
.
ในช่วงฤดูฝนหรือช่วงรอยต่อของฤดูกาล เรามักพบข่าวเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom)” หรือปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี ซึ่งเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศทางน้ำ โดยเกิดจากการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำ โดยเฉพาะแพลงก์ตอนพืช จนเกิดการสะสมตัวเป็นกลุ่มหนาแน่นบริเวณผิวน้ำ ส่งผลให้น้ำเกิดการเปลี่ยนสีแตกต่างกันไปตามชนิดและองค์ประกอบของแพลงก์ตอน ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในแหล่งน้ำจืดและน้ำเค็ม
.
การเกิดแพลงก์ตอนบลูมมีปัจจัยสนับสนุนจากหลายองค์ประกอบของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะปริมาณสารอาหารในน้ำ เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอน รวมถึงอุณหภูมิ การไหลเวียนของกระแสน้ำ และสภาวะที่เอื้อต่อการสะสมตัว เมื่อปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นร่วมกัน แพลงก์ตอนบางชนิดจึงสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว
.
โดยทั่วไป แพลงก์ตอนบลูมมักพบได้ในช่วงต้นฤดูฝน เนื่องจากน้ำฝนสามารถชะล้างธาตุอาหารจากพื้นที่บนบกลงสู่แม่น้ำ ปากแม่น้ำ และบริเวณชายฝั่ง ส่งผลให้ปริมาณสารอาหารในระบบนิเวศทางน้ำเพิ่มขึ้น และเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางธรรมชาติ แต่หากเกิดขึ้นเป็นวงกว้างหรือมีความหนาแน่นสูง อาจส่งผลกระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลได้
.
เมื่อแพลงก์ตอนมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่น จะส่งผลให้แสงสามารถส่องผ่านลงสู่ชั้นน้ำด้านล่างได้น้อยลง ทำให้พืชน้ำและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลบางชนิดได้รับแสงไม่เพียงพอต่อกระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังสัตว์น้ำและระบบห่วงโซ่อาหารในทะเล นอกจากนี้ เมื่อแพลงก์ตอนจำนวนมากเสียชีวิตและเกิดกระบวนการย่อยสลาย จะส่งผลให้มีการใช้ออกซิเจนในน้ำมากขึ้น ทำให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำลดลง และอาจกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในทะเล
.
นอกจากผลกระทบต่อระบบนิเวศแล้ว ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมยังส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ทำให้น้ำทะเลขุ่น เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และอาจส่งผลต่อกิจกรรมบริเวณชายฝั่ง ทั้งด้านการท่องเที่ยว การประมง และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล
.
สำหรับสถานการณ์แพลงก์ตอนบลูมในทะเลไทย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม GISTDA ได้วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อใช้ตรวจจับขอบเขตและประเมินสถานการณ์การเกิดแพลงก์ตอนบลูม โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-2 ระบบ MSI ผ่านเทคนิคภาพสีผสมเท็จ (False Color Composite) แบนด์ R:5 G:3 B:2 ร่วมกับข้อมูลกระแสน้ำจากระบบเรดาร์ชายฝั่ง เพื่อประเมินพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบและแนวโน้มการเคลื่อนตัวของแพลงก์ตอนบลูม
.
ผลการวิเคราะห์พบว่า เกิดแพลงก์ตอนบลูมเป็นวงกว้างบริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ชายฝั่งจังหวัดสมุทรปราการ ไปจนถึงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี โดยตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มเคลื่อนตัวเข้าใกล้พื้นที่ชายฝั่งบริเวณจังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดสมุทรสาคร ก่อนจะค่อย ๆ ลดลง หากไม่มีปัจจัยแวดล้อมเพิ่มเติมที่ส่งเสริมการขยายตัว
.
เทคโนโลยีดาวเทียมและภูมิสารสนเทศจึงมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์แพลงก์ตอนบลูมในทะเล โดยอาศัยหลักการตรวจวัดระยะไกล (Far off Sensing) ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เช่น การสร้างภาพสีผสมเท็จ (False Color Composite) ด้วยการใช้ช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็น (Blue, Inexperienced) ร่วมกับช่วงคลื่น Red Edge ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแปลตีความข้อมูลและทำให้สามารถมองเห็นความแตกต่างของคลอโรฟิลล์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
.
ข้อมูลจากดาวเทียมสามารถนำมาใช้ตรวจจับขอบเขต วิเคราะห์การขยายตัว และติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแพลงก์ตอนบลูมได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานในพื้นที่ สำหรับการวางแผน ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังสถานการณ์ทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ภาพและข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
.
แพลงก์ตอนบลูม #NationalGeographicThailand
RSS) ที่มา : National Geographic Thailand's












