ใน “วาระครบรอบ 55 ปี สวนอัญญา เชียงใหม่” และ “วาระครบรอบ 109 ปี ชาตกาลครูองุ่น มาลิก” ไทเรล ฮาร์เบอร์คอร์น ศาสตราจารย์ประจำคณะภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน และภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลชื่อดังได้ร่วมกันจัดเสวนาหัวข้อ “สาส์น-สำนึกของผู้ต่อต้าน” โดยมีรจเรข วัฒนพาณิชย์ ผู้ก่อตั้งร้านหนังสือ E-book Re:public เป็นผู้ดำเนินรายการ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2569 ที่สวนอัญญา จ.เชียงใหม่


ภัควดี วีระภาสพงษ์ , ไทเรล ฮาร์เบอร์คอร์น และรจเรข วัฒนพาณิชย์
งานเขียนที่หลุดออกจากลูกกรง
ไทเรล ฮาร์เบอร์คอร์น กำลังศึกษาเกี่ยวประวัติศาสตร์การจองจำและความคิดของนักโทษการเมืองไทยตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2490 จนถึงปัจจุบัน ก่อนอื่นไทเรลกล่าวว่าโดยส่วนตัวสวนอัญญาเป็นสถานที่พิเศษที่ตนเองได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครั้งแรกตั้งแต่เมื่อ 22 ปีก่อน สมัยทำวิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่และนักศึกษาในภาคเหนือ
มาวันนี้ไทเรลสนใจการศึกษาประวัติศาสตร์ของนักโทษการเมืองฝ่ายซ้าย โดยเธอกำลังพยายามเล่าประวัติศาสตร์การจองจำผ่านงานเขียน จดหมาย และความคิดของนักโทษการเมืองที่ถูกส่งออกมาจากห้องขัง ไทเรลเริ่มต้นด้วยการตั้งสมมติฐานว่า
- ถ้าเราลองมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ยุค 2490 ผ่านการจองจำนักโทษการเมืองและความคิดของพวกเขา สิ่งที่เราจะได้ค้นพบจากน้ำเสียงของพวกเขาหลังกรงขังคืออะไร
- ถ้าเราเขียนประวัติศาสตร์ของชาติจากความคิดของคนที่อยู่ด้านหลังลูกกรงขังภาพประวัติศาสตร์หน้านั้นจะออกมาเป็นเช่นไร
แรงบันดาลใจหนึ่งของการศึกษาประวัติศาสตร์ของนักโทษการเมืองไทยมาจากงานเขียนเรื่อง “ปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน” ของสุพจน์ ด่านตระกูล สมัยที่อยู่ในคุกช่วงกบฏสันติภาพ ที่เขียนรวบรวมความหมายของคำศัพท์ทางการเมืองไว้ แม้จะผ่านมามากกว่า 60 ปี แต่งานเขียนชิ้นนี้ยังสะท้อนให้เห็นภาพความคิดของการเมืองไทยจากคนที่มีเสียงดังน้อยมากในสังคมได้ดี

ส่วนอีกหนึ่งแรงบันดาลใจมาจากของนักเขียนหญิงบาร์บารา ฮาร์โรว์ (Barbara Harlow) ที่บอกว่าในการอ่านวรรณกรรมจากการจองจำ อ่านสุ้มเสียงของนักโทษการเมือง ไม่สามารถอ่านโดยสวมหมวกนักวิชาการได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอ่านโดยมีสำนึกด้วยว่าหน้าที่ของคนที่อยู่นอกกรงขังต่อคนที่อยู่ข้างในคืออะไร ควรจะอ่านงานเขียนของนักโทษการเมืองแบบประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่เพียงเป็นแหล่งข้อมูล นักโทษการเมืองไม่ต่างจากนักคิดด้วยซ้ำถ้ามองในมุมนี้

ไทเรลอธิบายว่าที่เริ่มต้นศึกษาจากรัฐประหาร 2490 มาจากงานศึกษาของณัฐพล ใจจริง ที่บอกว่ารัฐประหาร 2490 เป็นสิ่งที่ทำให้ความหวังที่ยังเหลืออยู่จากการปฏิวัติ 2475 ดับสนิท ซึ่งไทเรลเห็นตรงกัน และนำเอารัฐประหาร 2490 มาเป็นหมุดหมายของการเริ่มต้นศึกษาประวัติศาสตร์การจองจำและความคิดของนักโทษการเมืองไทย และในช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลาที่มีงานเขียนจากปลายปากกาของนักโทษการเมืองฝ่ายซ้ายออกมาเอง ทำให้มีความหนักแน่นมากขึ้น
หลังรัฐประหาร 2490 กบฏสันติภาพ (2495-2500) เป็นช่วงแรกที่น่าสนใจมาก เนื่องจากคนที่ถูกจับกุมคุมขังมีความหลากหลายมาก ทั้งนักเคลื่อนไหว คอมมิวนิสต์ นักประชาธิปไตยอย่างสุพจน์ ด่านตระกูล หรือนักเขียนคนสำคัญอย่างกุหลาบ สายประดิษฐ์ ทำให้มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิดของนักโทษการเมืองอย่างมากในช่วงเวลานั้น

“แลไปข้างหน้า” ของศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) ก็เป็นผลผลิตอีกเล่มจากการติดคุกในช่วงกบฏสันติภาพ ศรีบูรพาใช้การเขียนนิยายทำงานเคลื่อนไหวของตัวเอง เพื่อสร้างจิตนาการต่อสังคมในอนาคต
ถัดไปเป็นช่วงคดีคอมมิวนิสต์ (2501-2543) โดยเป็นการมองตั้งแต่ช่วงคดีคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2501 จนถึง พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ ถูกยกเลิกไปใน พ.ศ. 2543 ซึ่งมีประชาชนถูกจับกุมตลอดในช่วงระยะเวลานั้น เนื่องจากกฎหมายปราบปรามการเป็นคอมมิวนิสต์ตีความได้กว้างมาก ทำให้คนที่เป็นนักเคลื่อนไหวหรือไม่เป็นนักเคลื่อนไหวถูกจับได้ง่ายมาก
ยกตัวอย่างเช่น ทนายทองใบ ทองเปาด์ ถูกจับอยู่ในคุกนาน 7 ปี ทองใบได้เขียนเรื่องราวชีวิตตอนที่ในคุกลาดยาวออกมาเป็นหนังสือ “คอมมิวนิสต์ลาดยาว” หรือสุรชัย แซ่ด่าน นักโทษการเมืองอีกหนึ่งคนที่ถูกจับภายใต้ พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ และเล่าถึงการต่อรองกับเจ้าหน้าที่รัฐตอนหลังออกจากป่า แต่สุดท้ายก็ถูกจับกุมและต้องอยู่ในคุกนาน 16 – 17 ปี ก่อนจะต้องโทษในคดี ม.112 ต่อ

ต่อมาช่วงหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 (2519 – 2527) ที่มีนักศึกษา กรรมกร และประชาชน ถูกจับกุมและดำเนินคดี 18 คน (เหตุการณ์ดังกล่าวมีคนถูกจับ 3,000 กว่าคน นอก กรุงเทพมหานครด้วย แต่มี 18 คนที่มีคดีในศาลทหาร และ 1 คนมีคดีในศาลพลเรือน) มีหนังสือที่รวบรวมบทสัมภาษณ์และจดหมายของทั้ง 18 คนไว้ในช่วงเวลาที่อยู่ในคุก 2 ปี สิ่งที่น่าสนใจที่ออกมาจากเรื่องราวของทั้ง 18 คน คือความจริงของการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น ความจริงของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย


คดี ม.112 ยุคแรก (2550-2562) หลังรัฐประหาร 2549 ไทเรลระบุว่า ในช่วงแรกของการถูกจับในคดี ม.112 มีงานเขียนของผู้หญิงอย่างน้อย 3 คน ได้แก่ “มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ” ภรณ์ทิพย์ มั่นคง, “รักเอย” จากป้าอุ๊ ภรรยาอากง (อำพล ตั้งนพกุล) นักโทษคดี ม.112 และงานเขียนของดา ตอร์ปิโด หรือดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ใน “บันทึกการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ของดา ตอร์ปิโด” งานเขียนของผู้หญิงทั้ง 3 คน ต่างเขียนถึงชีวิตประจำวัน เป็นงานเขียนเพียงไม่กี่เล่มในไทยที่เขียนโดยนักโทษการเมืองผู้หญิง
คดี ม.112 ยุคปัจจุบัน (2563 – ปัจจุบัน) จำนวนคนที่ถูกจับกุมในคดี ม.112 ยุคปัจจุบันมีจำนวนมากกว่ายุคแรกหลายเท่า ในช่วงนี้การเปลี่ยนแปลงการใช้เทคโนโลยีของกรมราชทัณฑ์และการมีโซเชียลมีเดีย ทำให้คนข้างนอกได้อ่านจดหมายจากคนที่อยู่ในคุกเร็วขึ้น อย่างที่เราได้อ่านจดหมายของอานนท์ นำภา หรือเก็ท โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ที่ถูกส่งออกมาจากในคุก ไทเรลกล่าวว่า จดหมายของทนายอานนท์ไม่ต่างจากวิธีคิดที่ช่วยให้ผู้คนได้อยู่ต่อไปได้ในสังคมที่มืดมิด เขากำลังทำหน้าที่ของเขาข้างใน และหน้าที่ของพวกเราในฐานะคนที่อยู่นอกกรงขังคืออะไร


สาสน์จากนักโทษการเมืองที่มีความหวัง
ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลชื่อดังที่เชื่อมั่นว่า “วันหนึ่งเราอาจช่วงชิงความเป็นใหญ่ทางคามคิดได้ด้วยการแปล” ภัควดีเป็นหนึ่งในคนที่อ่านจดหมายของอานนท์และเคยได้รับจดหมายติดต่อกลับจากอานนท์เช่นกัน เธอออกตัวว่าไม่ใช่คนที่อ่านจดหมายของอานนท์มากที่สุด เพราะคนที่อ่านเยอะที่สุดกว่าใครจริงๆ น่าจะเป็นภรรยาของอานนท์ และจดหมายบางฉบับที่อานนท์เขียนถึงลูกเธอเองก็ไม่กล้าอ่านมากนัก เพราะค่อนข้างเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อจิตใจ
ในประสบการณ์การเขียนจดหมายตอบโต้กับอานนท์, เก็ท โสภณ และขนุน สิรภพ ภัควดีค้นพบสิ่งที่ประหลาดมากในความรู้สึกของตัวเอง คือในขณะที่คนที่อยู่ในเรือนจำชีวิตถูกจำกัดควบคุมทุกระเบียบนิ้ว แต่พวกเขามีเรื่องที่จะเขียนสื่อสารกับคนข้างนอกได้ตลอดเวลา ส่วนตัวเองที่อยู่นอกกรงขังมีอิสระมากมายในชีวิต พอนั่งลงจะเขียนจดหมายถึงคนที่อยู่ข้างในกลับเกิดความลำบากใจมาก ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนอะไรไปหาเขา เป็นปัญหาส่วนตัวที่ภัควดีประสบณ์อยู่ตลอดเวลาที่เขียนจดหมายถึงคนในเรือนจำ
หลังจากที่เรือนจำยุติการใช้ Domimail ภัควดีก็เขียนจดหมายถึงคนข้างในน้อยลง

ในต่างประเทศ ปรามูเดีย อนันตา ตูร์ (Pramoedya Ananta Toer) นักเขียนและนักโทษการเมืองชาวอินโดนีเซีย เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้เรื่องราวในกรงขังเขียนเป็นนิยายออกมา นิยายของปรามูเดียมีจุดเด่นที่คล้ายกับจดหมายของนักโทษการเมืองทุกยุคทุกสมัยคือการสร้างความหวังให้กับคนข้างนอก สิ่งนี้ออกมาในส่วนหนึ่งของจดหมายจากอานนท์, เก็ท โสภณ และขนุน สิรภพด้วยเช่นกัน
“ไม่ใช่เราไปให้ความหวังเขา แต่จริงๆ คนข้างในให้ความหวังเรามาตลอด เขาพยายามจะพูดไม่ให้เราท้อ ซึ่งอันนี้เป็นลักษณะเด่นเลยของจดหมายจากหลังซี่กรง” ภัควดี กล่าว
ภัควดียังยกจดหมายจากนักบุญเปาโล ที่อาจเป็นจดหมายจากในคุกที่เก่าแก่มากที่สุดในโลกฉบับหนึ่ง เมื่อ 2,000 ปีที่แล้วนักบุญเปาโลสาวกของพระเยซูเคยถูกจักรวรรดิโรมันจับขังคุกในข้อหายุยงปลุกปั่น จากการเผยแพร่ให้ผู้คนนับถือศาสนาคริสต์ (ตอนนั้นการนับถือศาสนาคริสต์ยังเป็นเรืื่องต้องห้าม) นักบุญเปาโลเขียนจดหมายออกมา 4 ฉบับขณะอยู่ในคุก ภัควดีอธิบายว่าจดหมายจากห้องขังที่เก่าแก่ของนักบุญเปาโลกับจดหมายจากนักโทษการเมืองปัจจุบันยังมีอะไรที่เหมือนกันมาก มีนักวิเคราะห์ระบุว่าสมัยนั้นจักรวรรดิโรมันครอบงำคนด้วยการทำให้เชื่อว่าจักรวรรดิโรมันคือการปกครองที่ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่มีการปกครองแบบอื่นที่ชอบธรรมเท่านี้อีกแล้ว ภัควดีอ่านแล้วทำให้ตีกลับมานึกถึงระบอบชาตินิยมของไทยตอนนี้ที่พยายามบอกว่าสิ่งที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้คือการปกครองที่ดีที่สุด ไม่มีการปกครองอื่นที่จะดีกว่านี้ และประชาชนไม่ต้องไปคิดฝันถึงทางเลือกอื่นของการปกครอง
“ฉะนั้นเวลาที่จักรวรรดิโรมันเอาคนไปขังคุกจึงไม่ใช่แค่การลงโทษอย่างเดียว แต่คุกมีหน้าที่ต้องทำให้นักโทษสำนึกผิด รัฐจะควบคุมพลังงานนักโทษให้หมดสิ้นไร้อำนาจ และต้องการให้นักโทษกลับใจ สิ่งที่จักรวรรดิโรมันทำกับนักบุญเปาโลก็คือการทำให้กลับใจ” ภัควดี กล่าว

ภัควดีอ่านจดหมายจากเก็ท โสภณ ให้ฟังท่อนหนึ่งระบุว่า “ธรรมชาติของทัณฑสถานคือการทำให้ผู้ที่ก่ออาชญากรรมสำนึกผิดและกลับไปใช้ชีวิตเป็นพลเมืองในสังคมได้ แต่สำหรับนักโทษการเมืองการทำให้เราเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประการที่หนึ่งคือทำลายเราจากภายใน ควบคุมการใช้ชีวิตไปจนถึงระดับพฤติกรรมด้วยมาตรการของเรือนจำ และอีกด้านหนึ่งคือทำให้การเคลื่อนไหวภายนอกยุติลง เพื่อความสถาพรในการครองอำนาจนำ วัตถุประสงค์ที่เขาต้องการทำลายเราจากภายในนั้นผมก็ต้องพูดให้เข้าใจก่อนว่าคุกไม่ได้ทำให้เราเสียชีวิต แต่มันคอยบั่นทอนเรา พูดแล้วก็นึกถึงหนัง interstellar ที่ในแต่ละวันของคนข้างนอกผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบทำกันไม่ทัน หากแต่ละวันของคนข้างในผ่านไปอย่างเชื่องช้า”
หลังจากนั้นเก็ท โสภณ ยังยกตัวอย่างจากหนังสือ 1984 มาในจดหมายเล่าถึง วินสตัน สมิธ ตัวเอกของ 1984 ที่ถูกจับในฐานะอาชญากรทางความคิดเช่นกัน “วินสตันถูกจับในข้อหาอาชญากรทางความคิด ขณะถูกขังเขาถูกซ้อมทรมานอย่างยาวนาน จนสงสัยว่าทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ฆ่-าเขาให้มันจบไปเสียเลย เจ้าหน้าที่ผู้ทรมานจึงอธิบายว่า หากฆ่-าวินสตันในขณะที่เขายังมีอุดมการณ์อยู่ อุดมการณ์นั้นจะถูกส่งต่อสู่คนรุ่นหลัง การคุมขังจึงไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่-าเขา แต่เพื่อเปลี่ยนเขาให้ยอมศิโรราบโดยไร้ผู้สืบทอดเจตนารมณ์นั่นเอง ทั้งที่มีอำนาจมากมายขนาดนั้นอภิสิทธิ์ชนยังต้องลดตนลงมาทำสิ่งนี้อีก อย่างการสกัดกั้นอุดมการณ์ของผู้เห็นต่าง เรื่องนี้น่าสนใจและชวนพิจารณา เพราะอาวุธของสามัญชนที่แม้แต่ผู้มีกำลังพลล้นฟ้ายังต้องยำเกรง หาใช่ยุทโธปกรณ์ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่คือความคิดที่เสมือมไวรัสแพร่ระบาดและวิวัฒน์ได้อย่างว่องไว และจะยิ่งขจรได้ไกลขึ้น”
ภัควดีวิเคราะห์ว่า สิ่งที่เก็ท โสภณ พูดสะท้อนให้เห็นเป้าหมายเดียวกับเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว จากสิ่งที่ระบอบการปกครองพยายามกระทำต่อผู้เห็นต่าง สิ่งที่เก็ท โสภณ เห็นในคุกไทยไม่ต่างจากที่นักวิเคราะห์พูดไว้จากจดหมายของนักบุญเปาโล ซึ่งนักบุญเปาโลเองก็พยายามท้าทายอำนาจจักรวรรดิโรมัน เพื่อยืนยันความเชื่อของตนเอง ขณะที่เก็ท โสภณเองก็เขียนไว้ว่า “ภาครัฐภายใต้อำนาจอภิสิทธิ์ชนคงคิดว่าจะทำร้ายเราได้ด้วยการปกครองภายในคุก แต่ในความเป็นจริงพออยู่คุกไปเรื่อยๆ ผมกลับมองเห็นโอกาส เพราะเวลาในแต่ละวันในนี้เดินอย่างเชื่องช้า ทำให้เราได้สำรวจทบทวนตัวเอง ถอดบทเรียนการเคลื่อนไหวจากหลายมุมจนนำไปสู่การบูรณาการการทำงานทางความคิดและสังคม ผู้มีอำนาจเขาคิดว่าการขังเรานั้นจะเป็นการทำลายเรา แต่ผลกลับเกิดการหล่อหลอมให้เราแข็งแกร่งขึ้น ผมและเพื่อนๆ ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ และเติบโต ผ่านการมองสภาพการใช้อำนาจของรัฐ”

นักบุญเปาโลยังพูดเรื่อง “โสมนัสยินดี” ตลอดในจดหมาย เมื่อมาอ่านดูให้ดีจะเข้าใจว่านักบุญเปาโลกำลังท้าทายอำนาจรัฐอยู่ตลอดเวลา อย่าหวังว่าคุกจะเปลี่ยนเขาได้ คุกกำจัดเสรีภาพได้แค่เพียงร่างกาย แต่กำจัดความคิดและความสุขของเขาไม่ได้ คุกไม่ใช่เครื่องมือที่จะมาเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของนักบุญเปาโลได้
ขณะที่จดหมายของอานนท์ นำภา ภัควดีมองว่า อานนท์จะเขียนจดหมายออกมาโดยมีทั้งส่วนที่ซาบซึ้งและส่วนที่มีอารมณ์ขัน เป็นคนที่เขียนถึงกาแฟในคุกได้แบบที่คนอ่านนอกคุกสามารถรับรู้รสชาติของมันไปด้วยได้ หลายๆ อย่างที่อานนท์เขียนออกมามักจะมีความโสมนัสยินดีอยู่ในนั้นด้วย อานนท์เขียนจดหมายออกจากคุกในขณะที่รัฐต้องการให้เขาสำนึกผิด แต่สิ่งที่อานนท์เขียนออกมากลับเป็นสิ่งที่แสดงออกตลอดเวลาว่าเขายังมีความเป็นมนุษย์ มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพทางความคิดและจิตวิญญาณ เขายังคงยืนหยัดได้แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แย่ที่สุดก็ตาม
อานนท์ยังเขียนถึงความหวังออกมาให้คนข้างนอกได้รับรู้ “ทราบข่าวเพื่อนๆ หลายคน burnout เซาซบไปกับวันเวลาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าใจและให้กำลังใจ หวังว่าปรากฏการณ์นี้จะหายไปเมื่อจังหวะเวลาที่จำเป็นมาถึง สำหรับพวกเราในนี้หากจะเปรียบก็เหมือนนกที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า หยุดขยับปีกบินเมื่อไหร่ย่อมต้องร่วงลงมาเสียชีวิตอย่างแน่นอน เป็นนกที่ไม่อาจหยุดบิน ไม่อาจ burnout ได้”
สาสน์ที่ออกมาจากในคุกทั้งของปรามูเดียก็ดี นักบุญเปาโลก็ดี เก็ท โสภณ และอานนท์ก็ดี ต่างกระตุ้นจิตกระตุ้นใจแห่งความหวังให้กับผู้คนข้างนอกกรงขัง เมื่อคนเราถูกปล้นทุกอย่างในชีวิตออกไปด้วยการจับโยนเข้าสู่ห้องขัง พวกเขาจะมีความรู้สึกที่ไหวมากต่อสิ่งเล็กน้อยรอบตัวในแบบที่คนที่อิสระนอกห้องขังอาจจะมองข้างเรื่องต่างๆ เหล่านี้ไป
“คนที่ถูกคุมขังเขามีการสังเกตุที่ฉับไวมาก อาจจะเป็นเพราะเขาถูกเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตเขา มากเสียจนสิ่งที่เขาเหลืออยู่มันน้อยจนกระทั่งเขาสามารถมองเห็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นได้ ความรู้สึกแบบนี้โดยส่วนตัวรู้สึกว่านอกจากคนในเรือนจำแล้ว จะเป็นความรู้สึกของคนที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้ายและกำลังจะเสียชีวิต ใกล้เสียชีวิต ก็จะมีความรู้สึกที่มันแหลมคมมากในการสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว จดหมายจากเรือนจำมีความหมายในเชิงสุนทรียะนี้อยู่” ภัควดีกล่าว












