
สรรเพชญ ประชุมบริหารท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 พบปัญหาหลักการจราจร สั่งเร่งพัฒนาระบบจองคิวรถบรรทุก พร้อมบังคับให้ใช้ระบบนี้ทุกคน ส่วนปัญหาแหลมฉบังเฟส 3 ที่ยังก่อสร้างล่าช้า ดึงวสท.ดูความหนาแน่นของดินที่ถมทะเล หลังเอกชนยังกังขา หวังเคลียร์ให้จบ
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามการบริหารจัดการท่าเรือแหลมฉบัง และตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง
นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามการบริหารจัดการท่าเรือแหลมฉบังในภาพรวม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการจราจรทั้งภายในและภายนอกท่าเรือ การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ตลอดจนการบริหารจัดการสัญญาสัมปทานต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
@สั่งพัฒนาระบบจองคิวรถบรรทุก บังคับใช้ 100%
โดยปัญหาการจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบังมีผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งปริมาณรถบรรทุกที่เข้ามาพร้อมกัน การบริหารจัดการตู้สินค้า ตารางการเดินเรือ และกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ และอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงการแก้ไขเฉพาะภายในพื้นที่ท่าเรือเท่านั้น
ดังนั้น จึงได้กำชับให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งยกระดับระบบบริหารจัดการจราจร โดยเร่งพัฒนาระบบจองคิวรถบรรทุก (Truck Queue) และบังคับใช้ระบบจองคิวแบบ 100% เพื่อกระจายช่วงเวลาการเข้ารับ–ส่งตู้สินค้า ลดปัญหารถบรรทุกเข้ามาพร้อมกันในช่วงเวลาเดียว พร้อมทั้งพัฒนาระบบบริหารจัดการจราจร (Visitors Management) ให้สามารถติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการการไหลของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเร่งซ่อมแซมและปรับปรุงถนนภายในท่าเรือ และปรับการเปิด–ปิดช่องทางเข้าออกให้สอดคล้องกับปริมาณการจราจรในแต่ละช่วงเวลา
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมศุลกากร กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ตำรวจ หน่วยงานในพื้นที่ และผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ เพื่อร่วมกันวางแผนการบริหารจัดการการจราจรทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ท่าเรือให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ลดผลกระทบต่อประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า พร้อมทั้งหารือแนวทางเพิ่มระยะเวลาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากร รวมถึงการอนุญาตให้นำตู้สินค้าขาเข้ามาจัดเก็บนอกเขตท่าเทียบเรือเป็นการชั่วคราว เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการระบายสินค้า
ในด้านการรองรับปริมาณการขนส่งสินค้า นายสรรเพชญกล่าวว่า ได้เร่งรัดการจัดสรรพื้นที่รองรับรถบรรทุกและตู้สินค้าเพิ่มเติม ทั้งการจัดพื้นที่จอดพักรถบรรทุก การเพิ่มพื้นที่ลานวางตู้สินค้า และการเตรียมพื้นที่พักคอยนอกเขตรั้วศุลกากร เพื่อลดความแออัดภายในท่าเรือและรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางการปรับโครงสร้างค่าภาระท่าเรือ โดยเฉพาะค่าฝากเก็บตู้สินค้า ให้สอดคล้องกับระยะเวลาการฝากเก็บที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้มีการขนย้ายตู้สินค้าออกจากท่าเรือได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดปัญหาตู้สินค้าตกค้าง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ของท่าเรือ ทั้งนี้ การดำเนินการจะต้องพิจารณาผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างครบถ้วน
สภาพการจราจรในท่าเรือแหลมฉบัง
@ประสาน วสท.เคลียร์ปัญหาความหนาแน่นของการถมทะเล
สำหรับความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 นายสรรเพชญกล่าวว่า ปัจจุบันงานก่อสร้างทางทะเล (สัญญาที่ 1) มีความคืบหน้าร้อยละ 98.80 ขณะที่งานอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และสาธารณูปโภค (สัญญาที่ 2) มีความคืบหน้าร้อยละ 24.13 ส่วนงานระบบรถไฟ (สัญญาที่ 3) และงานเครื่องจักรพร้อมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (สัญญาที่ 4) อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยได้กำชับให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งบริหารจัดการอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ตามแผน และเปิดให้บริการได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด
ในส่วนของประเด็นข้อกำหนดทางวิศวกรรมเกี่ยวกับค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Relative Density) ของวัสดุถมใต้ระดับน้ำในพื้นที่ท่าเทียบเรือ F ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทในสัญญาร่วมลงทุน นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้มอบนโยบายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยประสานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เข้ามาเป็นหน่วยงานกลางทางวิชาการ เพื่อพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะเชิงวิศวกรรมอย่างเป็นกลาง ก่อนนำผลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามสัญญาและกฎหมาย โดยยึดหลักวิชาการ ความโปร่งใส และผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้ายกระดับท่าเรือแหลมฉบังให้เป็น Clear Port อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าการดำเนินงานทุกด้านจะยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเอกชนที่เป็นคู่สัญญาโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 คือกลุ่มกิจการร่วมค้า กลุ่ม GPC (ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที แท-งค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT TANK) บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด)













