
กรมบัญชีกลาง ประกาศ ราคากลางจ้างสร้างเรือฟริเกต 1 ลำ 1.7 หมื่นล้านบาท เผย 3 บริษัท สืบราคา เนเธอร์แลนด์-เกาหลี-สิงคโปร์ สมุดปกขาวกองทัพเรือ ปี 66 ระบุ แผนจัดหาทั้งหมด 4 ลำ 8 หมื่นล้าน เล็ง เรืออเนกประสงค์ปฏิบัติการสงครามทุ่นsะเบิด เสริมเขี้ยวเล็บ
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ กรมบัญชีกลาง ได้เผยแพร่ประกาศราคากลาง โครงการ จ้างสร้างเรือฟริเกต จำนวน 1 ลำ มีกองทัพเรือ โดยสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ วงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร 1.7 หมื่นล้านบาท กำหนดราคากลาง 1.7 หมื่นล้านบาท มี พล.ร.ต.สรรเสริญ สาโดด เป็นประธานกรรมการ ผู้รับผิดชอบกำหนดราคากลาง ทั้งนี้ แหล่งที่มาของราคากลาง ใช้ราคาที่ได้มาจากการสืบราคาจากท้องตลาด จำนวน 3 บริษัท ดังนี้
1. บริษัท Damen Schelde Naval Shaipbuilding ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
2. บริษัท Hyundai Heavy Industries Republic of Korea สาธารณรัฐเกาหลี
3. บริษัท ST Engineering Marine สาธารณรัฐสิงคโปร์

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2568 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้ร่วมพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม ประจำปี พ.ศ.2569 สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกต ระหว่าง กองทัพเรือ กับผู้สังเกตการณ์ ซึ่งเป็นผู้แทนจากหน่วยงานกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 กองบัญชาการกองทัพเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน

ที่มาภาพ : สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ
รายงานข่าวตรวจสอบสมุดปกขาวกองทัพเรือ พ.ศ. 2566 สมัยที่มี พ.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ เป็น ผบ.ทร. ระบุว่าในข้อ 38 การบริหารจัดการที่เป็นเลิศ (Effective Management) ด้านงบประมาณ ได้กล่าวถึงยุทโธปกรณ์บางส่วนที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ยังไม่มีขีดความสามารถในการดำเนินการเองได้ อาทิ โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง จำนวน 4 ลำ ซึ่งเป็นการดำเนินการโครงการระยะยาวและมีมูลค่าสูง วงเงิน 80,400 ล้านบาท ทั้งนี้ ข้อ 51 ยังระบุถึงแผนการจัดหา เรืออเนกประสงค์ปฏิบัติการสงครามทุ่นsะเบิด วงเงินรวม 82,950 ล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการสำคัญที่กองทัพเรือจำเป็นต้องดำเนินการเป็นลำดับแรก จำนวน 6 โครงการสำคัญ (ดูภาพประกอบ) งบประมาณทั้งสิ้น 175,236 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 14 ปี

รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ขณะที่ยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ.2560-2579 ระบุถึง การป้องปราม (Deterrence) เรื่องการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมีขีดความสามารถสูง และสามารถปฏิบัติการระยะไกลเข้าประจำการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรือฟริเกต ว่า เรือฟริเกตสมรรถนะสูงเทคโนโลยีทางการทหารในปัจจุบันและอนาคตจะทำให้อาวุธยุทโธปกรณ์โดยเฉพาะอาวุธปล่อยนำวิถีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วทั้งในเรื่องระยะยิv ความแม่นยำและประสิทธิภาพในการทำลายเป้าหมาย ทำให้ประเทศในภูมิภาคมีการเสริมสร้างขีดความสามารถในการใช้งานอย่างรวดเร็ว เช่น เรือผิวน้ำอาวุธปล่อยนำวิถี โดยการพัฒนาทั้งในส่วนยานรบที่สามารถพัฒนาให้ติดตั้งอาวุธดังกล่าวได้ และจำนวนท่อยิ่งอาวุธปล่อยน้ำวิถี ซึ่งกองทัพเรือต้องพัฒนาขีดความสามารถนี้ให้ทัดเทียมกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเพื่อประโยชน์ในการป้องปราม
Cruise Missile เป็นอาวุธยุทธศาสตร์ที่มีผลมากในการป้องปราม เนื่องจากระยะยิvที่ไกล และอำนาจการทำลายล้างสูงและกระจายในวงกว้าง จึงเห็นควรจัดหาเรือฟริเกตที่ติดตั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น ระยะไกล (Cruise Missile) เพื่อประจำการในฝั่งอ่าวไทย และทะเลอันดามัน ฝั่งละ 1 ลำ














