
จากคดีลอบยิv สส. ถึงคำพูดแม่ทัพภาคที่ 4 จุดชนวนวิกฤตความเชื่อมั่นในชายแดนใต้อย่างไร

ที่มาของภาพ : ทีมโฆษก กอ.รมน.
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Characteristic, ผู้สื่อข่าว.
- เวลาอ่าน: 11 นาที
ในการแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีลอบยิvนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 เม.ย.) การตอบคำถามผู้สื่อข่าวของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผู้อำนวยการรมน.ภาค 4) แทบจะกลบข้อชี้แจงของหน่วยงานที่พยายามให้ความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นในฝีมือการคลี่คลายคดี และทำให้สังคมชายแดนใต้มุ่งความสนใจไปที่ทัศนคติของผู้ตอบคำถามแทน
ถ้อยคำของแม่ทัพภาคที่ 4
ล่าสุด สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ในฐานะผู้แทนสถาบันการศึกษาปอเนาะและโรงเรียนตาดีกาในภาคใต้ เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ซึ่งมีกำหนดการเยือนพื้นที่ชายแดนใต้ในวันพรุ่งนี้ (17 เม.ย.) สั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่ ขณะที่ชมรมโรงเรียนปอเนาะ จ.สงขลา ขอให้รัฐบาลพิจารณาสั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ทันทีหรือภายใน 30 เม.ย. นี้ โดยทางชมรมจะระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมกับฝ่ายความมั่นคงนับจากนี้ไป
.พูดคุยกับ ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญ จากสถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ และ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) ว่าเหตุใดถ้อยคำของนายพลผู้นี้จึงขยายวงกลายเป็นความไม่เชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วยระยะเวลาอันสั้น และคำพูดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นสะท้อนถึงทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูงในพื้นที่ที่เผชิญความขัดแย้งมากว่าสองทศวรรษอย่างไร
“ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก”
“ผมพูดส่วนตัวนะ ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ผมไม่รู้ว่าเขาไปรับงานใครมา” พลโทนรทิป กล่าวในกล่าวการตอบคำถามนักข่าวเมื่อวันจันทร์ หลังคดีลอบยิvนายกมลศักดิ์ปรากฏรายละเอียดว่ารถกระบะคันที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถของ กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า
ผศ.ดร.รุ่งรวี กล่าวกับ.ว่าเมื่อ กอ.รมน. เป็นต้นสังกัดของผู้ที่มีส่วนในคดีนี้ ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการยืนยันในหลักนิติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด แต่คำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 อาจส่งสัญญาณที่ผิด เพราะอาจทำให้สังคมเข้าใจได้ว่า “การฆ่-านอกกฎหมาย” ที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงนั้นมีอยู่จริง
“ที่ผ่านมาปัญหา ‘การฆ่-านอกกฎหมาย' (extrajudicial killing) เป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนสำคัญในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ถูกจับตามองทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ดังนั้น คำพูดที่หมิ่นเหม่เช่นนี้จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทที่มีความอ่อนไหวมากเช่นนี้” ผศ.ดร.รุ่งรวี กล่าว
เช่นเดียวกัน รศ.เอกรินทร์เห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวแสดงถึงการไม่เคารพในหลักนิติรัฐ และภาษาที่แสดงออกนั้นก็แสดงอำนาจและการข่มขวัญจากผู้พูดว่า “ตนเองมีอำนาจและสามารถกระทำการต่าง ๆ ในพื้นที่ได้” ซึ่งเขามองว่า “เป็นการแสดงออกถึงการใช้ศักยภาพในทางที่ผิดกฎหมายและละเมิดหลักกระบวนการยุติธรรม”
of ได้รับความนิยมสูงสุด
นักรัฐศาสตร์ผู้นี้บอกว่าสิ่งที่เขาคาดหวังจากพลโทนรธิปคือ “คำขอโทษ” และการรับปากว่าจะไม่ปล่อยให้ผู้บังคับบัญชามีพฤติกรรมเช่นนี้อีกอย่างเด็ดขาด แต่จากการสังเกตของเขากลับไม่เห็นท่าทีเช่นนั้นจากนายพลผู้นี้ตลอดการแถลงข่าวเลย ตรงกันข้ามถ้อยคำของแม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์และพูดว่า “ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก” กลับให้ผลลัพธ์อีกอย่างและไม่เอื้อให้เกิดบรรยากาศสร้างสันติภาพในพื้นที่
“ในฐานะที่ผู้พูดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งต้องมีความรับผิดชอบในฐานะที่ตนเองมีตำแหน่งหน้าที่ในภารกิจสร้างสันติภาพในพื้นที่ ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ คำพูดเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ผิดมาก ๆ ถ้าเราดูจากบทเรียนหรือในต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจปลดออกจากราชการหรือสั่งโยกย้ายด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐลดลงและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนมันห่างขึ้น ทำให้บรรยากาศการเกิดสันติภาพในพื้นที่มันยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้พูดดำรงตำแหน่งสูงด้วย เป็นถึงแม่ทัพภาคที่ 4 ในพื้นที่” รศ.เอกรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ พลโทนรธิปชี้แจงเพิ่มเติมในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ ไทยแลนด์ วันที่ 14 เม.ย. ว่าที่ให้ความเห็นเช่นนั้น เพราะคิดว่าหากการลอบยิvนายกมลศักด์มีเป้าหมายมุ่งเอาชีวิตจริง “ถ้าเป็นมืออาชีพเขาทำก็ต้องบรรลุเป้า แต่นี่ผู้เป็นเป้าหมายไม่โดนอะไรสักอย่างเลย มันต้องมีอะไรสักอย่าง” ดังนั้นพนักงานสอบสวนต้องไปสืบสวนต่อเพื่อความกระจ่าง
“คุยกับโจร” วลีจากแม่ทัพภาค 4 กับปัญหาการใช้คำเรียก “ผู้เห็นต่าง”
ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ของแม่ทัพภาคที่ 4 ว่าเป็นอย่างไร และเขาตอบว่าพยายามทำให้พื้นที่ให้ปลอดภัยและทำให้เหตุการณ์สงบ โดยในปีนี้ให้ความสำคัญในการทำงานระดับอำเภอ โดยแต่งตั้งนายอำเภอเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการในอำเภอ เพื่อทำงานร่วมกันกับฝ่ายตำรวจและทหารในพื้นที่
ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวในระดับชาติ รัฐบาลก็มีการพูดคุยเจรจาสันติสุข ซึ่งในระดับพื้นที่ก็มีการพูดคุยเช่นกัน แต่เขาไม่ขอลงรายละเอียด
“ในการทำการเจรจากับส่วนต่าง ๆ ไม่ใช่ไม่ทำ เพียงแต่ว่าบางเรื่องเราไปโฆษณาไม่ได้ เพราะคุยกับโจร จะมาเอาทางราชการไปเกี่ยวข้องกับโจรได้ไง ก็ต้องเอานอกเครื่องแบบ เอาโจรไปคุยกับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางราชการ ส่วนมีข้อยุติอย่างไร เดี๋ยวคงมีผลตามมาเรื่อย ๆ” พลโทนรธิป กล่าวเมื่อวันที่ 13 เม.ย.
รศ.เอกรินทร์ กล่าวว่าที่แม่ทัพภาคที่ 4 เรียกอีกฝ่ายว่า “โจร” ถือว่าเป็นการลดทอนสถานะคู่ขัดแย้งจาก “คู่ขัดแย้งทางการเมือง” ให้กลายเป็นเพียง “อาชญากรธรรมดา” ซึ่งวาทกรรมคล้ายคลึงกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2547 ที่นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเรียกผู้เห็นต่างจากรัฐว่า “โจรกระจอก” ซึ่งเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าวาทกรรมดังกล่าวไม่ช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ และสะท้อนว่าผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐไทยไม่เคยเปลี่ยนมุมมองต่ออีกฝ่ายว่าเป็นแค่ “โจร” แม้เวลาผ่านไปหลายทศวรรษก็ตาม ทั้งที่ความขัดแย้งในพื้นที่นี้มีความซับซ้อนในหลายมิติ
“เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐพูดคำนี้ พื้นที่การเจรจาทางการเมืองหรือกระบวนการพูดคุยสันติภาพหรือสันติสุขมันก็ถูกปิดลง” เขากล่าว “นี่สะท้อนถึงการไม่ให้ค่ากับคนที่เห็นต่างจากรัฐ ซึ่งมันสำคัญมากถ้าเราต้องการยุติความรุนแรงในพื้นที่ เราจะต้องไม่เลี่ยง ไม่ช้า และไม่ถ่วงเวลาว่ากระบวนการพูดคุยเป็นเครื่องมือจำเป็นที่สำหรับการยุติความรุนแรงและความสูญเสีย”

ที่มาของภาพ : AFP by strategy of Getty Photos
ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.รุ่งรวี ให้ความเห็นว่าถ้อยคำในการเรียกคู่ขัดแย้งในบริบทชายแดนใต้นั้นมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องในรอบหลายปี และคำเรียกนั้นมีนัยสำคัญทางการเมือง รวมถึงเป็นสัญญาณสำคัญที่ส่งถึงคู่เจรจา
“ท่านอาจจะลองพิจารณาใช้คำว่า ‘ผู้เห็นต่างจากรัฐ' ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่รัฐได้ประดิษฐ์ขึ้นและนำมาใช้ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยสันติภาพแล้วบ้างก็ได้ อดีตแม่ทัพท่านหนึ่งก็ได้เคยกล่าวไว้ว่า ‘คนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน' หากการพูดคุยจะประสบความสำเร็จ จำเป็นจะต้องดำเนินการบนฐานของการเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของคู่เจรจา” เธอกล่าว
มุมมองของฝ่ายความมั่นคงต่อโรงเรียนสอนศาสนาในชายแดนใต้
ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว พลโทนรธิปกล่าวว่า “การแก้ไขปัญหา ชายแดนใต้ เริ่มมา 20 กว่าปีแล้ว ไปถามท่าน สส.ทวี สอดส่อง ว่าท่านอยู่มากี่ปี ท่านเป็นทั้งเลขา ศอ.บต. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ อธิบดีดีเอสไอ รวมถึงเป็นรัฐมนตรีด้วย ท่านยังแก้ไม่จบเลย ปัญหามันมีต่อเนื่อง”
แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวต่อไปว่า “เราต้องมองว่าสิ่งที่เราทำเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ถูกไหม แต่ต้นเหตุคืออะไร การปลูกฝังความคิดเหล่านี้ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนปอเนาะ สถานศึกษาโรงเรียนตาดีกา คนที่ดีมีเยอะ แต่คนไม่ดีที่ไปปลูกฝังเรื่องอื่นมีแน่ ๆ ถ้าไม่มี ไม่เกิดเหตุการณ์นี้ ผมยังบอกกับเจ้าหน้าที่หลายส่วน กระทรวงศึกษาธิการเลยว่า คุณรับผิดชอบเรื่องโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา คุณต้องลองมาดูว่าหลักสูตรที่คุณกำหนด เขาได้ทำตามที่กำหนดไหม ถ้ามีการศึกษาให้เขาเข้าใจเรียนรู้ภาษาไทย เรียนรู้ภาษาเวลาอยู่นี่ไปด้วยกัน อันนั้นคือการแก้ที่ต้นเหตุ ตอนนี้กำลังแก้ที่ปลายเหตุ แต่ต้องแก้ไหม ก็ต้องทำ”
ในพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เด็กจำนวนหนึ่งจึงถูกส่งเข้าโรงเรียนสอนศาสนาเพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้และเข้าใจศาสนาและจริยธรรมแบบอิสลามตั้งแต่วัยเยาว์
โรงเรียนตาดีกาเป็นโรงเรียนสอนจริยธรรมประจำมัสยิดหรือเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามระดับพื้นฐานสำหรับเด็กมุสลิมอายุ 5-12 ปี ส่วนใหญ่เปิดสอนช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนสถาบันปอเนาะคือสถาบันศึกษาศาสนาอิสลามขั้นสูงกว่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประจำ

ที่มาของภาพ : Getty Photos
ถึงแม้คำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 จะไม่ได้เหมารวมว่าโรงเรียนสอนศาสนาทุกแห่งในพื้นที่เป็นต้นเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ แต่อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์มองว่าทัศนะดังกล่าวกำลังผลิตซ้ำอคติแบบเหมารวมและสร้างมลทินให้กับผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนศาสนา
“แน่นอนว่ามีหลายคนที่ถูกจับกุมแล้วได้รับการศึกษามาจากโรงเรียนปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนที่สอนศาสนา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดจะเป็นเช่นนั้น เราไม่เข้าใจปอเนาะอย่างเพียงพอ เมื่อข้ามไปกระโดดตีความแบบเหมารวมมันจึงอันตราย ในทางกลับกัน ผมอยากสื่อสารกับสังคมไทยว่าหากรัฐประหารทุกครั้ง บุคลากรแนวหน้าในการล้มประชาธิปไตย การทำรัฐประหารส่วนใหญ่มาจากโรงเรียน จปร. ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นเราจะบอกว่าโรงเรียน จปร. สอนให้รัฐประหารหรือครับ เราก็ไม่พูดแบบนั้นใช่ไหมครับ เมื่อเป็นแบบนั้น โดยตรรกะแล้วมันเป็นเรื่องของบุคคล มันไม่เกี่ยวกับสถาบัน” รศ.เอกรินทร์โต้แย้ง
นักวิชาการรัฐศาสตร์จาก ม.อ. กล่าวต่อว่าไม่ใช่แค่พลโทนรธิปเท่านั้นที่มองว่าโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่เป็นหนึ่งในภัยคุกคาม แต่แท้จริงแล้วหน่วยงานความมั่นคงของไทยมีกรอบความคิดที่มองว่าโรงเรียนปอเนาะ ตาดีกา เป็น “ภัยคุกคาม” และเป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่งหรือก่อการร้ายมาตลอดกว่าสองทศวรรษ
“ผมคิดว่ามันเป็นมายา มันง่ายมาก มันคือการที่คุณไม่ต้องคิดมากแล้วบอกว่าโรงเรียนใดที่สอนศาสนาอิสลาม ที่นั่นก็เป็นแหล่งบ่มเพาะการก่อการร้าย” รศ.เอกรินทร์ กล่าวและตั้งคำถามว่า “หากคุณเชื่อแบบนี้มาตลอดสองทศวรรษ แล้วคุณก็ส่งทอดความคิดแบบนี้มาตลอด แล้วทำไมถึง แก้ปัญหาชายแดนใต้ ไม่สำเร็จ ทั้งที่คุณมีเงิน ทรัพยากร มีงบประมาณ มีกฎหมายพิเศษ มีกำลังคน มีทุกสิ่ง”
ด้าน ผศ.ดร.รุ่งรวี กล่าวเสริมว่าการกล่าวถึงโรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกาในฐานะแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุรุนแรง สะท้อนวิธีคิดกระแสหลักในกองทัพที่มีอิทธิพลต่อแนวนโยบายและทิศทางการแก้ไขปัญหาในภาคใต้มาโดยตลอด ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้ควรถูกตั้งคำถามโดยสังคม
“แน่นอนว่าเรามิอาจจะเหมารวมว่าปอเนาะและตาดีกาทั้งหมดให้การสนับสนุนขบวนการปลดปล่อยปาตานี แม้จะมีบุคคลบางส่วนที่ตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ ก็ไม่อาจจะเรียกบุคคลเหล่านั้นว่า ‘ผู้หลงผิด' เพราะพวกเขาอาจมองว่าตนเองก็เป็น ‘นักรบ' เฉกเช่นทหารไทยเช่นกัน พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อ ‘ชาติ ศาสนา มาตุภูมิ' ของคนมลายูปาตานี” นักวิชาการผู้ศึกษาชายแดนใต้กล่าว
เธอเสริมว่ากรณีที่นายทหารส่วนใหญ่มองว่าการเรียนการสอนในโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาทำให้เกิดการต่อต้านรัฐไทย เป็น “ความคิดกระแสหลักในฝ่ายความมั่นคงมานานแล้ว” ซึ่งเป็นที่มาของความพยายามเข้าไปจัดการหลักสูตรและการเรียนการสอนในโรงเรียนเหล่านี้ ทั้งที่เรื่องนี้จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
“ที่ผ่านมาก็มีการส่งทหารพรานเข้าไปสอนในตาดีกา แต่ก็เกิดการต่อต้านจากคนในพื้นที่ สิ่งที่กองทัพพยายามทำคือการไปเปลี่ยนความคิดของคนมลายูมุสลิมให้ยอมรับความเป็นไทย แต่ไม่ได้พยายามจะเข้าใจในประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพื้นที่ อัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในประเทศมากเพียงพอ” ผศ.ดร.รุ่งรวีระบุ
จินตนาการ “ความเป็นชาติ” และ “ความเป็นไทย” ที่ไม่ตรงกัน
ในช่วงหนึ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 พูดถึงว่าการเรียนภาษาไทยจะช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ที่ต้นเหตุได้นั้น แนวคิดเช่นนี้ถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการทั้งคู่
รศ.เอกรินทร์บอกว่าแม้โรงเรียนสอนศาสนาใช้ภาษามลายูแบบยาวี และมีการสอนภาษาอาหรับเพื่อให้นักเรียนศึกษาคำสอนทางศาสนาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กในจังหวัดชายแดนใต้ไม่เข้าใจภาษาไทย ตรงกันข้ามพวกเขาสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างดี และสามารถปฏิสัมพันธ์หรือค้าขายข้ามจังหวัดกับคนใช้ภาษาไทยในพื้นที่อื่น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากนี้ภาษามลายูแบบยาวียังใช้กันแค่ 3 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย ดังนั้นภาษาดังกล่าวจึงถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่รัฐควรให้คุณค่าด้วยซ้ำไป
“ผมคิดว่าหน่วยงานความมั่นคงยังติดหล่มอยู่ในเรื่องความเป็นไทย อยากให้ทุกคนเป็นไทยเหมือนกัน ทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งในสภาพความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย คนในพื้นที่นี้เขาก็มีศาสนาของเขาเอง จินตนาการของชาติมันก็มีความย้อนแย้งว่าเขาถูกล่าอาณานิคมโดยสยามในทางประวัติศาสตร์ แม้ว่าในปัจจุบันเราไม่อยากให้พูดเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้หากเผยให้เห็นบนโต๊ะ มันก็เป็นเรื่องปกติมาก ทุกประเทศมีช่วงล่าอาณานิคมซึ่งเป็นเรื่องปกติ ปัญหาคือเราไม่อยากให้คนที่นี่พูดความจริง เพราะกลัวว่าหากพูดความจริงจะทำให้คนที่นี่ไม่อยากอยู่กับไทย ความจริงมันไม่ใช่ แต่การพูดความจริงต่างหากที่ทำให้คนที่นี่มีที่มีทาง มีตัวตนในสังคมนี้” นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ ม.อ. กล่าว

ที่มาของภาพ : กระทรวงการคลัง
ในทางกลับกัน เขามองว่าเจ้าหน้าที่รัฐต่างหากที่ควรศึกษามลายูก่อนลงมาทำงานในพื้นที่นี้ โดยยกตัวอย่างความก้าวหน้าในปี 2521 ที่กระทรวงการคลังเคยออกระเบียบให้ข้าราชการพลเรือนในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ที่สามารถใช้ภาษามลายูได้อย่างชำนาญ จะได้รับเงินเพิ่มตั้งแต่ 50-100 บาท/เดือน
มากกว่าเรื่องของภาษาคือคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกโยกย้ายมาทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่รศ.เอกรินทร์มองว่าควรถูกคัดสรรมาอย่างดี มีความรู้ความสามารถที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และตั้งใจทำงานจริง ไม่ใช่เพียงแค่ย้ายมาตามลำดับขั้นเพื่อรับตำแหน่งแล้วรอเกษียณ โดยที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

ที่มาของภาพ : THAI NEW PIX
ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.รุ่งรวี กล่าวเสริมว่าที่ผ่านมานโยบายผสมกลมกลืนที่เริ่มทำมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ไม่สามารถสร้างความภักดีกับรัฐไทยในหมู่คนมลายูมุสลิมได้ ทว่านโยบายของรัฐในปัจจุบันยังคงวางอยู่ในฐานคิดนี้ค่อนข้างมาก
“คำถามคือ ‘ความเป็นไทย' คืออะไร ความเป็นไทยรวมเอาอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายเข้าไปอยู่ในนั้นด้วยหรือไม่ รัฐสามารถยอมรับอัตลักษณ์ความเป็นมลายูได้แค่ไหนเพียงไร ดูผิวเผินก็เหมือนว่ามีการยอมรับ เช่น รัฐส่งเสริมเรื่องการแต่งกายแบบมลายู แม่ทัพบางท่านก็ขึ้นโปสเตอร์ใส่เสื้อผ้าบาติก แต่ถ้าเราดูเรื่องที่ลึกไปกว่านั้น เช่น การยอมรับให้มีการใช้ภาษามลายูเป็นสื่อในการเรียนการสอนวิชาสามัญในโรงเรียน ควบคู่กับภาษาไทย หรือให้ใช้เป็นภาษาทำงานในพื้นที่ เรื่องเหล่านี้ยังมีความละเอียดอ่อนซึ่งรัฐยังคงไม่อนุญาตให้ทำได้ หากรัฐจะส่งเสริม ‘ความเป็นไทย' เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะถูกมองว่าเป็นการดำเนินนโยบายผสมกลมกลืนอีก ซึ่งทำมาแล้วหลายทศวรรษ แต่ยังไม่สามารถทำให้การต่อต้านของคนในพื้นที่ยุติลงได้”
เธอเห็นว่าหากนิยามความเป็นไทยใหม่ให้โอบอุ้มความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้ามา ก็จะสามารถคลี่คลายความตึงเครียดและความขัดแย้งในพื้นที่นี้ได้
“ถ้าคนมลายูมุสลิมในชายแดนใต้รู้สึกว่าอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และศาสนาของพวกเขาได้รับการยอมรับและส่งเสริมจากรัฐ ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องเรียกร้องการแยกตัวเป็นอิสระอีกต่อไป การปรับวิธิคิดในการแก้ปัญหาจากการเปลี่ยนให้เขาเป็นไทยมาเป็นการยอมรับอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายอย่างแท้จริง จึงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาในชายแดนใต้” ผศ.ดร.รุ่งรวี กล่าวกับ.





































