
“ถ้าเขาต้องการให้ผมติดคุก ผมก็ติด” เนติวิทย์เปิดใจ หลังศาล รธน. ชี้ กฎหมายเกณฑ์ทหารไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ : Getty Photography
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Characteristic, ผู้สื่อข่าว.
- เวลาอ่าน: 5 นาที
ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา forty five “ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ” หลังจากศาลแขวงสมุทรปราการส่งคำโต้แย้งของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมวัย 29 ปี ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในข้อกฎหมายดังกล่าว
ทั้งนี้ นักกิจกรรมผู้ที่ได้แสดงตัวคัดค้านการเกณฑ์ทหารมากว่าทศวรรษรายนี้ ได้หยิบยกกฏหมายเกณฑ์ทหารสองมาตรา ประกอบด้วยมาตรา 27 และมาตรา forty five เนื่องจากเขามองว่าเป็นการบังคับให้ชายไทยทุกคนเกณฑ์ทหาร ซึ่งเป็นจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยไม่เปิดโอกาสให้มีทางเลือกในการทำหน้าที่พลเมืองในรูปแบบอื่น ตามการรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
“ไม่ได้แปลกใจ” เนติวิทย์บอกกับ.ภายหลังศาลมีมติในเรื่องดังกล่าว โดยเขายืนยันว่า “ไม่กังวล” แม้คำวินิจฉัยในวันนี้ (12 พ.ค.) อาจกระทบกับคดีที่เขาถูกฟ้องในฐานหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลแขวงสมุทรปราการ โดยอาจส่งผลร้ายแรงได้ถึงขั้นที่เขาอาจต้องเข้าคุก แทนที่จะได้ศึกษาต่อปริญญาโทในต่างประเทศในปีการศึกษาที่จะมาถึง
ที่มาที่ไปของคดี
ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุที่มาของคดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่เนติวิทย์ไปแสดงตัว ณ สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2567 (เกณฑ์ทหาร) ที่เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2567 และได้อ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืนต่อต้านการบังคับเกณฑ์ทหาร โดยให้เหตุผลว่า “ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ความเชื่อทางศีลธรรม ทั้งยังล้าสมัย ไม่มีประสิทธิภาพ และมีส่วนทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตย”
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักกิจกรรมผู้มีอายุ 27 ปี ในขณะนั้น ถูกฟ้องในข้อหาหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา forty five จากนั้นคดีก็เข้าสู่กระบวนการสืบพยานในศาลแขวงสมุทรปราการ ซึ่งในระหว่างการสืบพยาน เนติวิทย์ซึ่งเป็นจำเลยในคดี ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ กระทั่งศาลมีนัดลงมติในวันนี้ (12 พ.ค.)

ที่มาของภาพ : Netiwit Chotiphatphaisal/Fb
ในเอกสารข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่เมื่อ 30 เม.ย. 2569 ระบุประเด็นที่จะพิจารณาในวันนี้ (12 พ.ค.) เป็นไปตามคำโต้แย้งของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อ 3118/2568 ที่ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา forty five ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 และมาตรา 31 หรือไม่
.สืบค้น พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 ตามที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 226 ลงวันที่ 15 ต.ค. 2515 ระบุใจความว่า “ทหารกองเกินซึ่งถูกเรียก ต้องมาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือกตามกำหนดหมาย…” โดยนำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มาแสดง ซึ่งหาก “ไม่มาหรือมาแต่ไม่เข้ารับการตรวจเลือก หรือไม่อยู่จนกว่าการตรวจเลือกแล้วเสร็จ ให้ถือว่าทหารกองเกินนั้นหลีกเลี่ยงขัดขืน…” เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นต่าง ๆ อาทิ เป็นนักเรียนที่ออกไปศึกษาในต่างประเทศ, เป็นบุคคลซึ่งกำลังปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยทหารในราชการสนาม, เกิดเหตุสุดวิสัย, ป่วยจนไม่สามารถจะมาได้ ฯลฯ
ขณะที่มาตรา forty five ตามที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516 เป็นการระบุโทษของบุคคลที่หลีกเลี่ยงขัดขืนการเกณฑ์ทหาร หรือเข้ารับราชการทหารกองประจำการแทนผู้อื่น หรือเรียกรับผลประโยชน์เพื่อช่วยเหลือผู้ใดไม่ให้ต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการ “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี”
of ได้รับความนิยมสูงสุด
ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 26 ระบุว่า “การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ” ทั้งยังเขียนระบุในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ “กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ” รวมถึงต้องไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย
ขณะที่มาตรา 31 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”
คำร้องของเนติวิทย์ตามการรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน อ้างอิงกฎหมายข้อนี้โดยแสดงความเห็นว่า ความเชื่อหรือการมีมโนธรรมตามหลักศาสนาโดยพื้นฐานทุกศาสนาคือการไม่เข่นฆ่-า ซึ่งการใช้กำลังของทหารซึ่งอาจมีการปฏิบัติการใด ๆ และส่งผลกระทบชีวิตของเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ได้แบ่งแยกสัญชาติ ย่อมขัดต่อมโนธรรมภายในจิตใจของผู้นับถือศาสนา ซึ่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 31 รับรองเสรีภาพในศาสนาของบุคคลทุกคน ไม่ได้จำกัดเฉพาะนักบวชหรือนักธรรมในศาสนาเท่านั้น นอกจากนี้ยังอ้างอิงว่ามาตราดังกล่าวของรัฐธรรมนูญยังสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีด้วย
ขณะที่เอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่ผลคำวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวในวันนี้ (12 พ.ค.) ระบุเพียงผลคำวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา forty five “ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ” มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31 โดยศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ ทว่าไม่ได้ระบุถึงคำอธิบายใด ๆ เพิ่มเติม

ที่มาของภาพ : สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
“ถ้าเขาต้องการให้ผมติดคุก ผมก็ติดคุก”
เนติวิทย์ ในฐานะผู้ร้องในประเด็นนี้ เปิดเผยกับ.ภายหลังศาลมีคำวินิจฉัยว่าเขา “ไม่ได้แปลกใจ” ในคำตัดสินที่ออกมา เมื่อดูจากแนวทางที่ผ่านมาของศาลรัฐธรรมนูญ และกระแสชาตินิยมในตอนนี้ แต่ก็ยืนยันว่าเขายังยึดมั่นในสิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมและยังมีความเชื่อตามคำร้อง
“สิทธิโดยมโนธรรมมันเป็นเรื่องสิทธิโดยพื้นฐานของมนุษย์และก็อยู่ในปฏิญญาสากลอยู่แล้ว” เขาเน้นย้ำ “ความเชื่อของเราตั้งอยู่บนเหตุผล อยู่บนสันติวิธี อยู่บนความต้องการให้สังคมเป็นไปในทางที่ลดการฆ่-าฟันมนุษย์กัน ลดการทำสงครามกัน กฎหมายจะบอกให้เราไปฆ่-าคนเราก็ไม่ทำ… เราไม่ผิดศีลธรรม แต่เราอาจจะผิดกฎหมาย”
นักกิจกรรมรายนี้แสดงตนคัดค้านการบังคับการเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุ 18 ปี โดยในรอบทศวรรษที่ผ่านมาเขาเคยใช้สิทธิ์ผ่อนผัน เคยบวชในระหว่างช่วงมีการเกณฑ์ทหาร กระทั่งเมื่ออายุเกินเกณฑ์ในการขอผ่อนผัน เขาได้ไปแสดงตัวในสถานที่เกณฑ์ทหารและอ่านแถลงการณ์ “อารยะขัดขืน” จนนำมาสู่การถูกฟ้องดำเนินคดี
เขายอมรับว่ามติของศาลในวันนี้ (12 พ.ค.) หากนำไปประกอบในการพิพากษาคดีหลักที่เขาถูกฟ้องในฐานหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 28 ก.ย. 2569 นั้น อาจทำให้เขาถูกตัดสินโทษจำคุกได้ตามตัวบทกฎหมายปัจจุบันที่กำหนดให้ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี ซึ่งเขา “ไม่กังวล”
“ผมพร้อมที่จะติดคุกเลย ถ้าเขาต้องการให้ผมติดคุก ผมก็ติดคุก” เนติวิทย์กล่าว “ผมตั้งใจเรื่องนี้มา 10 กว่าปีแล้วนะครับ ถ้า 10 ปีขนาดนี้แล้วเราจะต้องติด มันก็ต้องติด” เขาย้ำด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ก็ยอมรับว่าคดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อแผนการศึกษาต่อปริญญาโทที่เขาได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ซึ่งกำลังจะเปิดภาคเรียนในเดือน ก.ย. นี้เช่นกัน
นักกิจกรรมรายนี้มองว่า แม้เขาจะอยากไปเรียนมากกว่า แต่หากปลายทางแล้วจะต้องติดคุก ก็ถือว่า “ได้เรียนรู้อีกอย่าง” โดยเขายอมรับว่าในทางกฎหมาย ณ ปัจจุบันเขายังไม่เห็นทางต่อสู้ประเด็นนี้ต่อ นอกจากการยื่นขอประกันตัวตามกระบวนการหากมีคำตัดสินลงโทษ เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ซึ่ง “มันก็อาจจะมีอะไรใหม่อีกก็ได้”




































