
“ฉันไม่กล้าออกจากบ้านเลย เพราะฉันกังวลมากว่าตัวเองจะนอกใจแฟน” มารู้จักโรคย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์ ที่อาจนำไปสู่ความทรมานทางจิตใจได้

ที่มาของภาพ : Sophia
- Writer, เอเลนา เบลีย์
- Position, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ บีบีซี
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
โซเฟีย วัย 24 ปี คบหากับแฟนหนุ่มมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว และความสัมพันธ์ก็เต็มไปด้วยความรัก แต่เธอก็ยังคงพบว่าตัวเองมักจะตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์นี้ ตั้งแต่เรื่องที่ว่าเธอกับแฟนหนุ่มเข้ากันได้ดีแค่ไหน ไปจนถึงเรื่องที่ว่าเธอรักเขาจริง ๆ หรือไม่ และเธอควรจะตัดสินใจทำอย่างไรต่อไปดีจากความรู้สึกดังกล่าว
“ฉันไม่กล้าออกจากบ้านเลย เพราะฉันกังวลมากว่าตัวเองจะนอกใจแฟน” โซเฟีย คอนเทนต์ครีเอเตอร์และพนักงานเสิร์ฟจากเมืองลีดส์ ในสหราชอาณาจักร กล่าว
“ในช่วงที่อาการแย่ที่สุด ฉันไปทำงานไม่ได้เลย ฉันได้แต่นอนอยู่บนเตียงทั้งวัน และคอยคำถามเป็นร้อย ๆ คำถามกับ แช็ต จีพีที เพื่อพยายามหาคำตอบให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ”
สิ่งที่โซเฟียกำลังบรรยายคือการใช้ชีวิตร่วมกับ โรคย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์ (Relationship Obsessive Compulsive Disorder – ROCD) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของโรคย้ำคิดย้ำทำที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มีความรุนแรงไปไกลกว่าความสงสัยในความสัมพันธ์แบบปกติที่เราทุกคนสามารถพบเจอได้มาก
ในทางกลับกันโรคย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์จะเกี่ยวข้องกับความสงสัยที่ผุดขึ้นมาแทรกแซงในหัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานใจอย่างหนัก และนำไปสู่พฤติกรรมย้ำทำ เช่น การคอยทดสอบคนรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อพยายามหาความมั่นใจ
“มันสามารถผลาญพลังงานทางจิตใจไปได้หลายชั่วโมงและทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก ในขณะที่ในความสัมพันธ์ปกติ ความคิดเหล่านี้จะไม่ได้เข้ามาครอบงำชีวิตประจำวันของคุณ” ศ.นพ. เดวิด วีล จิตแพทย์ที่ปรึกษาจาก South London and Maudsley NHS Have confidence กล่าว
โซเฟียอธิบายถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนี้ว่ามันคือ “ความทรมานทางจิตใจ”
“การที่ต้องมีเสียงในหัวคอยจับผิดความสัมพันธ์ของคุณอยู่ตลอดเวลา และมีความคิดอันเลวร้ายสารพัดต่อคนรักของคุณ… มันเป็นเรื่องที่เศร้าใจมาก ๆ” เธอกล่าว
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดCease of ได้รับความนิยมสูงสุด
โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder – OCD) ส่งผลกระทบต่อประชากร 1.2% ของสหราชอาณาจักร แต่เป็นการยากที่จะทราบแน่ชัดว่ามีผู้คนจำนวนเท่าใดที่ได้รับผลกระทบจากโรคย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์เนื่องจากไม่มีการบันทึกสถิติแยกต่างหาก
ศ.นพ. วีล กล่าวด้วยว่า ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุได้ว่าโรคย้ำคิดย้ำทำเรื่องความสัมพันธ์ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหรือไม่ แม้ว่าจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาจะรู้สึกว่าอาการนี้ “พบได้บ่อยกว่าเล็กน้อยในผู้หญิง” ก็ตาม
เมื่อ ศ.กาย โดรอน นักจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยไรช์แมน ในประเทศอิสราเอล เริ่มต้นทำการวิจัยเกี่ยวกับภาวะนี้เป็นครั้งแรกเมื่อกว่าทศวรรษที่แล้ว ในตอนนั้นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่อย่างจำกัดมาก
แต่ปัจจุบัน เขา “เห็นถึงยอดการส่งตัวผู้ป่วยด้วยโรคย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์ที่เพิ่มสูงขึ้น” แม้ว่าสถิติอาจจะยังมีจำกัด แต่ความตระหนักรู้ที่เพิ่มมากขึ้นผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและงานวิจัยต่าง ๆ ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้คนกล้าออกมาขอรับความช่วยเหลือมากขึ้น
“ปิดกั้นตัวเองอย่างสิ้นเชิง”
โรคย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์ มักแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ยึดความสัมพันธ์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งคุณจะเกิดความสงสัยในความรู้สึกของตัวเอง และประเภทที่มุ่งเน้นไปที่ตัวคนรัก ซึ่งจะเน้นไปที่ข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นได้ของอีกฝ่าย
ศ.โดรอนกล่าวว่า อาการเหล่านี้มักปรากฏในความสัมพันธ์แบบคนรักเป็นหลัก แต่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ประเภทอื่น ๆ ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ จุดเปลี่ยนของชีวิต เช่น การตกลงคบกันอย่างเป็นทางการ การย้ายมาอยู่ด้วยกัน หรือการแต่งงาน มักจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการได้บ่อยครั้ง
อาการย้ำคิดย้ำทำของโซเฟียเคยเน้นไปที่การพยายามหลีกเลี่ยงเชื้อโรคและกังวลเรื่องสุขภาพของตัวเอง ในช่วงที่อาการหนักที่สุด เธอต้องล้างมืออย่างน้อย 30 ครั้งต่อวัน
ตอนที่เธอพบกับแฟนหนุ่มครั้งแรกที่บาร์ในวันวาเลนไทน์ โซเฟียรู้สึกอยู่กับปัจจุบันและมีความสุขที่ได้ใช้เวลาร่วมกับเขา แต่เมื่อความสัมพันธ์เริ่มจริงจังขึ้นหลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน เธอบอกว่าอาการย้ำคิดย้ำทำของเธอก็ได้ “เกาะติด” อยู่กับความสัมพันธ์ และเธอก็ “ปิดกั้นตัวเองอย่างสิ้นเชิง”
แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การที่แฟนหนุ่มใส่ชุดที่เธอไม่ชอบ หรือทำทรงผมที่เธอไม่ค่อยถูกใจ ก็สามารถทำให้เธอตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาได้
“สมองของฉันจะเอาแต่ตะโกนสั่งให้ฉันเลิกกับเขา แม้ว่าฉันจะรู้ดีว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการจะทำเลยก็ตาม” เธออธิบาย
แม้ว่าโรคย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์จะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่บางคนอาจมีความอ่อนไหวต่อภาวะนี้มากกว่าคนอื่น ศ.โดรอน กล่าว พร้อมเสริมว่า ประสบการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่หล่อหลอมเรามาตั้งแต่เด็ก หรือการเป็นคนที่มีแนวโน้มจะยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) และเป็นคนคิดมากเกินไป สามารถส่งผลต่อวิธีการจัดการกับความสงสัยในความสัมพันธ์ของเราได้
การเติบโตของโซเชียลมีเดียก็ได้นำมาซึ่งแรงกดดันใหม่ ๆ ด้วยเช่นกัน
“โซเชียลมีเดียสามารถเป็นตัวกระตุ้นสำหรับผู้ที่มีภาวะย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์ได้อย่างแน่นอน เพราะมันสร้างภาพจำของความรักที่สวยหรู และสามารถทำให้พวกเขาสงสัยในความสัมพันธ์ของตัวเองได้” ศ.โดรอน กล่าว
โซเฟียก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ “การเห็นภาพคู่รักที่ดูสมบูรณ์แบบบนโลกออนไลน์มันสร้างความคาดหวังขึ้นมา ทั้งที่ความสัมพันธ์ในชีวิตจริงนั้นไม่ได้สมบูรณ์แบบเลย”

ที่มาของภาพ : Gracie
เกรซี่ เจ้าหน้าที่องค์กรการกุศลด้านสุขภาพจิตจากเมืองบริสตอล กล่าวว่า ไม่ใช่รูปภาพของคู่รักที่มีความสุขที่ทำให้เธอรู้สึกลำบากใจ แต่เป็นคำคมหรือวลีที่มักจะมาพร้อมกับรูปเหล่านั้นต่างหาก เธอใช้ชีวิตอยู่กับโรคย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์มานานถึง 7 ปีแล้ว
วลีฮิตอย่างคำว่า “เมื่อถึงเวลา คุณจะรู้เอง” (when you know, you know) และแนวคิดที่ว่าคุณควรจะรู้สึกมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าคุณได้พบ “คนที่ใช่” แล้วนั้น อาจเป็นสิ่งที่ถาโถมและหนักหนาเกินไปสำหรับเธอ
“เราอาจจะกำลังใช้เวลาดี ๆ ด้วยกันอยู่ แต่ในหัวของฉันกลับกำลังสติแตกและเอาแต่สงสัยว่าเขาคือคนที่ใช่หรือเปล่า มันเหนื่อยมากเลยนะ” หญิงสาววัย 24 ปีกล่าว
“มันอาจทำให้คุณตั้งคำถามว่า ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกมั่นใจ 100% ว่าฉันกำลังคบอยู่กับคนที่ถูกคนหรือเปล่า” เธอกล่าว
เกรซี่บอกว่า โรคย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์ไม่ใช่สัญญาณที่บอกว่าคน ๆ นั้นไม่ได้รักแฟนของตัวเอง
“มันตรงกันข้ามเลยต่างหาก” เธอกล่าว “ภาวะย้ำคิดย้ำทำมักจะพุ่งเป้าไปที่สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับคน ๆ นั้น มันสามารถทำให้คุณรู้สึกสิ้นหวังและรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแย่ ๆ คนหนึ่งเลย” เธอกล่าว
ทั้งโซเฟียและเกรซี่ต่างเคยลองใช้ยามาแล้วหลายชนิดในอดีต รวมถึงเข้ารับการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมเพื่อช่วยจัดการกับอาการของพวกเธอ แต่พวกเธอยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับภาวะนี้ด้วยตนเองผ่านการค้นหาข้อมูลทางออนไลน์และการรับชมวิดีโอในยูทิวบ์อีกด้วย
องค์กรการกุศลโอซีดี แอคชัน (OCD Motion) ระบุว่า การได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และก้าวแรกคือการไปปรึกษาแพทย์ประจำตัวเกี่ยวกับผลกระทบจากความคิดที่ผุดขึ้นมาแทรกแซงในชีวิตของคุณ
ศ.โดรอน ยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการคอยทดสอบคนรักเพื่อแสวงหาความมั่นใจหรือพิสูจน์คุณสมบัติของพวกเขา เนื่องจากสิ่งนี้อาจเป็นการป้อนอาหารให้วงจรของโรคย้ำคิดย้ำทำเรื่องความสัมพันธ์ทำงานต่อไปได้ และพยายามอย่าใช้โซเชียลมีเดียหรือแอปพลิเคชันหาคู่มากเกินความจำเป็น เนื่องจากการนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ก็สามารถตอกย้ำความสงสัยให้เพิ่มมากขึ้นได้













