่น การพบปะนักกิจกรรมทางสังคม นักการละคร พื้นที่สำหรับชุมชน เด็กและเยาวชน

การออกแบบโครงสร้างและพื้นที่ใช้งานใหม่ในพื้นที่ 258 ตารางวาเกิดขึ้นจากฝีมือออกแบบของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 หลักสูตรนานาชาติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“คืออาจารย์อินด้วยไงคะ อาจารย์เป็นชาวต่างชาติ ตอนแรกแค่อยากจะเป็นพาร์ตเนอร์ เหมือนแกเหมือนเฟียเลย พอมาช่วย 3 เดือนว่าการออกแบบต้องมีอะไรบ้าง แต่หลังๆ มาอาจารย์บอกใหม่ว่า ผมให้นักเรียนออกแบบและตัดเกรดกับคุณเลย โปรเจคนี้คือทั้งคลาสทำงานร่วมกันกับคุณ พอออกแบบเสร็จปุ๊บ อาจารย์แนะนำผู้รับเหมาให้ด้วย บริษัทคิดดี ทำดี”

ในช่วงก่อสร้างสวนครูองุ่นจึงเปิดไว้แต่พื้นที่ข้างหน้าที่มีการขายเครื่องดื่มและสินค้ามือสอง และลานเล็กๆ

“ก็มีคำถามมากมายเลย ปิดเหรอ เราบอกรอแป๊บนึง ดิฉันก็อยู่กับความกดดันมาหลายปีเหมือนกัน ว่าแบบมันไม่เสร็จสักที แต่แบบมันต้องใช้เวลา มันมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเยอะ นี่ในอนาคตมันจะเป็นดอกที่มันจะออกเนี่ย”

โซเฟีย เทียบการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้ว่าเป็นการทำงานร่วมกันจากตัวแทนคนสามรุ่น

ลุงสินธุ์ (สินสวัสดิ์) นี่คือลูกศิษย์ครูงองุ่น มือขวาเลย ลุงสินรุ่นปู่ แล้วก็พี่หนูหริ่งคือเป็นวัยลุง เราเป็นรุ่นหลานแล้ว ก็เลยเรียนรู้ ดิฉันก็เห็นความเจริญเติบโตข้างหน้าว่าอนาคตเทรนด์มันเป็นแบบนี้ แต่กว่าจะให้มันเป็นเนื้อเดียวกันได้นะ ก็เลยใช้เวลา ๗ ปี นานหน่อย มันมีเส้นมูลนิธิอยู่แล้วมันมีเส้นของศิลปะอยู่”

โซเฟีย ผ่านร้อนผ่านหนาวกับการพัฒนาพื้นที่นี้ร่วมกับคนมากมาย แต่เธอเชื่อมั่นว่า ผลที่ได้จะลงตัวกับความตั้งใจของครูองุ่น

“มันท้าทายแน่นอน แต่ว่าพอตอนนี้ พอเรามาถึงจุดที่เราเห็นเสาครั้งแรกร้องไห้ แบบเฮ้ย ดูแล้วใกล้แล้ว”

เมื่อได้ฟังโซเฟียเล่าถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่กี่เดือนในปี ๒๕๖๙ นี้ด้วยสายตาเป็นประกายเช่นนี้ ผู้เขียนจึงนึกถึงส่วนหนึ่งของพินัยกรรมของครูองุ่นที่เขียนไว้วันที่ 9 มิถุนายน 2532 ว่า

“ข้าพเจ้าหวังว่าบุคคลรุ่นหลังผู้มีจิตใจเสียสละเพื่อสังคม จะเข้ารับภาระสืบทอดดำเนินกิจกรรมในที่แห่งนี้ จักมีความคิดกว้างไกล สามารถขยายงานรับใช้สังคมในวงกว้างยิ่งขึ้นสืบไป และถือเป็นภาระหมายเลขหนึ่งในอันจะสงวนรักษาผืนดินแห่งนี้ มิให้ตกไปเป็นที่รับใช้กิจการอย่างอื่นในเชิงธุรกิจเต็มรูปแบบ เช่นให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลมาลงทุน

“โดยนัยยะนี้ แม้ข้าพเจ้ามิได้เกิดเป็นลูกชาวนาทุ่งแสนแสบ แต่ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิต ณ ดินแดนแห่งนี้กว่าครึ่งศตวรรษ ข้าพเจ้าจึงขอมอบร่างของตนคืนสู่แผ่นดิน เป็นส่วนอันแนบแน่นของแผ่นดินโดยธรรมชาติ

“และขอเห็นสถานที่แห่งนี้ร่มเย็นเขียวขจี รักษาความเป็นธรรมชาติไว้ จวบนิรันดร แม้ตัวบ้านปรักหักพังลงต้องรื้อทำลาย ก็ขอให้กรรมการทั้งหลายร่วมพิจารณาสร้างเป็นอาคารย่อมๆ เพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ หรือดัดแปลงเป็นสนามเด็กเล่นตามสมควรแก่กรณีย์”

เมื่อมาถึงตรงนี้ โซเฟีย มีคำถ้อยคำมากมายที่อยากพร่างพรูต่อครูองุ่นด้วยอารมณ์ที่กำลังอ่อนไหวซึ่งเป็นเหตุที่เข้าใจได้

“อยากบอกครูองุ่นว่า ขอบคุณที่เหนื่อยมาตั้งแต่ต้น อันนี้คือคำวัยรุ่นนะ แล้วก็รักษาที่ดินตรงนี้ไว้ มันทำให้คนรุ่นเฟียที่อยากมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ได้เข้ามาใช้ ได้มีพื้นที่ หลักๆ เลยขอบคุณที่ทำ ถ้าเป็นอาหาร เราคือหนึ่งในเครื่องปรุงเล็กๆ แล้วเราจะบอกกับครูว่า ถ้าสมมุติว่ากระจกเงาไม่ได้อยู่ เฟียสัญญาไว้ว่าเราจะหาเครื่องปรุงใหม่มาต่อให้ได้ เพราะว่าพื้นที่มันต้องอยู่ เพราะนอกเหนือจากที่ครูเขียนไว้แล้วว่าพื้นที่มันไม่ได้เป็นของใคร มันต้องดำเนินการไปตลอด แต่มันก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องรักษาค่ะ เพราะว่าหัวมาแบบนี้แล้ว เราก็รับมันมาแล้ว เราก็อยากเห็นมันไปต่อ อนาคตอาจจะเป็นรุ่นของลูกพี่ก็ได้ ที่อยากขยับอยากมาทำอะไรต่อ”

โซเฟีย พาเดินชมพื้นที่ก่อสร้าง ต้นไม้ต้นโปรดของเด็กๆ ยังคงอยู่และจะเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร มีพื้นที่ที่จะเป็นห้องสมุด มุมเด็ก ห้องหับที่จะใช้ประชุม รวมถึงดาดฟ้าที่ทำกิจกรรมได้และมองไปเห็นเพื่อนบ้านซึ่งก็คือ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่กำลังจะกลับมาเปิดตัวอีกไม่กี่เดือนนี้เช่นกัน

เมื่อเดินลงมาจากดาดฟ้าจะเป็นบ้านสีเขียวหลังเล็กของครู ตั้งอยู่ใกล้กับหลุมฝังศwของครูองุ่น ครั้นเดินมาถึงที่ตรงจุดนี้เอง ผู้เขียนระลึกและจินตนาการเป็นภาพต่างๆ ปนเปกันไปชั่วขณะหนึ่งที่เกิดขึ้นในสวนนี้ ไม่ว่าจะเป็น

ครั้งหนึ่ง วัฒน์ วรรลยางกูร เคยมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับเพื่อนพ้องที่นี่ หลายปีผ่านไป ลูกๆ ของเขาก็มาทำกิจกรรมในที่เดียวกัน ภาพชายหนุ่มอดีตนักศึกษาที่เคยทำหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยสมทบกลุ่มกนก 50 คุ้มกันรถนำขบวนของฝ่ายนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่กลายมาเป็นศิษย์ของครู ภาพกลุ่มละครมาขอยืมหุ่นมือครูองุ่น ภาพเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาสอดส่องและพยายามเก็บภาพนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ภาพงานเสวนา รำลึกถึงมวลชน เสียงเพลงขับกล่อม วงคุยหลังฉายภาพยนตร์ ภาพครูองุ่นที่โดนคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519 ภาพลูกศิษย์ซื้อกล้วยปิ้ง โดยเฉพาะกล้วยหักมุกมาฝากครู ภาพเด็กๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนาน

คุณสินธุ์สวัสดิ์ เล่าเสริมว่า

“วันดีคืนดีมีควาญช้างขี่ช้างมาขออาศัยพักให้น้ำให้หญ้าช้างที่รอนแรมมาจากต่างจังหวัด ครูองุ่นตื่นเต้นและยินดีมาก พระธุดงค์มาขอปักกลดในบริเวณพื้นที่บ้านครู แทบจะทุกวัน แพะหลายตัวของชาวบ้านมุสลิมที่อยู่ด้านในซอยทองหล่อ จะมาแทะกินยอดไม้ เช้าตรู่แดดยังไม่ทันออกดีครูองุ่นแบกกระบวยเดินตรงไปวิดน้ำจากบ่อรดต้นไม้นานาชนิด”

นอกจากนั้น ยังมีตำนานที่ฟังมาว่า ไรเดอร์ผู้มาใช้พื้นที่หน้าสวนครูองุ่นนั่งกินข้าวเช้า เล่าว่า เขาพบหญิงชราใส่แว่นใจดีชวนให้เข้ามานั่งกินข้างในสวนจะดีกว่า หรือคุณป้าที่มาขายของในงานตลาดนัดแล้วได้นั่งคุยกับหญิงชราลักษณะเดียวกันอย่างถูกคอหลังจากเห็นยิ้มให้หลายครั้ง

ยังมีภาพอีกมากมายที่ผู้เขียนไม่สามารถบรรยายได้หมดจากการอ่าน รับรู้ และฟังเรื่องเล่าของครูองุ่น เพราะความรู้สึกตอนนั้นมันท่วมท้นระคนการอยากขอบคุณครูอย่างมากที่สุด

โซเฟีย พาเดินดูสถานที่โดยรอบเสร็จแล้ว คนงานทยอยออกจากพื้นที่ก่อสร้างในสวนครูองุ่น น้องๆ อาสาสมัครเริ่มเก็บร้านและจัดสรรวางของที่มีคนนำผ้าจำนวนมากมาบริจาคเพื่อทำหุ่นเชิดมือให้เด็กๆ

คํ่าแล้ว ท้องฟ้าฉายสีส้มอมชมพูอีกครั้งเหมือนจะบอกว่าไม่นานความมืดกำลังจะปกคลุมสวนครูองุ่นเหมือนทุกๆ วัน แต่ยังมีความสว่างอย่างหนึ่งในสวนของครูที่ไม่เคยมอดดับ นั่นก็คือแสงแห่งความหวังและศรัทธาของคนรุ่นต่อรุ่นที่ตั้งใจสืบสานเจตนารมณ์ของครูองุ่น มาลิกตลอดไป

แด่ผู้ที่เสียเปรียบทางสังคม มวลชนที่จากไป คนรุ่นใหม่ ชุมชน และเด็กๆ ที่เป็นความหวังของวันพรุ่งนี้

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/mwsc3t 📋 | ดู : 10 ครั้ง
  1. พรรคภูมิใจไทย 18 ปี โตขึ้นจากแรงศรัทธาประชาชน | ข่าวเที่ยง 6 เม.ย. 69 พรรคภูมิใจไทย 18 ปี โตขึ้นจากแรงศรัทธาประชาชน | ข่าวเที่ยง 6 เม.ย. 69
  2. ปปงอายัด-286-ล.-เครือข่ายเว็บพนัน-‘ทวีศักดิ์’-รถหรู-นาฬิกา-patek-โฉนดที่ดินปทุมฯ ปปง.อายัด 28.6 ล. เครือข่ายเว็บพนัน ‘ทวีศักดิ์’ รถหรู-นาฬิกา Patek-โฉนดที่ดินปทุมฯ
  3. ภาคเหนือจมฝุ่น เชียงใหม่อันดับ 1 โลก 9 วันติด อาสาดับไฟป่าดับรายที่ 2 แม่วัย 84 ต้องอยู่ลำพัง อัพเดทข่าว ภาคเหนือจมฝุ่น เชียงใหม่อันดับ 1 โลก 9 วันติด อาสาดับไฟป่าดับรายที่ 2 แม่วัย 84 ต้องอยู่ลำพัง อัพเดทข่าว
  4. กางฉากทัศน์-“ทรัมป์”-ถล่มอิหร่าน-ข่าวเจาะย่อโลก-ข่าวใต้แลไ กางฉากทัศน์ “ทรัมป์” ถล่มอิหร่าน ข่าวเจาะย่อโลก ข่าวใต้แลไ
  5. เมื่อวานติดหนักมาก-ถนนสุขุมวิท-ขาออก-บนสะพานข้ามคลองใต้บ-|-2026-04-05-23:fifty-three:00 เมื่อวานติดหนักมาก ถนนสุขุมวิท ขาออก บนสะพานข้ามคลองใต้บ 2026-04-05 23:Fifty three:00
  6. เมืองไทยประกันชีวิต-จัดพิธีทำบุญครบรอบ 75 ปี-การก่อตั้งบริษัทฯ เมืองไทยประกันชีวิต จัดพิธีทำบุญครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งบริษัทฯ
  7. 2026-04-04-16:30:00-|-ข่าวสารจากกรุมอุตุนิยมวิทยา 2026-04-04 16:30:00 | ข่าวสารจากกรุมอุตุนิยมวิทยา
  8. ทร.ยืนยันภาพเรือรวมตัวกลางทะเลไม่ใช่ “เรือบรรทุกน้ำมัน”  6 เม.ย. 69 ทร.ยืนยันภาพเรือรวมตัวกลางทะเลไม่ใช่ “เรือบรรทุกน้ำมัน” 6 เม.ย. 69
  9. ต้องเติมน้ำมันให้ ตำรวจถึงมาดูที่เกิดเหตุ | ข่าวเช้าช่องวัน | สำนักข่าววันนิวส์ ต้องเติมน้ำมันให้ ตำรวจถึงมาดูที่เกิดเหตุ | ข่าวเช้าช่องวัน | สำนักข่าววันนิวส์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
×

มีแจกคูปองส่วนลด จุกๆ

ให้เราแนะนำสินค้าไหม มีจ่ายเงินปลายทางด้วยนะ

ไปกันเล้ยยย
Send this to a friend
ล่าสุด
×