มีเส้นทางเลือกอื่นนอกจากช่องแคบฮอร์มุซที่จะช่วยให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียดำเนินต่อไปได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ : Getty Pictures

ถึงแม้จะมีเส้นทางอื่นให้เลือก แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าไม่มีเส้นทางใดเทียบได้กับช่องแคบฮอร์มุซได้
Article Knowledge
    • Author, หลุยส์ บาร์รูโช
    • Purpose, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

ช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก กลับมาเป็นที่จับตามองของทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากอิหร่านและสหรัฐอเมริกาเปิดฉากปะทะกันรอบใหม่

ทั้ง 2 ประเทศกลับมายิvปะทะกันอีกครั้ง ในเวลาเพียง 1 เดือนหลังจากลงนามในข้อตกลงชั่วคราวซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อปูทางไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างถาวร ความตึงเครียดระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

หากการขนส่งสินค้านผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นเรื่องอันตรายเกินไป ผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซในอ่าวเปอร์เซียมีเส้นทางทางเลือกอื่นใดบ้างที่สามารถใช้เพื่อส่งน้ำมันและก๊าซไปยังตลาดโลกได้

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มีเส้นทางอื่นอยู่ ทว่าในปัจจุบันยังไม่มีเส้นทางใดที่สามารถทดแทนเส้นทางเดินเรือซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญนี้ได้อย่างสมบูรณ์

ทำไมช่องแคบฮอร์มุซถึงมีความสำคัญ

ที่มาของภาพ : EPA

การโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

ช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน ยังคงเป็นเส้นทางส่งออกหลักสำหรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ของอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากขนาด ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพด้านต้นทุน

เรือบรรทุกน้ำมันสามารถขนส่งได้ในปริมาณที่มากกว่าในต้นทุนที่ต่ำกว่าการขนส่งผ่านเครือข่ายท่อส่ง ซึ่งต้องลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการบำรุงรักษา

ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (World Vitality Company – IEA) ระบุว่า มีการขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมประมาณ 20 ล้านบาร์เรลผ่านช่องแคบแห่งนี้ทุกวัน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก และประมาณ 80% ของการขนส่งเหล่านั้นมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เอเชีย นอกจากนี้ เส้นทางน้ำนี้ยังขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี (LNG) เกือบ 1 ใน 5 ของการส่งออกทั่วโลกด้วย

การพึ่งพาช่องแคบเพื่อขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวยิ่งสำคัญสำหรับกาตาร์ หนึ่งในประเทศผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งอาศัยเส้นทางนี้ในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ และในปัจจุบันยังไม่มีทางเลือกอื่นที่มีขนาดใหญ่สำหรับการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Cease of ได้รับความนิยมสูงสุด

เส้นทางเลี่ยงที่มีอยู่

แผนที่แสดงให้เห็นถึงทางเลือกอื่น ๆ ที่ใช้ในการลำเลียงขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมันสายสำคัญที่เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซผ่านทางซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ด้วยเพราะช่องแคบฮอร์มุซทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองอย่างมากในตลาดพลังงานโลก ผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียจึงลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่อขนส่งน้ำมันโดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นทางน้ำนี้มานานแล้ว

หนึ่งในนั้นคือท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เปรโตรไลน์” (Petroline) ซึ่งเป็นเครือข่ายยาว 1,200 กิโลเมตร เชื่อมต่อแหล่งน้ำมันทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบียเข้ากับสถานีส่งออกน้ำมันที่เมืองยานบู (Yanbu) ริมฝั่งทะเลแดง

ท่อส่งน้ำมันนี้สร้างขึ้นในทศวรรษ 1980 ระหว่างสงครามอิหร่าน-อิรัก เมื่อทั้ง 2 ประเทศต่างโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์ต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ในปี 2019 มีการขยายกำลังการผลิตของท่อส่งน้ำมันไปสู่ระดับฉุกเฉินที่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ด้านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้พัฒนาเส้นทางทางเลือกของตนเองผ่านท่อส่งน้ำมันดิบอาบูดาบี (Abu Dhabi Wrong Oil Pipeline – ADCOP) ระยะทาง 406 กิโลเมตร ซึ่งเชื่อมต่อแหล่งน้ำมันฮับชานในอาบูดาบีกับท่าเรือฟูไจราห์บนอ่าวโอมาน ทำให้สามารถส่งออกน้ำมันได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์ (Monetary Cases) โดยอ้างแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ ดีพีเวิลด์ (DP World) ผู้ประกอบการท่าเรือในนครดูไบ กำลังเจรจาเพื่อพัฒนาท่าเรืออเนกประสงค์แห่งใหม่ในเมืองฟูไจราห์ ควบคู่ไปกับอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ที่ท่าเรือเดิม โครงการเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อลดการพึ่งพาท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali) ศูนย์กลางหลักในการขนส่งของนครดูไบ ในขณะเดียวกันก็ปรับปรุงการเข้าถึงเส้นทางการขนส่งนอกช่องแคบฮอร์มุซ

ข้อจำกัดหลักคือขนาด ถึงแม้มีเส้นทางอื่นอยู่ แต่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศประเมินว่าสามารถรองรับน้ำมันได้เพียง 3.5-5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่ามีประมาณน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบในภาวะปกติที่ปริมาณน้ำมันจะถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“นี่ก็ยังไม่เพียงพอ” เดวิด บี. โรเบิร์ตส์ รองศาสตราจารย์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศและการศึกษาตะวันออกกลางแห่งคิงส์คอลเลจลอนดอน เขียนไว้ในบทความล่าสุด

แม้ว่าจะมีเส้นทางเลี่ยง แต่โรเบิร์ตส์กล่าวว่า ข้อจำกัดทางปฏิบัติได้จำกัดประโยชน์ของเส้นทางเหล่านั้น เช่น สถานีขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือยานบูไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ “น้ำมันปริมาณมากขนาดนี้ในเวลาอันรวดเร็ว”

ทั้ง 2 เส้นทางเคยถูกโจมตีด้วย ในเดือน มี.ค. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวหาอิหร่านว่าโจมตีโรงงานในเมืองฟูไจราห์ จุดไฟเผาถังเก็บน้ำมัน และบังคับให้ระงับการขนถ่ายน้ำมัน ในเดือน เม.ย. การโจมตีที่คล้ายกันต่อสถานีสูบน้ำของปิโตรไลน์ทำให้ปริมาณน้ำมัน 700,000 บาร์เรลต่อวันหยุดชะงัก ซาอุดี อารามโก (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบียได้ฟื้นฟูสายส่งให้กลับมาใช้งานได้เต็มกำลังภายใน 3 วัน

แม้แต่อิหร่านเองยังได้สร้างทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซของตนเองด้วย โดยเป็นท่อส่งน้ำมันยาว 1,000 กิโลเมตรจากเมืองโกเรห์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือสุดของอ่าวเปอร์เซีย ไปยังท่าเรือส่งออกที่เมืองจาสก์บนอ่าวโอมาน ท่อส่งนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อขนส่งน้ำมันได้มากถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้อิหร่านสามารถส่งน้ำมันไปยังตลาดต่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ มาตรการคว่ำบาตรและโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือที่ยังสร้างไม่เสร็จ ทำให้ปริมาณการขนส่งต่ำกว่ากำลังการผลิตที่ตั้งใจไว้มาก

เส้นทางการส่งออกในอนาคต

ที่มาของภาพ : Reuters

ภาพจากโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นควันลอยขึ้นจากท่าเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ในเมืองคูเฮสตัก ประเทศอิหร่าน เมื่อต้นเดือน ก.ค.

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาเส้นทางการส่งออกใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ

หนึ่งในตัวเลือกคือท่อส่งน้ำมันเคอร์คุก-เซย์ฮัน (Kirkuk-Ceyhan pipeline) ระยะทาง 970 กิโลเมตร ซึ่งขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคเคอร์คุก ทางตอนเหนือของอิรักไปยังท่าเรือเซย์ฮัน บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของตุรกี

ท่อส่งน้ำมันนี้เปิดใช้งานอีกครั้งในเดือน ก.ย. 2025 หลังจากปิดทำการไป 2 ปีครึ่ง ภายในเดือน มี.ค. 2026 ปริมาณการขนส่งน้ำมันได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 250,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้อิรักมีเส้นทางการส่งออกทางเลือก แม้ว่าจะยังเล็กเมื่อเทียบกับการส่งออกโดยรวมของประเทศ

อิรักส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยประมาณ 95% ของการขนส่งเหล่านั้นออกจากท่าเรือบาสรา (Basra) ทางตอนใต้ของประเทศ และผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อีกความเป็นไปได้คือการฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันเคอร์คุก-บานิยาส (Kirkuk-Baniyas pipeline) ซึ่งจะช่วยให้น้ำมันของอิรักไปถึงชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของซีเรียได้โดยไม่ต้องผ่านอ่าวเปอร์เซีย

ท่อส่งน้ำมันความยาวประมาณ 800 กิโลเมตรนี้ สร้างเสร็จในปี 1952 แต่ถูกปิดใช้งานในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน รายงานข่าวล่าสุดระบุว่า อิรัก ซีเรีย และสหรัฐฯ ได้หารือเกี่ยวกับการสร้างท่อส่งน้ำมันขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่กว้างขึ้นในการกระจายเส้นทางการส่งออกในภูมิภาค

หนึ่งในข้อเสนอที่ทะเยอทะยานที่สุดคือ โครงการโฟร์ ซีส์ (Four Seas Venture) ซึ่งเป็นเครือข่ายการขนส่งและพลังงานที่เสนอให้เชื่อมโยงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลดำ ทะเลแคสเปียน และอ่าวอาหรับ ผ่านซีเรียและตุรกี

ในเดือน เม.ย. 2026 อัลปาร์สลัน บายรักตาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของตุรกี เสนอให้ฟื้นฟูข้อเสนอที่หยุดชะงักไปนานในปี 2009 สำหรับท่อส่งก๊าซที่เชื่อมโยงกาตาร์และตุรกีผ่านคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มที่กว้างขึ้นนั้น

นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้ฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันบาสรา-อคาบา (Basra-Aqaba pipeline) ซึ่งเป็นโครงการที่เสนอครั้งแรกในปี 1983 ที่จะขนส่งน้ำมันของอิรักไปยังท่าเรืออคาบาของจอร์แดนริมทะเลแดง อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาททางการเมืองและความท้าทายด้านเงินทุนได้ทำให้การพัฒนาโครงการนี้ล่าช้ามาโดยตลอด

ผู้สนับสนุนโต้แย้งว่า โครงการริเริ่มดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักในอ่าวเปอร์เซียและลดอิทธิพลของอิหร่านต่อการไหลเวียนของพลังงานทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ฮูเซียร์ เอเซเคียล ซุลฮิชาม นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศ เอส ราชารัตนัม (S. Rajaratnam College of World Experiences – RSIS) แห่งสิงคโปร์ ได้เตือนในบทความล่าสุดว่า โครงการเหล่านี้อาจสร้างรูปแบบใหม่ของการพึ่งพาขึ้นมา

เขาเขียนว่า “เส้นทางเหล่านี้ทำให้ประเทศที่ไม่ผลิตพลังงานและประเทศที่เป็นทางผ่านมีอำนาจควบคุมการค้าพลังงานมากขึ้น”

เขาเสริมว่า ประเทศต่าง ๆ เช่น ตุรกี อาจมีอำนาจต่อรองมากขึ้นจากผลที่ตามมา

ซุลฮิชามกล่าวต่อไปว่า ความมั่นคงยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ เส้นทางใด ๆ ที่ผ่านอิรักหรือซีเรียยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากความไม่มั่นคงในภูมิภาค กลุ่มติดอาวุธ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

นอกจากเหนือจากช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มาของภาพ : Reuters

ช่องแคบฮอร์มุซ (ด้านบนของภาพ) เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก

แม้ว่าผู้ส่งออกในอ่าวเปอร์เซียจะลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซลง แต่ก็ไม่น่าจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางทางเลือกในการขนส่งพลังงานผ่านภูมิภาคนี้ได้

ตัวอย่างหนึ่งคือท่อส่งน้ำมันซูเมดของอียิปต์ (SUMED pipeline) ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเป็นเส้นทางไปยังยุโรปที่เลี่ยงคลองสุเอซ ท่อส่งนี้สามารถขนส่งน้ำมันได้ 2.5-2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม การโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดงและช่องแคบบาบ เอล มันเดบโดยกลุ่มฮูตีเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของเส้นทางสุเอซที่กว้างขึ้น

ถึงแม้การขนส่งน้ำมันผ่านท่อส่งซูเมดจะเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น แต่โรเบิร์ตส์ชี้ว่ากำลังการผลิตที่ค่อนข้างจำกัดยังคงเป็น “ข้อจำกัดที่สำคัญต่ออุปทานของยุโรป”

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 ก.ค.) กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติของอิหร่านกล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะยุติ “การกระทำอันก้าวร้าว” พวกเขายังขู่ว่าจะขัดขวางเส้นทางการส่งออกน้ำมันและก๊าซอื่น ๆ ทั่วภูมิภาคด้วย

ลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซได้หรือไม่

ดร. เอช.เอ. เฮลลิเออร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางจากสถาบันรอยัลยูไนเต็ดเซอร์วิส หรืออาร์ยูเอสไอ (Royal United Companies and products Institute – RUSI) ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ประเทศในอ่าวเปอร์เซียกำลังมุ่งมั่นที่จะลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียจะพยายามชดเชยการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในอนาคตให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

เฮลลิเออร์เชื่อว่า รัฐบาลในภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเส้นทางการส่งออกทางเลือกต่อไป เพราะพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาช่องแคบนี้ได้มากเท่าในอดีต อย่างไรก็ตาม เขาไม่คาดหวังว่าเส้นทางทางเลือกเหล่านั้นจะเข้ามาแทนที่ฮอร์มุซทั้งหมด

“มันจะไม่ใช่การแลกเปลี่ยนเส้นทางหนึ่งกับอีกเส้นทางหนึ่งอย่างสมบูรณ์”

ถึงกระนั้น เฮลลิเออร์เชื่อว่าช่องแคบนี้จะ “มีคุณค่าน้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น” เนื่องจากประเทศต่าง ๆ แสวงหาเส้นทางทางเลือกอื่นเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดการพึ่งพาอำนาจที่โดดเด่นในภูมิภาค

“ภูมิภาคนี้ไม่ต้องการอำนาจสูงสุดของอิสราเอล แต่ก็ไม่สนใจอำนาจครอบงำของอิหร่านเช่นกัน”