
สำรวจปัญหาล่วงละเมิดทางเพศออนไลน์-คลิปลับถูกเผยแพร่ เมื่อ “60-80% ของผู้หญิงที่เจอประสบการณ์นี้ ไม่กล้าบอกใคร”

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าว.
- Printed
- เวลาอ่าน: 9 นาที
เมื่อสองวันก่อน (25 ก.ค.) ‘โนว์เบลล์' อดีตแฟนสาวของ ‘ธีร์' ทีปกร คำสุรีย์ นักร้องชายวง Handiest Monday ออกมาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับคลิปวิดีโอส่วนตัวของเธอกับอดีตแฟนหนุ่ม ซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านทางออนไลน์โดยที่เธอไม่ยินยอมตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
“เบลล์รวบรวมความกล้าที่มีเพื่อที่จะพูดถึงเหตุการณ์นี้ ถึงแม้มันจะไม่ง่ายสำหรับเบลล์และครอบครัว” เธอระบุในข้อความที่โพสต์ผ่านบัญชีอินสตาแกรม โดยระบุว่าที่เธอเลือกออกมาเล่าเรื่องราวในตอนนี้เพราะหวังเพียงว่า “หลังจากนี้เบลล์จะได้ใช้ชีวิตของเบลล์อย่างปกติ” หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอเลือกจะเงียบหายไปแล้วพบว่ากลับทำให้เกิดการเข้าใจผิด และทำให้เธอและครอบครัวถูกคุกคาม
จากการรวบรวมข้อมูลขององค์กร ‘ Online Hurt' ที่ทำงานช่วยเหลือผู้ถูกคุกคามทางออนไลน์ โนว์เบลล์คือเหยื่อส่วนน้อยที่กล้าออกมาพูดถึงสิ่งที่เธอเผชิญ ขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เผชิญกับการคุกคามในลักษณะคล้าย ๆ กันเลือกที่จะเงียบและเก็บปัญหาไว้กับตัว ซึ่งไม่ใช่วิธีที่จะทำให้พวกเธอได้รับความยุติธรรม
ผู้หญิงทั่วโลกกว่า 1 ใน 3 เคยถูกคุกคามทางเพศออนไลน์
สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้งองค์กร ‘ Online Hurt' ที่หมายถึงการยุติการคุกคามออนไลน์ อ้างอิงการศึกษาจากสถาบันจอร์จทาวน์เพื่อสตรี สันติภาพ และความมั่นคง (GIWPS) ที่เผยแพร่ในปี 2024 ระบุว่ามีผู้หญิงกว่า 1 ใน 3 ทั่วโลกที่เผชิญกับการคุกคามทางเพศออนไลน์ และจากที่องค์กรของเธอเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพบว่า สัดส่วนผู้หญิงที่โดนคุกคามออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเล็กน้อย โดยมีผู้หญิงกว่า 40% ที่เผชิญกับประสบการณ์ลักษณะนี้ ทว่ายังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดสำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยโดยเฉพาะ
เธอบอกว่าสิ่งที่คนมักจะเรียกกันว่า ‘คลิปหลุด' หรือการถูกแชร์ภาพที่ไม่พึงประสงค์โดยไม่ได้รับความยินยอมนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาการคุกคามทางออนไลน์เท่านั้น โดยมีการคุกคามทางเพศออนไลน์ในลักษณะอื่น ๆ อีก อาทิ การนำข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่เพื่อให้เกิดการคุกคามตามมา การใช้ประทุษวาจา (dislike speech) ไปจนถึงการใช้ภาพที่เกี่ยวข้องกับทางเพศในการขู่กรรโชกทรัพย์ (sextortion)
“สิ่งที่น่าตกใจก็คือว่า มากกว่า 60% คือ 60-80% ของผู้หญิงที่เจอประสบการณ์นี้ ไม่ได้อยากขอความช่วยเหลือ หรือไม่กล้าบอกใคร” สายใจกล่าวกับ.
วิธีการล่อลวงของคนร้าย
รายงานบนเว็บไซต์ ‘คลิปหลุดทำไง.com' ของชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (TICAC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่ากลยุทธ์ของคนร้ายที่มักจะใช้ในการล่วงละเมิดทางเพศออนไลน์ต่อผู้หญิงนั้น มีทั้งการแสร้งทำเป็นแมวมองชักชวนเข้าวงการบันเทิง ลวงให้ถ่ายรูปรีวิวสินค้าแลกเงิน ไปจนถึงการแสดงความรักและขอเป็นแฟนก่อน ซึ่งเมื่อได้ภาพหรือสื่ออนาจารของผู้เสียหายแล้ว ก็อาจจะล่อลวงให้ผู้เสียหายมาพบเพื่อให้ได้ภาพหรือคลิปเพิ่ม ซึ่งมีทั้งการเก็บไว้ดูเพียงลำพัง หรือนำไปเผยแพร่ต่อทางออนไลน์
ขณะที่สายใจบอกว่า จากข้อมูลที่องค์กรของเธอเก็บรวบรวม ลักษณะพฤติการณ์ของการเผยแพร่ภาพส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือ NCII (Non-Consensual Intimate Pictures) นั้น มีทั้งการเผยแพร่คลิปวิดีโอจริงที่มีเพศสัมพันธ์กันโดยที่ผู้เสียหายไม่ได้ยินยอมให้เผยแพร่ ไปจนถึงการตัดต่อโดยใช้เทคโนโลยีดีพเฟค (deepfake) ซึ่งคือนำใบหน้าของผู้เสียหายไปตัดต่อเป็นภาพโป๊เปลือย โดยกลุ่มที่มักตกเป็นเป้าหมายคือกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา และกลุ่มนักกิจกรรม/นักเคลื่อนไหวที่ออกมาเรียกร้องในประเด็นต่าง ๆ
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดof ได้รับความนิยมสูงสุด
“เหตุการณ์รูปแบบที่เราเจอ หนึ่ง จะเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนที่โดนเยอะมาก” สายใจกล่าวถึงลักษณะพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายในกลุ่มนักเรียน/นักศึกษามักจะเจอ “กลุ่มเด็กนักเรียนที่โดน มีทั้งแบบว่า มีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนชาย แล้วก็ฝ่ายชายก็อัดคลิปมาแบล็คเมล์ อันนี้ก็เป็น รูปแบบ หนึ่ง”
“สองก็คือว่า ที่จริงไม่ได้มีเพศสัมพันธ์อะไร คือฉันก็อยู่ของฉันดี ๆ ฉันโพสต์ภาพลงในอินสตาแกรม ติ๊กตอกของฉัน… แล้วก็อยู่ดี ๆ วันหนึ่งมี myth (บัญชี) หลุมแปลก ๆ ส่งมาบอกว่า เนี่ย ฉันมีรูปโป๊ของเธอหมดเลย ซึ่งมันก็เป็นรูปไม่จริง ที่ใช้เอไอดีพเฟคทำมา”
“กรณีที่สามก็จะมีแบบว่า เด็กนักเรียนบางคนช่วงที่ไม่มีเงิน เขาก็อาจจะไปมีเพศสัมพันธ์เพื่อต้องการแลก เหมือนกับสิ่งของ เงิน อย่างนี้… พอไปมีเพศสัมพันธ์แล้วได้เงินมา แล้วคนที่ให้เงินต้องการจะมีเพศสัมพันธ์ต่อโดยที่ไม่อยากจ่ายเงิน ก็แอบเก็บคลิปเอาไว้แล้วก็มาแบล็คเมล์ เพื่อให้น้องมีเพศสัมพันธ์กับคนนี้ไปเรื่อย ๆ โดยคนนี้ไม่ต้องจ่ายเงิน” เธอกล่าว

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
เธอบอกว่าวัตถุประสงค์ของฝ่ายชายที่เผยแพร่ภาพต่าง ๆ เหล่านี้ สำหรับกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา มักจะมีสองสาเหตุคือ อาจโกรธแค้นหลังจากจบความสัมพันธ์ จึงต้องการทำลายฝ่ายหญิง หรืออีกสาเหตุคือต้องการเงิน จึงใช้ภาพเหล่านั้นมาเพื่อแบล็คเมล์ ส่วนกรณีของนักกิจกรรมที่ถูกตัดต่อภาพด้วยเทคโนโลยีดีพเฟคนั้น อาจมาจากการที่ผู้เผยแพร่ภาพต้องการให้เหยื่อหยุดการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือทางสังคมที่ทำอยู่
“มีเคสที่ทำในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ค่ะ เป็นผู้นำหญิง ผู้นำชุมชน… เขาก็กำลังจะ ได้ ไปพูดบนเวทีของชุมชน เหมือนกับไปพูดหาเสียง” เธอยกตัวอย่างกรณีนักการเมืองท้องถิ่นหญิงคนหนึ่ง
“แต่ว่าวันก่อนหน้ามีคนเอาภาพที่เขาเคยไปโพสต์ว่า ‘Girl rights is human rights' (สิทธิสตรีคือสิทธิมนุษยชน) ไปตัดต่อ… เอาภาพนี้ไปเขียนว่า ฉันกำลังหาสามี แล้วก็เป็นภาพเขาใส่บิกินี แล้วคนในหมู่บ้านทุกคนก็เชื่อว่าเป็นภาพจริง”
“แล้วพอเหตุการณ์เกิด วันรุ่งขึ้นตอนแรกเขาจะได้รับเชิญให้ไปพูดบนเวที คนจัดเวทีก็บอก ว่า ไม่ต้องมาแล้ววันนี้ แล้วเขาก็ถูกกดดันให้ถอนตัวจากการเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น… นี่ก็เป็นตัวอย่างก็คือว่า การเผยภาพ NCII เหล่านี้ เป็นการกดดันให้ผู้หญิงออกจากพื้นที่สาธารณะ” สายใจสะท้อน
เธอยังยกตัวอย่างกรณีของ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ‘ไอซ์' สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยบอกว่าการศึกษาของเธอพบว่า สส.หญิงรายนี้เคยเผชิญกับการคุกคามทางเพศออนไลน์ ประมาณ 80,000 ข้อความ ในช่วงเวลาเพียงสามเดือน
“เหมือนคุณไอซ์เขาออกมาเป็นปากเสียงถูกไหมคะ… เขา (ผู้ที่คุกคาม) ต้องการเอาภาพเหล่านี้มาตัดต่อ มาแชร์ เพื่อให้คุณไอซ์หยุด… เพื่อให้หยุดสิ่งที่ทำ เพื่อไม่ให้อยู่ในที่ที่มันมีแสงส่องมาได้ ไม่ให้อยู่ในสปอตไลต์” ผู้ก่อตั้งองค์กร ‘ Online Hurt' กล่าวกับ.
ทำอย่างไรหากคลิปส่วนตัวถูกเผยแพร่โดยไม่ยินยอม
สายใจแนะนำ 4 ขั้นตอนที่ควรทำตามลำดับ ได้แก่
- ตั้งสติ: หายใจเข้าออกลึก ๆ ทำใจให้นิ่ง
- เก็บหลักฐาน: แคปหน้าจอให้เห็นที่อยู่เว็บไซต์ (URL) ชื่อบัญชี วันเวลา และภาพคนที่คุกคาม
- ปิดกั้นไม่ให้คนร้ายเข้าถึงโซเชียลมีเดียเรา: ตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเอง เปลี่ยนอีเมล/รหัสผ่าน ไม่ให้ผู้ที่คุกคามเข้าถึงบัญชีของเราหรือของเพื่อน ๆ
- รายงานแพลตฟอร์ม/เว็บไซต์ให้ลบรูป: รายงานกับแพลตฟอร์มให้ลบรูป/คลิปดังกล่าวออกไป (ภายหลังจากแคปเก็บหลักฐานทั้งหมดเก็บไว้แล้วเท่านั้น) โดยอาจรายงานผ่านแพลตฟอร์มโดยตรง, ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก ‘ Online Hurt' (ภาษาไทย) หรืออาจแจ้งเรื่องกับเว็บไซต์ ‘StopNCII.org' (ภาษาอังกฤษ) ซึ่งสามารถช่วยตรวจสอบได้ว่าภาพหรือคลิปส่วนตัวของเราอาจถูกเผยแพร่ออกไปยังเว็บไซต์ใดบ้าง และประสานให้มีการลบภาพหรือคลิปต่าง ๆ เหล่านั้นออกจากเว็บไซต์

ที่มาของภาพ : Online Hurt/ handout
โดยหลังจากผู้เสียหายทำตามขั้นตอนข้างต้นครบถ้วนแล้ว ยังสามารถนำหลักฐานต่าง ๆ ที่แคปเก็บไว้ไปฟ้องดำเนินคดีกับผู้ที่ปล่อยภาพหรือคลิปส่วนตัวของเราออกไปโดยที่ไม่ยินยอมได้ ซึ่งผู้ที่เผยแพร่คลิป แม้ว่าจะเป็นคลิปจริงหรือคลิปที่ใช้เทคโนโลยีดีพเฟคตัดต่อ อาจต้องโทษจำคุกได้
“สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดก็คือ เคยยินยอมให้ถ่าย ไม่เท่ากับยินยอมให้ได้รับการเผยแพร่… แล้วการยินยอมต้องเป็นปัจจุบันเท่านั้น” สายใจเน้นย้ำ เธอยกตัวอย่างว่าต่อให้ฝ่ายหญิงรับรู้และยินยอมให้มีการถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้ระหว่างที่มีความสัมพันธ์ แต่หากคลิปวิดีโอถูกเผยแพร่ออกไปโดยที่ไม่ได้ยินยอมให้เผยแพร่ หรือแม้แต่เคยยินยอมให้เผยแพร่คลิปในอดีต แต่ต่อมาไม่ได้ยินยอมแล้วยังมีการนำคลิปไปเผยแพร่ ก็ถือว่าเข้าข่ายความผิดได้
นอกจากนี้ เธอบอกว่าเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 เพิ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284/4 ซึ่งให้อำนาจศาลในการสั่งให้มีการนำข้อมูลคุกคามทางเพศที่มีลักษณะลามกออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งในทางปฏิบัติหลังจากที่ผู้เสียหายนำที่อยู่เว็บไซต์ (URL) ที่มีภาพหรือคลิปถูกเผยแพร่ไปร้องต่อศาล ศาลจะพิจารณาว่าเป็นภาพลามกที่เข้าข่ายคุกคามทางออนไลน์หรือไม่ จากนั้นจะส่งเรื่องให้กระทรวงดีอีดำเนินการประสานแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ต่าง ๆ ให้ลบภาพดังกล่าวออก

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
คุกคามทางเพศ แม้ทางออนไลน์ก็มีโทษ “จำคุก”
ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่.สืบค้นจากฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา 284 ระบุว่า “ผู้ใดพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายลวงลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่xขืxใจด้วยประการอื่นใด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท”
มาตรา 284/1 ระบุว่า “ผู้ใดคุกคามทางเพศต่อผู้อื่น ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานอนาจาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” โดยหากเป็นการกระทำต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งครั้งและ “เป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 284/1 ยังระบุด้วยว่าหาก “เป็นการกระทำในที่สาธารณสถาน ต่อหน้าธารกำนัล หรือในระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ขณะที่มาตรา 284/4 ระบุว่าในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้นำข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์แล้ว หาก “ผู้นำเข้าข้อมูล ผู้ควบคุมหรือผู้ให้บริการระบบคอมพิวเตอร์” ฝ่าฝืนคำสั่งของศาล จะ “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ด้วย

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
รายงานบนเว็บไซต์ของ TICAC แนะนำว่าเมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศออนไลน์ ผู้เสียหายควรประสานงานกับตำรวจหน่วยที่มีความเชี่ยวชาญ อาทิ แจ้งมาทาง TICAC, กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) หรือกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลคดี หยุดการคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นเพิ่มเติม ไปจนถึงเพื่อเข้าถึงกระบวนการเยียวยาและสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมาย
ด้านสายใจบอกว่า เธออยากให้ผู้ที่เคยถูกคุกคามในลักษณะนี้ ที่ตามสถิติแล้วส่วนใหญ่มักจะเขินอาย ไม่กล้าขอความช่วยเหลือนั้น สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือมายังองค์กรของเธอได้ ซึ่งพร้อมให้ความช่วยเหลือทั้งด้านข้อกฎหมายต่าง ๆ และทางด้านจิตใจ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วกว่า 1,000 คน
เธอยังกล่าวชื่นชมผู้ที่กล้าหาญออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะ เพราะนอกจากจะเป็นผู้หญิงส่วนน้อยที่กล้าออกมาพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเผชิญแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงอีกหลาย ๆ คนที่เผชิญประสบการณ์เดียวกัน ให้รู้ว่าการที่ฝ่ายชายเผยแพร่ภาพหรือคลิปวิดีโอส่วนตัวออกไปโดยที่ไม่ยินยอม “มันไม่ถูกต้อง”
“ที่เราทำมา 2 ปีนี้ มีสิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ เราเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง resilience (ความสามารถในการฟื้นตัว) เราเรียนรู้ว่า ผู้หญิงที่ถูกคุกคามออนไลน์แล้ว สมมุติว่าเขาเคยอาจจะดิ่งด่ำมาจุดที่ต่ำสุดของชีวิต แต่ว่าเขาสามารถกลับขึ้นมาสูงเท่าเดิม หรือว่าอาจจะสูงกว่าเดิมได้ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้าง”
“สองก็คือว่า มีตัวอย่างจากผู้หญิงคนอื่นแบบเดียวกัน ที่ถูกคุกคามแล้วสามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติ แล้วก็สามารถมายืนอยู่ในสังคม… มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ถูกคุกคาม กล้าที่จะแบบ เอ้ย มันก็ไม่เป็นไรนี่นา ฉันก็ผ่านไปได้ เพราะขนาดเขายังผ่านไปได้เลย” ผู้ก่อตั้งองค์กร Online Hurt กล่าว












