ฉันมีประจำเดือนครั้งแรกตอน 6 ขวบ และแพทย์ก็ไม่รู้สาเหตุ

ที่มาของภาพ : Gabby

แก็บบี้ วัย 26 ปี บอกว่า เธอจำอะไรเกี่ยวกับช่วงเริ่มต้นของวัยแรกรุ่นไม่ได้มากนัก เพราะยังเด็กมาก
Article Info
    • Creator, รีเบคกา ธอร์น
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

ตอนอายุได้ 6 ขวบ แก็บบี้เริ่มมีประจำเดือนและมีขนขึ้นตามตัว

แม่ของเธอตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกคนแรก จึงพาเธอไปหาหมอ

“ทีมกุมารเวชต้องค้นคว้าหาข้อมูล เพราะพวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องที่ฉันกำลังเผชิญอยู่มาก่อน” แก็บบี้จากประเทศอังกฤษเล่าให้บีบีซีฟัง

“พวกเขาต้องติดต่อโรงพยาบาลอื่น ๆ ทั่วประเทศเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะรักษามันอย่างไร”

แก็บบี้ ซึ่งปัจจุบันอายุ 26 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะเข้าสู่การเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรจากส่วนกลาง หรือซีพีพี (Central Precocious Puberty – CPP) ซึ่งเป็นภาวะที่เด็กเริ่มเข้าสู่วัยแรกรุ่นก่อนอายุ 8 ขวบในเด็กหญิง หรือ 9 ขวบในเด็กชาย

การประเมินจำนวนผู้ที่มีภาวะดังกล่าวแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ

เด็กหญิงมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากภาวะนี้มากกว่า โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยใหม่ทั่วโลกตั้งแต่ 0.2-26 รายต่อเด็กหญิง 10,000 คน และ 0.02-0.9 รายต่อเด็กชาย 10,000 คน

ผู้ประสบภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยอันควร ไม่เพียงแต่จะได้รับความทุกข์ทรมานโดยทันทีทันใดเท่านั้น แต่ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด ไปจนถึงโรคหัวใจและหลอดเลืoดในอนาคตอีกด้วย

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue finding outได้รับความนิยมสูงสุด

Spoil of ได้รับความนิยมสูงสุด

“ฉันรู้สึกแปลกแยกมาก”

ที่มาของภาพ : Gabby

แก็บบี้กล่าวว่า เธอต้องการลบล้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาวะเป็นสาวก่อนวัย

แก็บบี้เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่อยังมีอายุน้อยมาก เธอจึงจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ช่วงเวลาที่เธอจำได้นั้นทั้งเจ็บปวดและแสนเศร้า

“ฉันจำได้ว่าตัวเองนอนขดตัวอยู่บนพื้นด้วยความเจ็บปวดอย่างมาก” เธอกล่าว

หลังเข้ารับการตรวจและส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเกือบ 1 ปี โดยการสแกนเอ็มอาร์ไอ (MRI) สมองของเธอไม่พบรอยโรคชัดเจนที่อาจเป็นสาเหตุ แก็บบี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรจากส่วนกลาง (CPP) และเริ่มทานยาต้านฮอร์โมนที่รู้จักกันในชื่อว่าโกนาโดโทรปิน รีลีสซิงฮอร์โมน อะโกนิสต์ (gonadotropin-releasing hormone agonists หรือ GnRH)

“ฉันรู้สึกแปลกแยกมาก เพราะฉันต้องเข้ารับการตรวจมากมาย และต้องฉีดยาทุก ๆ 3 สัปดาห์เพื่อหยุดยั้งฮอร์โมนของฉัน” เธอกล่าว

ที่มาของภาพ : Gabby

แก็บบี้ดูแก่กว่าเพื่อน ๆ ของเธอที่อยู่ในวัยเดียวกัน

การฉีด GnRH เป็นประจำจะช่วยชะลอการะบวนการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ทำให้เด็กสามารถเติบโตได้ในอัตราปกติตามอายุของพวกเขา จากนั้นจะหยุดยาเมื่ออายุระหว่าง 11-12 ปี และวัยรุ่นก็จะเริ่มต้นขึ้นตามปกติ

ถึงแม้ยาจะช่วยชะลอการเจริญเติบโตของแก็บบี้ได้ แต่เธอก็ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเป็นวัยแรกรุ่นมาแล้ว 1 ปี

“ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าตัวเองเป็นใครตอนมองตัวเองในกระจก เพราะฉันดูแก่กว่าความรู้สึกในใจ ฉันคิดว่ามันคือสาเหตุที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าต้องเป็นผู้ใหญ่มากกว่าที่ควรจะเป็นตอนที่ฉันอายุเท่านั้น” เธอกล่าว

อะไรคือสาเหตุของภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยอันควร ?

ภาวะนี้มี 2 ประเภท:

  • ภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรจากส่วนปลาย หรือพีพีพี (Peripheral precocious puberty – PPP) เกิดขึ้นเมื่อรังไข่และอัณฑะเริ่มปล่อยฮอร์โมนเพศก่อนวัยอันควร โดยไม่เกี่ยวข้องกับไฮโปทาลามัส (hypothalamus) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมฮอร์โมนในร่างกาย โดยทั่วไปแล้วภาวะนี้มีสาเหตุจากโรคหรือความผิดปกติพื้นฐานบางอย่าง เช่น เนื้องอกในรังไข่หรืออัณฑะ ความผิดปกติของต่อมหมวกไต หรือการสัมผัสกับแหล่งฮอร์โมนเพศจากภายนอก
  • ภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรจากส่วนกลาง หรือซีพีพี (Central precocious puberty – CPP) คือเมื่อร่างกายเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วเกินไป แต่กระบวนการจะดำเนินไปตามปกติเหมือนการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ทั่วไป ภาวะนี้เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด และโดยมากมักไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างชัดเจน

ผลการศึกษาปี 2020 ในเด็ก 8,596 คนที่เดนมาร์ก ระหว่างปี 1998-2017 พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วมีเด็กหญิง 9.2 คนต่อ 10,000 คน และเด็กชาย 0.9 คนต่อ 10,000 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรในแต่ละปี

พวกเขายังพบว่า อัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้น 3 เท่าในเด็กหญิง และเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเด็กชายในช่วง 20 ปีดังกล่าว

ในเกาหลี การวิเคราะห์ข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากระบบประกันสุขภาพแห่งชาติระหว่างปี 2008-2014 ประมาณการว่ามีเด็กหญิง 26.28 คนต่อ 10,000 คนที่มีภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรจากส่วนกลาง (CPP) เทียบกับเด็กชายเพียง 0.7 คนต่อ 10,000 คนที่มีภาวะนี้

นักวิจัยยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไมเด็กหญิงจึงได้รับผลกระทบมากกว่า แต่พวกเขากล่าวว่าอาจเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและชีวภาพผสมกัน นอกจากนี้ยังอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้นไปสู่การเข้าสู่วัยแรกรุ่นเร็วขึ้นในกลุ่มเด็กผู้หญิงในประชากรทั่วไป

จากผลการวิเคราะห์อภิมาน (meta-evaluation) ใน 44 กรณีศึกษาในปี 2025 พบว่าอายุเฉลี่ยที่เด็กผู้หญิงเริ่มมีการพัฒนาเต้านมลดลงประมาณ 3 เดือนในทุก ๆ ทศวรรษ ระหว่างปี 1977-2013

การศึกษาต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าเด็กผู้ชายอาจเริ่มเข้าสู่วัยแรกรุ่นเร็วขึ้นเช่นกัน ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะไม่มากเท่าก็ตาม

ดร.อนา ปินเญย์โร มาชาโด แคนตัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากมหาวิทยาลัยเซาเปาโล ประเทศบราซิล กล่าวว่าเธอเคยรักษาเด็กอายุเพียง 1 ขวบที่มีอาการนี้มาแล้ว

ในกรณีที่รุนแรงเช่นนี้ สาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ รอยโรคที่ไฮโปทาลามัส (hypothalamus) นอกจากนี้ยังพบว่าเนื้องอกในสมองสามารถกระตุ้นให้เกิดการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนวัยอันควรได้เช่นกัน

แคนตันและทีมวิจัยของเธอตั้งสมมติฐานว่า มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย รวมถึงอาหารและสิ่งแวดล้อม

“สัดส่วนที่สูงของโรคอ้วนในเด็กเป็นปัจจัยที่เราต้องตระหนักเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเด็กเป็นโรคอ้วน การเข้าสู่วัยรุ่นก็จะเร็วขึ้น” เธอกล่าว

นอกจากนี้ยังพบว่าเนื้อเยื่อไขมันจะเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศ รวมถึงเอสโตรเจน และฮอร์โมนที่เรียกว่าเลปติน (leptin) ซึ่งมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของโครงกระดูก นักวิจัยเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กบางคนเข้าสู่วัยรุ่นก่อนวัยอันควร

ที่มาของภาพ : Bruno Bernardi

ครอบครัวเบอร์นาร์ดีค้นพบว่าพวกเขามียีนกลายพันธุ์ซึ่งทำให้ลูกสาวของพวกเขามีแนวโน้มจะเป็นสาวก่อนวัยอันควร

พันธุกรรมก็มีบทบาทเช่นกัน ในปี 2013 งานวิจัยบุกเบิกที่มีศาสตราจารย์แอนนา คลอเดีย ลาโทรนิค จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นหัวหน้าทีม พบว่า การกลายพันธุ์ในยีนที่ชื่อว่าเอ็มเคอาร์เอ็น 3 (MKRN3) และยีนอื่น ๆ อาจเป็นสาเหตุของภาวะเป็นสาวก่อนวัยอันควร

ลารา อายุ 10 ปี และเบียทริซ อายุ 8 ปี สองพี่น้องต่างก็มียีนกลายพันธุ์นี้ ซึ่งเพิ่งค้นพบเมื่อลาราเริ่มแสดงอาการเต้านมโตขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย

“ฉันกลัวมากกับสถานการณ์นี้ เพราะเธออายุเพียง 5 ขวบ 10 เดือนเท่านั้น เธอยังเด็กเกินไปที่จะต้องเผชิญกับเรื่องนี้” เลอา เบอร์นาร์ดี แม่ของลารา กล่าว

จากการตรวจทางพันธุกรรม แคนตันและทีมของเธอสามารถระบุได้ว่าการกลายพันธุ์นี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากทางฝั่งพ่อ และเบียทริซ น้องสาวก็มีโอกาสเกือบแน่นอนว่าจะเกิดภาวะ CPP เช่นเดียวกัน

นั่นหมายความว่า เมื่อเธอเริ่มแสดงอาการพัฒนาการเมื่ออายุ 7 ขวบ การรักษาจึงสามารถเริ่มต้นได้ทันที

“ฉันรู้สึกกังวลมาก เพราะรู้สึกเหมือนเราสูญเสียช่วงวัยเด็กของพวกเธอไป” เลอา กล่าว

ความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง-โรคหัวใจและหลอดเลืoด

แคนตันเตือนว่าผลกระทบของภาวะเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรจากส่วนกลาง (CPP) ที่ไม่ได้รับการรักษา อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งต่อสภาพจิตใจและร่างกาย

“ลองนึกภาพเด็กผู้หญิงที่เริ่มมีพัฒนาการของเต้านมตั้งแต่อายุ 6 หรือ 7 ขวบดูสิ เธอจะแตกต่างจากเพื่อน ๆ และเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกันที่โรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก” เธอกล่าว

ในทางชีววิทยา เด็กที่เริ่มเข้าสู่วัยแรกรุ่นเร็วมีแนวโน้มที่จะมีส่วนสูงน้อย

“ฮอร์โมนเพศมีหน้าที่ในการเจริญเติบโตของโครงกระดูก ดังนั้นหากเข้าสู่วัยแรกรุ่นเร็วเกินไป การเจริญเติบโตของโครงกระดูกก็จะเร็วเกินไปและหยุดลงก่อนกำหนด” แคนตันอธิบาย

การศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ในกลุ่มประชากรยังพบความเชื่อมโยงระหว่างการเข้าสู่วัยแรกรุ่นก่อนวัยอันควรกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลืoด รวมถึงโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ทว่า แคนตันชี้ว่าความเสี่ยงเหล่านี้สามารถบรรเทาได้ด้วยการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ และการรักษาทางการแพทย์โดยเร็วที่สุด

“เราใช้การรักษาแบบที่เรามีในปัจจุบันมาประมาณ 3 หรือ 4 ทศวรรษแล้ว และมันได้ผลดีมาก” เธอกล่าวเสริม

ที่มาของภาพ : Bruno Bernardi

เบียทริซ (ซ้าย) และลารา (ขวา) จะยังคงทานยาต้านฮอร์โมนต่อไปจนกว่าจะอายุประมาณ 11 ปี

แม้จะมีความกังวลในตอนแรก แต่เลอา ผู้เป็นแม่ และบรูโน ผู้เป็นพ่อ ก็โล่งใจที่เห็นลูกสาวของพวกเขามีวัยเด็กที่ปกติมากขึ้น

“เมื่อลาราเริ่มเข้าสู่วัยแรกรุ่น เธอสงสัยว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้นกับเธอคนเดียว ทำไมเธอถึงแตกต่าง ทำไมเธอต้องกินยานี้” เลอากล่าว

พวกเขาหวังว่าการแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขาจะช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับพ่อแม่คนอื่น ๆ และกระตุ้นให้พวกเขาขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ

ส่วนแก็บบี้ยังมีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะพูดคุยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับภาวะนี้ และใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพื่อช่วยให้ผู้อื่นรู้สึกอับอายน้อยลงเกี่ยวกับภาวะนี้

“ฉันรู้สึกโกรธเล็กน้อยที่ข้อมูลที่ได้รับมีน้อยมาก แต่พอเห็นผู้คนมากมายติดต่อมาหาฉัน ฉันก็รู้ว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วในการบอกให้โลกรู้ว่าฉันผ่านเรื่องนี้มาได้”

รายงานเพิ่มเติมโดย พอลลา อดาโม อิโดเอตา