“ความผิดของเด็ก ๆ เหล่านี้คืออะไร” บีบีซีเยือนโรงเรียนที่ถูกโจมตีทำให้เด็กเสียชีวิต 120 รายในอิหร่าน ระหว่างสงครามกับสหรัฐฯ

Article Files
    • Writer, นาวาล อัล-มาฆาฟี
    • Position, ผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนอาวุโส บีบีซี
    • Reporting from, เมืองมินาบ ทางตอนใต้ของอิหร่าน
  • Published
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

คำเตือน: รายงานนี้มีเนื้อหาบรรยายถึงการเสียชีวิตของเด็กที่อาจจะทำให้รู้สึกสะเทือนใจ

อะไมเนห์ นาเดมี เดินอย่างระมัดระวังท่ามกลางซากปรักหักพังของโรงเรียนเก่า เศษคอนกรีตแตกหักห้อยระเกะระกะอย่างหมิ่นเหม่จากชั้นบนที่เกิดความเสียหาย ห้องเรียนบางส่วนยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งมีผนังสีสันสดใสตกแต่งด้วยภาพวาดลูกโป่งและดอกไม้

ครูวัย 33 ปีผู้นี้รู้ดีว่าอะไรเคยอยู่ตรงไหน ห้องเรียนเด็กหญิงที่ชั้นบน ห้องเรียนเด็กชายที่ชั้นล่าง ห้องพักครูใหญ่ และห้องละหมาด

สิ่งที่เหลืออยู่ของห้องเรียนเธอมีเพียงกองซากปรักหักพัง ซึ่งเธอเคยสอนเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนประถมชาจาเรห์ ทาเยเบห์ (Shajareh Tayebeh) ในเมืองมินาบ เมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของอิหร่าน

คำบรรยายวิดีโอ, สภาพความเสียหายของโรงเรียนในเมืองมินาบ ที่เก้าอี้เด็กและผนังที่ตกแต่งภายในห้องเรียนได้รับความเสียหายแต่ยังคงหลงเหลือให้เห็นบางส่วน

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน การโจมตีโรงเรียนแห่งนี้ได้เปลี่ยนเช้าวันเสาร์ธรรมดาให้กลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญที่สุดของความขัดแย้ง และเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนมากที่สุดในคราวเดียว

สำนักงานอัยการเมืองมินาบระบุว่า มีผู้ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตรวมทั้งหมด 156 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็ก 120 ราย รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าหลักฐานบ่งชี้ว่ากองกำลังสหรัฐฯ เป็นผู้โจมตีโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับค่ายทหารของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ ไออาร์จีซี (Modern Guard Corps – IRGC) ที่ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าถูกโจมตีหลายครั้ง

ทางการสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมายอมรับความรับผิดชอบ แม้ว่าสื่อของสหรัฐฯ จะรายงานว่านักสืบสวนทางทหารเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่กองกำลังสหรัฐฯ จะเป็นผู้ทำการโจมตีดังกล่าวโดยไม่ได้ตั้งใจ

ห้องเรียนของนักเรียนหญิงตั้งอยู่บนชั้นสองของโรงเรียนประถมศึกษาแห่งนี้ ในขณะที่ห้องเรียนของเด็กชายตั้งอยู่ชั้นล่าง

ความเจ็บปวดจากสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ยังคงสดใหม่ ครูคนหนึ่งเล่าให้เราฟังว่าพวกเขามาละหมาดที่โรงเรียนทุกวัน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงค้นหาชิ้นส่วนร่างของผู้เสียชีวิตที่นี่

พื้นที่ชั้นบนส่วนใหญ่พังทลายลงมาทับชั้นล่าง “คุณเรียกมันว่าโรงเรียนไม่ได้หรอก” อะไมเนห์กล่าว ว่าตอนนี้มันเป็นเพียง “กำแพงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความเสียชีวิต ความโศกเศร้า และเลืoดที่หลั่งริน ณ ที่แห่งนี้”

ทางการอิหร่านต้องการให้ทีมผู้สื่อข่าวบีบีซีมาเยี่ยมชมโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งพวกเขากล่าวว่าเป็นหลักฐานที่แสดงว่าปฏิบัติการที่ทางการสหรัฐฯ อ้างว่าเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและความมั่นคงของอิหร่าน แท้จริงแล้วกลับสร้างความสูญเสียอย่างหนักหนาสาหัสให้แก่พลเรือน

“ทุกคนถูกแรงsะเบิดซัดจนปลิวไปคนละทิศคนละทาง”

อะไมเนห์เล่าว่า ในวันนั้นการเรียนการสอนเริ่มขึ้นตามปกติ

เนื่องจากเป็นเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ตามหลักศาสนาอิสลาม เด็ก ๆ จึงมารวมตัวกันภายในห้องละหมาดเพื่อท่องคัมภีร์อัลกุรอาน ก่อนหน้าที่เธอจะเริ่มสอนตัวอักษรเปอร์เซียตัวใหม่ให้กับนักเรียน เธอเล่าย้อนถึงเหตุการณ์วันเกิดเหตุ

แต่ในขณะที่การโจมตีระลอกแรกของสงครามปะทุขึ้นทั่วอิหร่าน เธอกล่าวว่าครูใหญ่ได้ประกาศปิดโรงเรียน และบรรดาครูเริ่มติดต่อผู้ปกครองเพื่อเร่งให้มารับบุตรหลานกลับบ้าน

อะไมเนห์กล่าวว่า ในห้องเรียนชั้นบนของเธอเหลือเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพียง 5 คนจากทั้งหมด 15 คน เมื่อเธอได้ยินเสียงsะเบิดดังขึ้นครั้งแรกไม่ไกลจากโรงเรียน เธอกล่าวว่าเธอกำลังอยู่ที่ระเบียงทางเดินและรีบวิ่งกลับไปหาเด็ก ๆ

“ทันทีที่ฉันกำลังจะพาเด็ก ๆ ออกไป ขีปนาวุธก็พุ่งชนโรงเรียน” อะไมเนห์กล่าว “มีบางอย่างกระแทกเข้าที่หัวของฉันและหัวของนักเรียน พวกเราทุกคนถูกแรงsะเบิดซัดจนปลิวไปคนละทิศคนละทาง”

จากนั้นเธอกล่าวว่า ควันสีดำหนาทึบปกคลุมห้องเรียนจนมืดมิด “ฉันมองไม่เห็นแม้แต่นักเรียนที่ฉันอุ้มไว้ในอ้อมแขน พวกเราหายใจไม่ออก”

เธอกล่าวว่าเธอจำได้ว่าได้ยินเสียงsะเบิดอีกครั้ง รวมถึงเสียงกรีดร้อง เสียงเด็ก ๆ ร้องไห้ และจากนั้นตัวโรงเรียนก็ “พังทลายลงมาในคราวเดียวทั้งหมด”

“เลืoดไหลนองจากตัวฉันและเหล่านักเรียน” เธอกล่าวเสริม

คุณครูอะไมเนห์ นาเดมีกล่าวว่า ตอนเกิดเหตุมีควันหนาทึบจนเธอมองไม่เห็นเด็ก ๆ ที่เธอกำลังอุ้มอยู่

เมื่อควันจางลงชั่วขณะ เธอกล่าวว่าเธอส่งเด็ก ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บลงไปให้คนที่อยู่ด้านล่าง และปีนข้ามไฟและซากปรักหักพังไปยังประตูโรงเรียน ซึ่งเธอเห็นผู้ปกครองจำนวนมาก หลายคนรีบมาที่เกิดเหตุโดยที่ยังไม่ได้สวมรองเท้าด้วยซ้ำ เธอย้อนรำลึก

เธอกล่าวว่าเธอไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ปกครองถึงวิ่งมุ่งหน้ามาที่โรงเรียน ด้วยความตกใจและสับสนในตอนนั้น เธอเชื่อว่าทุกคนหนีออกจากอาคารไปหมดแล้ว “ฉันไม่รู้เลยว่าพวกเขาทั้งหมดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง”

อะไมเนห์เคยสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนแห่งนี้มาเป็นเวลาหกปี เธอไล่เรียงชื่อของนักเรียนและเพื่อนร่วมงานที่เสียชีวิตในวันนั้น ได้แก่ อดรินาจากห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของเธอ ซึ่งเธอกล่าวว่าเสียชีวิตบนบันไดพร้อมกับแม่ของเธอ, ฟาติเมห์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และคนอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เธอจำได้ว่าเคยสอนตัวอักษรให้ ตลอดจนครูใหญ่ รองครูใหญ่ ครูพลศึกษา และครูสอนอัลกุรอาน

“ช่วยหาลูกชายของฉันที”

ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินก็เริ่มเดินทางมาถึง

เรซา เบชาราติ เจ้าหน้าที่จากสภาเสี้ยวเดือนแดงแห่งอิหร่าน (Iranian Crimson Crescent Society) เล่าว่าเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มอาสาสมัครกู้ภัยกลุ่มแรก ๆ ที่มาถึงจุดเกิดเหตุ และพบว่าถนนใกล้โรงเรียนเต็มไปด้วยการจราจรติดขัด เนื่องจากครอบครัวที่สิ้นหวังต่างรีบเร่งมาตามหาบุตรหลานของตน

เมืองมินาบเป็นเมืองเล็ก ๆ ดังนั้น ขณะที่เรซาฝ่าฝูงชนเข้าไปในซากปรักหักพัง เขากล่าวว่าเขาจำผู้คนที่รู้จักได้ รวมถึงญาติของตัวเองด้วย

“เราเริ่มค้นหาผู้คน โดยคิดว่าอาจจะมีใครสักคนรอดชีวิตอยู่บ้าง” เขากล่าว “แต่โชคร้ายที่ไม่มีใครรอดชีวิตเลย”

เรซา เบชาราติ กล่าวว่าเขาไม่มีวันลืมสิ่งที่เขาได้เห็นในระหว่างที่ทำการค้นหาอาคารที่พังถล่มลงมา

เขาเล่าว่าร่างของผู้เสียชีวิตที่พบนั้นอยู่ในสภาพที่น่าสลดและผิดรูป “อาจจะเหลือแค่เพียงมือข้างหนึ่ง หรือแค่ขาข้างหนึ่ง… ไม่มีใครที่มีร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์เลย” หลายครอบครัวจำบุตรหลานของตนได้จากรองเท้าหรือเสื้อผ้าที่สวมใส่ เขากล่าวเสริม

หนึ่งในญาติของเรซากำลังค้นหาและอ้อนวอนว่า “ช่วยหาลูกของฉันที ช่วยหาลูกชายของฉันที” เขากล่าว “ฉันบอกเธอไม่ได้ว่าลูกชายของเธอไม่รอดชีวิตแล้ว พวกเราเอาแต่ร้องไห้กันทั้งหมด”

เรซากล่าวว่าภาพต่าง ๆ ที่เขาเห็นในระหว่างค้นหาอาคารที่พังถล่มลงมานั้นยังคงฝังใจเขาอยู่ไม่รู้ลืม “ตอนนั้นผมนอนไม่หลับไปหลายวัน” เขากล่าว “เวลาที่ผมหลับตาลง… ผมก็นึกถึงแต่ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นที่ผมได้เห็นที่นี่”

สอบสวนเหตุโจมตี

ขณะที่รายละเอียดของการโจมตีเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวโทษอิหร่านเป็นอันดับแรก โดยไม่ได้แสดงหลักฐานใด ๆ

พีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่ากองทัพกำลังดำเนินการสืบสวน และกองกำลังสหรัฐฯ “ไม่เคยพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายที่เป็นพลเรือน” ในเวลาต่อมา เขาได้ประกาศให้มีการสืบสวนในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งนำโดยเจ้าหน้าที่จากภายนอกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของทรัมป์ยังคงไม่เปิดเผยผลการสืบสวนดังกล่าว

สื่อสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการสืบสวนของกองทัพสหรัฐฯ ว่า ผลการสืบสวนเบื้องต้นสรุปว่า มีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลอันล้าสมัยซึ่งจัดหาโดยสำนักข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯ เป็นสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนแห่งนี้ถูกระบุและตกเป็นเป้าหมายในฐานะส่วนหนึ่งของพื้นที่ทางทหาร

การวิเคราะห์วิดีโอโดยผู้เชี่ยวชาญแสดงให้เห็นว่า อาคารของ IRGC ที่อยู่ติดกับโรงเรียนถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์กนำวิถีความแม่นยำสูง ซึ่งเป็นขีปนาวุธร่อนประเภทที่ทราบกันดีว่าทั้งอิสราเอลและอิหร่านไม่ได้มีไว้ในครอบครอง ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนและอาคารหลายหลังในบริเวณดังกล่าวถูกโจมตี และวิดีโอที่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องแล้วแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องหลายระลอก

แผนที่ของกองทัพสหรัฐฯ ยังยืนยันด้วยว่ามีปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงพื้นที่เมืองมินาบ ในช่วงเวลาดังกล่าว

ภาพถ่ายดาวเทียมในอดีตแสดงให้เห็นว่าพื้นที่โรงเรียนแห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาคารหลายตึกของ IRGC มาก่อน แต่ได้ถูกกั้นกำแพงแยกออกมาตั้งแต่ปี 2016 และมีทางเข้าตลอดจนลานกว้างเป็นของตนเอง

นอกจากนี้ ข้อมูลที่บ่งชี้ว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นโรงเรียนยังมีเปิดเผยต่อสาธารณะทางออนไลน์ ภาพบันทึกหน้าเว็บไซต์ของโรงเรียนทั้งในส่วนของแผนกนักเรียนหญิงและนักเรียนชาย ซึ่งบันทึกไว้หลายเดือนก่อนเกิดการโจมตี ได้ระบุที่อยู่ของสถานที่ตั้งเอาไว้ด้วย

ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวต่อคณะกรรมาธิการของสภาคองเกรสเมื่อเดือน พ.ค. โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า การสืบสวนนั้นมีความ “ซับซ้อน” เนื่องจากโรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ “บนฐานยิvขีปนาวุธร่อนของ IRGC ที่ยังคงใช้งานอยู่” ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านปฏิเสธว่าเป็น “เรื่องที่กุขึ้นโดยปราศจากมูลความจริง”

นอกเหนือจากกิจกรรมทางทหาร ความมั่นคง และเศรษฐกิจที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวางแล้ว IRGC ยังเป็นผู้บริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกในชุมชนและสถานพยาบาลบางแห่งด้วย ชาวบ้านในพื้นที่บอกกับบีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซียว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นฐานทัพของกองพลน้อยทหารเรือ IRGC แต่พวกเขาเชื่อว่าการใช้งานทางทหารได้ยุติลงไปเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่าอาคารต่าง ๆ ในบริเวณดังกล่าวมีทั้งคลินิกและร้านล้างรถรวมอยู่ด้วย

บีบีซีได้ติดต่อไปยังกระทรวงกลาโหมและกองทัพสหรัฐฯ เพื่อขอความคิดเห็น โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าการสืบสวนยังคงดำเนินอยู่และยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติมใด ๆ

“ระบุตัวตนได้จากถุงเท้าของเธอ”

ห่างจากซากโรงเรียนไปเพียงขับรถไม่นาน ก็จะพบสุสานซึ่งเป็นที่ฝังร่างของนักเรียนและครูจำนวนมาก

หลายครอบครัวจะมารวมตัวกันที่ข้างหลุมศwทุกช่วงเย็น ผู้เป็นแม่คอยเช็ดฝุ่นออกจากรูปถ่ายของลูก ๆ ส่วนพ่อแม่ก็นั่งสวดภาวนาอยู่นานแม้ความมืดจะเข้าปกคลุมไปแล้วก็ตาม

รอบตัวพวกเขา เหล่าพี่น้องพากันวิ่งเล่นไปมาระหว่างป้ายหลุมศwของพี่น้องที่ต้องจากไปก่อนวัยอันควร

แม่ของเซตาเยชบอกว่า ลูกสาวของเธอวัย 9 ขวบ มีความฝันอยากจะเป็นครู

มาซูเมห์ เมห์ราน เชคาบาดี มาเยี่ยมเซตาเยช ลูกสาววัย 9 ขวบของเธอทุกวัน โดยมักจะอยู่จนดึกดื่น

เธอเป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่วิ่งไปยังโรงเรียนหลังเกิดเหตุโจมตี “ไม่มีโรงเรียนเหลืออยู่เลย” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มีเพียงกลุ่มควัน เส้นผมของเด็ก ๆ มือร่วงอยู่ทางหนึ่ง เท้าตกอยู่อีกทางหนึ่ง ร่างของพวกเขาขาดเป็นชิ้น ๆ”

มาซูเมห์กล่าวเสริมว่า “ฉันเอาแต่ตะโกนเรียก ไม่ใช่แค่เรียกเซตาเยช แต่เรียกเด็ก ๆ ทุกคนว่า ‘เด็ก ๆ พวกหนูอยู่ที่ไหนกัน ‘”

ครอบครัวของเซตาเยชไม่ได้รับการยืนยันการเสียชีวิตของเธอจนกระทั่งช่วงเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น มาซูเมห์กล่าว เธอจำได้ว่าถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเด็กสวมถุงเท้าสีอะไร และเธอก็ตอบไปว่าเป็นสีครีม จากนั้นเซตาเยชก็ถูกระบุตัวตนได้จากถุงเท้าของเธอ เธอกล่าว

เด็กหญิงวัย 9 ขวบมีความฝันอยากจะเป็นครู แม่ของเธอเล่าพร้อมเสริมว่า “เธอชอบเอาตุ๊กตามาจับเรียงแถวไว้บนโซฟาแล้วพูดว่า ‘ฉันเป็นครูของพวกเธอนะ ตอนนี้ฉันเรียนประถมแล้ว ดังนั้นฉันจึงเป็นครู'”

สำหรับผู้ปกครองหลายคนที่นี่ ความโศกเศร้าได้หลอมรวมเข้ากับความโกรธแค้น “ขอให้ทรัมป์พินาศย่อยยับ เลืoดของเด็ก ๆ เหล่านี้จะได้ไม่สูญเปล่า” มาซูเมห์กล่าว

มาซูเมห์เล่าว่า เธอจำได้ดีถึงตอนที่รีบรุดไปยังโรงเรียน แล้วพบว่าโรงเรียนถูกทำลายและเด็กๆ “ถูกฉีกกระชากร่างจนไม่มีชิ้นดี”

“พวกเขาเพียงแค่ไปเรียนหนังสือ”

รัฐบาลอิหร่านได้กล่าวอ้างถึงเมืองมินาบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสุนทรพจน์ เวทีการประชุมระดับนานาชาติ และการรายงานข่าวของสื่อของรัฐ ถึงขั้นตั้งชื่อเครื่องบินที่นำคณะผู้เจรจาไปว่า “มินาบ-168” (Minab-168) เพื่อเป็นการอ้างอิงถึงยอดผู้เสียชีวิตที่เจ้าหน้าที่เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้

การโจมตีครั้งนี้ได้มอบเรื่องราวตอบโต้ที่ทรงพลังให้กับสาธารณรัฐอิสลาม เพื่อนำมาหักล้างกับสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวอ้างเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของตน

ในช่วงเย็นของทุกวัน หลายครอบครัวมักจะมาเยี่ยมหลุมศwของบุคคลอันเป็นที่รักซึ่งเสียชีวิตจากเหตุโจมตี

สงครามครั้งนี้ทำให้ชาวอิหร่านแตกแยกกัน บางคนเฉลิมฉลองเมื่อการโจมตีทางอากาศเริ่มต้นขึ้น ด้วยความโกรธแค้นต่อสิ่งที่รัฐบาลทำในการคุมขังกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองและใช้กำลังที่รุนแรงถึงชีวิตในระหว่างการประท้วงที่เกิดขึ้นหลายระลอก พวกเขาหวังว่าแรงกดดันทางทหารจากภายนอกอาจทำให้ระบอบการปกครองอ่อนแอลง หรือถึงขั้นโค่นล้มรัฐบาลลงได้ในท้ายที่สุด

แต่ผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลบางคนบอกกับบีบีซีว่า พวกเขามองว่าการโจมตีที่เมืองมินาบเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ มันทำให้แนวคิดเรื่องการทำสงครามที่หมดจดและแม่นยำไม่สามารถเป็นไปได้อีกต่อไป และเปิดโอกาสให้ทางการนำเสนอตัวเองในฐานะผู้ปกป้องประชาชนชาวอิหร่านจากการโจมตีของต่างชาติ

ในเมืองมินาบ อะไมเนห์ไปเยี่ยมสุสาน เธอเดินไปท่ามกลางหลุมศwของอดีตลูกศิษย์

บนกำแพงอนุสรณ์สถานที่อยู่ใกล้เคียง มีภาพใบหน้าของเด็ก ๆ เจ้าหน้าที่ และผู้ปกครองที่ออกจากบ้านไปในเช้าวันเสาร์นั้นและไม่ได้กลับมาอีกเลย

แม่ของเซตาเยชยังคงนั่งอยู่ข้างหลุมศwลูกสาวตัวน้อยของเธอ

“ความผิดของเด็ก ๆ เหล่านี้คืออะไร พวกเขาพกอาวุธงั้นหรือ มีแค่ดินสอ หนังสือ สมุดจด และกระเป๋านักเรียน พวกเขาไม่มีอาวุธ… พวกเขาเพียงแค่ไปเรียนหนังสือ” เธอกล่าว

รายงานเพิ่มเติมโดย จัสมิน ไดเออร์

นาวาล อัล-มาฆาฟี รายงานข่าวจากประเทศอิหร่านโดยมีเงื่อนไขว่าจะไม่มีการนำเนื้อหาไปใช้ในบีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย ข้อจำกัดเหล่านี้มีผลบังคับใช้กับองค์กรสื่อต่างประเทศทุกแห่งที่ปฏิบัติงานในอิหร่าน