
ด้อมไทย – ด้อมจีน “จิ้น” ดาราซีรีส์วายต่างกันอย่างไร และจะร่วมกัน “จิ้น” อย่างสันติได้ไหม ?

ที่มาของภาพ : Getty Photos
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าว.
- Published
- เวลาอ่าน: 15 นาที
กลุ่มแฟนคลับชาวจีนเป็นที่กล่าวถึงในหน้าสื่อทั้งไทยและจีนอย่างครึกโครมในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มจากภาพการยื้อยุดระหว่างแฟนคลับชาวจีนรายหนึ่งกับเจ้าหน้าที่ในงานรวมพลที่เปิดโอกาสให้แฟนคลับได้พบปะนักแสดงซีรีส์วายของช่องจีเอ็มเอ็มทีวี (GMMTV) และตามมาด้วยเหตุแฟนคลับนักแสดงซีรีส์วายชาวจีนที่ตามติดศิลปินจนละเมิดกฎความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
เหตุการณ์จากแฟนคลับชาวจีนบางกลุ่มดังที่กล่าวมานี้นำมาสู่การตอบโต้กันไปมาระหว่างแฟนคลับไทยและแฟนคลับจีนบนพื้นที่โซเชียลมีเดีย ซึ่งแม้ความคิดเห็นจำนวนมากจะพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นรายกรณี แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่มองว่าแฟนคลับชาวจีนมักจะละเมิดกติกาหรือตามติดศิลปินจนเกินไป
เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดจากแฟนคลับชาวจีนดังกล่าว ศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาจากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มแฟนคลับของซีรีส์วายบอกกับ.ว่า การสนับสนุนนักแสดงซีรีส์วายไทยของชาวจีน มาพร้อมกับ “ความคาดหวัง” ในการเข้าถึงศิลปิน แต่เธอไม่เชื่อว่าการตามติดจนละเมิดกติกาจะสะท้อนภาพรวมของ “แม่จีน” ทั้งหมด
คำว่า “แม่” หรือ “มัมหมี” เป็นคำที่แฟนคลับอาจใช้เรียกตัวเองในบางครั้ง โดยสื่อถึงความเอ็นดูศิลปินเป็นเหมือนกับลูกของตัวเอง บางกรณียังมีคำเรียกกลุ่มแฟนคลับว่า “ด้อม” (fandom) อันสื่อถึงกลุ่มก้อนแฟนคลับของศิลปินคนใดคนหนึ่งขณะที่ ผศ.ดร.อีวา เชิร์ค-ยิน ลี จากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอนในสหราชอาณาจักร มองว่ากำแพงภาษาก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟนคลับจีนบางคนไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติ และละเมิดกฎโดยไม่ได้ตั้งใจได้ แต่เธอก็บอกเช่นกันว่าการเคารพพื้นที่ส่วนตัวของศิลปินควรเป็นธรรมเนียมพื้นฐานสากลของแฟนคลับทุกคนไม่ว่าจะมาจากชาติใดก็ตาม
ท่าทีที่อาจจะดู “พยายามจะเข้าถึงตัวศิลปินมากกว่า” มาจากปัจจัยใด จุดไหนจึงจะพอดีสำหรับทุกฝ่าย และแฟนคลับที่มาจากต่างชาติ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรม จะร่วมกัน “จิ้น” กันศิลปินอย่างสันติได้อย่างไร คำว่า “จิ้น” มาจากคำว่า imagine หมายถึงการที่แฟนคลับจินตนาการว่าศิลปินคู่ที่ตนเองชื่นชอบ มีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อ
“การลงทุนทางอารมณ์”
ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราอาจต้องทำความเข้าใจบริบทของการ “จิ้น” นักแสดงซีรีส์วายที่แตกต่างกันระหว่างแฟนคลับชาวไทยและแฟนคลับชาวจีน ซึ่งบริบทหนึ่งที่แตกต่างกันมากคือ การปิดกั้นจากรัฐบาล
ศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เคยศึกษาวิจัยเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของแฟนคลับชาวจีนที่ติดตามซีรีส์วายประเภท Boys' Look after ของไทย อธิบายกับ.ว่า การกำกับของรัฐบาลจีนที่ปิดกั้นการแสดงความรักของบุคคลที่รักเพศเดียวกันในสื่อต่าง ๆ ทำให้ซีรีส์วายไทยไม่สามารถฉายได้อย่างถูกต้องในจีน
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดClose of ได้รับความนิยมสูงสุด
ศ.ดร.อัมพร บอกว่าแฟนคลับจะใช้วิธีการติดตามผ่านกลุ่มแปลซับไตเติ้ลต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือนหรือวีพีเอ็น (VPN) ในการเข้าไปดูซีรีส์ผ่านเว็บไซต์เหล่านั้น และเว็บไซต์ก็มีโอกาสถูกปิดโดยรัฐบาลจีนได้ตลอดเวลา
“ซีรีส์วายของจีนถูกผลิตออกมาอย่างไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้ แล้วก็ต้องผลิตออกมาในทำนองที่เรียกว่า โบรมานซ์ (Bromance หรือประเภทละครที่แสดงถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อนชาย) ก็คือความรักระหว่างพี่น้อง แล้วสัญลักษณ์ต่าง ๆ มันจะต้องอ้อมมาก ๆ เลย เช่นแบบว่าหยิบเสื้อมาแนบอก อะไรแค่นั้นเอง ซึ่งเป็นการบอกว่ามีความรู้สึกต่อกันแค่นั้น” ศ.ดร.อัมพร กล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างซีรีส์วายของไทยและจีน
“ของวายไทยนี่คือไปถึงไหนต่อไหน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนคลับชาวจีนหันมาเสพซีรีส์วายไทย เพราะว่าชอบในความที่เราสามารถที่จะเปิดเผยในอารมณ์ความรู้สึกได้มาก”
เธอมองการที่ตัวละครในซีรีส์วายไทยสามารถแสดงความรักต่อกันได้อย่างเปิดเผยมีส่วนช่วยส่งเสริมความนิยมในจีน นอกจากนี้นักแสดงและผู้ผลิตซีรีส์วายไทยยังเปิดโอกาสให้มีการ “จิ้นนอกจอ” ได้ ต่างจากนักแสดงซีรีส์จีนที่หากแฟนคลับไป “จิ้น” หลังละครจบ อาจส่งผลกระทบต่อตัวแพลตฟอร์มที่อาจถูกแบน และส่งผลต่อตัวนักแสดงที่อาจถูกห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมคู่กันอีก บริบทเช่นนี้ทำให้ชาวจีนที่ติดตามซีรีส์วายไทยมีความรู้สึกว่าได้ “ปลดปล่อยจากข้อจำกัดในประเทศของตัวเอง”
ศาสตราจารย์จาก ม.เชียงใหม่ ผู้ซึ่งศึกษาวิจัยเรื่องนี้เมื่อสองปีก่อน มองว่าภาพจำของนักแสดงในซีรีส์วายไทยที่ดูจะพร้อมให้ “แฟนเซอร์วิส” หมายถึงการที่ศิลปินคู่หนึ่งอาจแสดงออกถึงความใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพื่อตอบสนองความคาดหวังของแฟน ๆ และเข้าถึงง่ายมากกว่า เมื่อเทียบกับนักแสดงเกาหลีหรือจีน ทำให้แฟนคลับจีนส่วนหนึ่งมองว่าการเป็นแฟนคลับนักแสดงซีรีส์วายไทยคือ “การลงทุนทางอารมณ์” ที่เมื่อจ่ายเงินไปแล้วก็คาดหวังว่าจะต้องได้เข้าถึงศิลปิน
“ถ้าเปรียบเทียบกับนักแสดงของที่อื่น หรือว่าเค-ป็อป นักแสดงซีรีส์วายไทยพร้อมที่จะให้แฟนเซอร์วิสกับแฟนคลับได้อย่างมากเลย แล้วก็มีกิจกรรมคู่กันอย่างมาก แล้วก็เข้าถึงได้ง่าย” นักวิชาการจาก ม.เชียงใหม่ กล่าว “แฟนคลับชาวจีนจะบอกว่า จ่ายเงินแค่อาจจะ 7,000-8,000 สามารถไปถ่ายรูปคู่หลังการแสดงจบได้ สามารถได้นั่งแถวหน้า สามารถที่จะไฮไฟว์อะไรต่าง ๆ คือทำได้ทุกอย่าง”
“ถ้า แฟนคลับ ต้องการที่จะเข้าหานักแสดงชาวจีน หรือนักแสดงเกาหลี อาจจะต้อง จ่ายเงินเป็นล้าน หรือว่าจ่ายเงินเป็นแสน เทียบกันแล้วมันก็เลยทำให้การมาเป็นแฟนคลับ นักแสดง ชาวไทย มันเป็นการลงทุนทางอารมณ์และการเงินที่เขาคาดหวังต่อสิทธิ์ในการเข้าถึงศิลปินสูงตามไปด้วย”

ที่มาของภาพ : Getty Photos
ขณะที่ ผศ.ดร.อีวา เชิร์ค-ยิน ลี จากภาควิชาวัฒนธรรม สื่อ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน มองว่าความแตกต่างระหว่างแฟนคลับไทย-จีน เป็นความแตกต่างเชิงบริบทมากกว่าที่จะเป็นความแตกต่างเฉพาะบุคคล
เธอมองว่าพฤติกรรมการเข้าร่วมแฟนอีเวนต์ของแฟนคลับ “ต่างชาติ” ที่อาจมีลักษณะของการพยายามเข้าถึงตัวศิลปินมากกว่า อาจมาจากบริบทที่พวกเขาอาจรู้สึกว่านี่คือโอกาสอันน้อยนิดที่จะได้ใกล้ชิดศิลปินที่ชื่นชอบ แตกต่างจากแฟนคลับชาวไทยที่สามารถมาติดตามศิลปินได้บ่อยกว่า
“แฟนคลับที่มาจากสังคมที่สื่อสารภาษาจีนไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนเดียวที่มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด” ผศ.ดร.อีวา กล่าว
นักวิชาการด้านสื่อจากคิงส์คอลเลจลอนดอนเน้นย้ำว่าแฟนคลับที่คนไทยอาจจะเห็นว่าพูดภาษาจีน อาจมีทั้งที่มาจากจีน ฮ่องกง ไต้หวัน ไปจนถึงมาเลเซียก็ได้ ซึ่งแต่ละที่ก็มีบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะสรุปรวมว่าแฟนคลับที่พูดภาษาจีนจะมีลักษณะแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ และในบรรดากลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีโอกาสในการเข้าร่วมแฟนอีเวนต์ในต่างประเทศที่ไม่เท่ากันด้วย ด้วยปัจจัยในเชิงระบบ ทั้งการขอวีซ่า และความสามารถทางการเงินในการเดินทางมาติดตามศิลปินที่ชื่นชอบ
“สำหรับแฟน ๆ ที่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ หลายครั้งต้องใช้จ่ายเงินไปจำนวนมากเพื่อแลกกับสิ่งที่อาจเป็นโอกาสครั้งเดียวที่ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เห็นศิลปิน และโอกาสที่น้อยนิดนั้นก็อาจส่งผลให้การเข้าร่วมงานของพวกเขามีลักษณะที่พยายามจะเข้าถึงตัวศิลปินมากกว่า” ผศ.ดร.อีวา กล่าว
“กำแพงภาษา และความไม่คุ้นเคยกับระบบการจอง และการจัดการไฟลต์บิน ยังทำให้แฟนคลับต่างชาติบางคนต้องพึ่งพาเอเยนต์หรือคนกลางในการจัดหาตั๋วและจัดสรรการเดินทาง ซึ่งอาจทำให้มีความคาดหวังที่แตกต่าง กับแฟนคลับไทย ในเรื่องการเข้าถึงศิลปินเมื่อพวกเขาเดินทางมาถึง”
นอกจากนี้ประเด็นเรื่องฟองสบู่ข้อมูล (records bubble) ที่เกิดขึ้นจากการที่แฟนคลับจากต่างวัฒนธรรมใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่แตกต่างกัน ก็ส่งผลด้วยเช่นกัน โดย ผศ.ดร.อีวา มองว่ามันอาจทำให้กลุ่มแฟนคลับมีความเข้าใจเกี่ยวกับ “ธรรมเนียมปฏิบัติของแฟนคลับที่เหมาะสม” หรือ “บรรทัดฐานทางสังคม” ที่แตกต่างกันไปด้วย
“ฉันคิดว่าสำหรับแฟนคลับบางคน พวกเขาอาจจะไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติ มันมีกฎบางอย่างสำหรับการรวมตัวกันที่ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ ซึ่งบางทีมันอาจเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับแฟน ๆ ชาวไทย เช่น คุณต้องต่อคิวนะ หรือคุณไม่ควรไปแตะตัวศิลปิน”
อย่างไรก็ดี เธอเน้นย้ำว่าการเคารพพื้นที่ส่วนตัวของศิลปินควรเป็นธรรมเนียมพื้นฐานสากลของแฟนคลับทุกคนไม่ว่าจะมาจากชาติใดก็ตาม โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่มีแฟนคลับชาวจีนตามติดนักแสดงซีรีส์วายของจีนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จนถูกปฏิเสธการเดินทางเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย
ข้าม X โพสต์ , 1ยินยอมรับเนื้อหาจาก Xบทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก “ยินยอมและไปต่อ”
สิ้นสุด X โพสต์, 1
จากแถลงการณ์ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบุถึงเหตุการณ์นี้ว่า กลุ่มแฟนคลับของศิลปินชาวจีนได้เข้าไปในห้องรับรองผู้โดยสารที่ไม่มีสิทธิ์เข้าใช้บริการ และไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจบัตรโดยสาร โดยพยายามจะขึ้นเครื่องบินพร้อมกับศิลปินจนเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปิดประตูเครื่องบินเป็นการชั่วคราวและผลักดันกลุ่มแฟนคลับกลับเข้าไปรอภายในห้องพักรอผู้โดยสาร และได้ปฏิเสธการเดินทางของกลุ่มแฟนคลับรวม 22 คน เนื่องจากเกรงว่าอาจไปก่อความวุ่นวายภายในเครื่องบิน
“ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องสากลซึ่งไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะแฟนด้อมกลุ่มใด ๆ การเคารพพื้นที่ส่วนตัวและขอบเขตของศิลปินควรเป็นสิ่งที่แฟนคลับหลากหลายชาติปฏิบัติเช่นเดียวกันไม่ว่าพวกเขาจะเดินทางมาจากที่ไหนก็ตาม รวมไปถึงแฟนคลับในประเทศด้วย มันไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติเลย มันคือธรรมเนียมพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันซึ่งทุก ๆ แฟนด้อมในทุก ๆ ที่ต้องพยายามเรียนรู้กันใหม่เรื่อย ๆ เมื่ออุตสาหกรรมนี้มีความเป็นสากลขึ้น” ผศ.ดร.อีวา กล่าวกับ.
หากย้อนดูมุมมองของแฟนคลับไทยที่มีต่อแฟนคลับจีนในสื่อสังคมออนไลน์หลังจากเกิดดราม่าในกรณีต่าง ๆ ทั้งเหตุการณ์ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และภาพการยื้อยุดระหว่างแฟนคลับชาวจีนรายหนึ่งกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานให้กับ GMMTV ใน “งานมหกรรมนิยายนานาชาติ 2026” แม้ส่วนใหญ่จะแสดงความคิดเห็นโดยแยกเป็นกรณี ๆ ไป แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่มองแบบเหมารวมว่าแฟนคลับจีนคือกลุ่มที่มักจะก่อปัญหา
“ทำไมติ่งประเทศอื่นเขาไม่เคยมีปัญหาหรือสร้างความเดือดร้อน… ทุกประเทศเขาทำตามกฏระเบียบ ไม่เคยเกิดความวุ่นวาย มีมารยาท เป็นระเบียบ มีแต่คนจีนที่สร้างปัญหาตลอดเวลา” ความคิดเห็นหนึ่งจากบัญชีเอ็กซ์ (X) ที่ใช้ชื่อว่า @LaththiSup57725 กล่าว
รายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ของช่อง 3 ระบุถึงเหตุการณ์ในงานมหกรรมนิยายนานาชาติเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ว่า เกิดจากการที่มีแฟนคลับหญิงชาวจีนคนหนึ่งฝ่าฝืนกฎในการจองพื้นที่ ก่อนมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ และเกิดเหตุชุลมุนระหว่างการควบคุมตัว ซึ่งผู้ใช้โซเชียลมีเดียของจีนวิจารณ์เจ้าหน้าที่ไทยว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ขณะที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียของไทยเปิดคลิปวิดีโออีกมุมโต้แย้งว่าหญิงชาวจีนคนนี้เป็นฝ่ายเริ่มถีบเจ้าหน้าที่ของงานก่อน
เหตุการณ์บานปลายเมื่อ GMMTV ออกแถลงการณ์ระบุว่าได้ระงับการว่าจ้างเจ้าหน้าที่ที่ใช้กำลังเกินควร และสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่แฟนคลับชาวไทยจุดกระแส แบนGMMTV โดยเรียกร้องให้บริษัทปกป้องเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมากกว่านี้ ก่อนที่กระแสจะซาลงเมื่อ GMMTV ออกแถลงการณ์ฉบับที่สองซึ่งระบุว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยุติข้อพิพาทระหว่างกันแล้ว และบริษัทได้กลับมามอบหมายงานให้กับเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวตามเดิม
ข้าม X โพสต์ , 2ยินยอมรับเนื้อหาจาก Xบทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก “ยินยอมและไปต่อ”
สิ้นสุด X โพสต์, 2
ผศ.ดร.อีวา บอกว่าในสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ก็มีชาวจีนที่ตำหนิผู้ที่ฝ่าฝืนกฎ และพยายามหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เช่นกัน เพียงแต่ความคิดเห็นในทำนองนี้มักไม่ค่อยถูกผลักดันในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
เธอบอกว่าความคิดเห็นของแฟนคลับที่ใช้ภาษาจีนบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเธอหมายรวมถึงชาวไต้หวัน และฮ่องกงด้วยนั้น โดยทั่วไปก็มองว่าแฟนคลับชาวไทยมีความเป็นมิตร ตราบใดที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของงาน แต่ก็มีบางส่วนที่สะท้อนถึงอุปสรรคด้านการสื่อสารทำให้รู้สึกเหมือนถูกตั้งกำแพงด้วยเช่นกัน
“มีแฟนจีนอีกส่วนที่ทำตามกฎ บางครั้งพวกเขาก็รู้สึกว่า ‘โอ้พระเจ้า มีบางคนแหกกฎล่ะ แล้วมันก็ทำให้ทั้งกลุ่มถูกเหมารวมกันไปหมด'” เธอบอก “มันไม่ใช่ว่าแฟนคลับจีนทุกคนจะเป็นแบบนี้ ไม่ใช่แฟน ๆ จีน ทุกคนจะแหกกฎ แต่มันกลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้ามากเมื่อมีบางคนฝ่าฝีนกฎ และกลายเป็นว่ามันส่งผลเสียต่อเจ้าหน้าที่ที่จัดงาน และส่งผลเสียต่อแฟนคลับโดยรวมด้วย”
บทบาทของแฟนคลับจีน
การศึกษาเมื่อสองปีก่อนของ ศ.ดร.อัมพร พบว่า แฟนคลับจากจีนคือกลุ่มแฟนคลับซีรีส์บอยส์เลิฟ (Boys' Look after) ไทยในต่างแดนที่มีจำนวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับแฟนคลับจากประเทศอื่น ๆ
แต่ด้วยการปิดกั้นในจีนที่ทำให้ผู้ผลิตซีรีส์วายไทยไม่สามารถขายลิขสิทธิ์ให้นำไปฉายได้อย่างถูกต้องในจีน รายได้หลักที่ผู้ผลิตจะได้จากแฟนคลับชาวจีน จึงมาจากสิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐกิจแฟนคลับ” หรือ “Fan economy” ผ่านการออกสินค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปินหรือซีรีส์ และการจัดงานแฟนมีตติ้งต่าง ๆ
ศ.ดร.อัมพร บอกว่า แฟนคลับชาวจีนส่วนหนึ่งก็บินตามมาร่วมงานเหล่านี้ที่ไทยด้วย เพราะสามารถจัดงานได้ในรูปแบบที่เปิดเผยว่านี่คืองานแฟนมีตติ้งนักแสดงซีรีส์วาย แตกต่างจากในจีนที่อาจต้องเลี่ยงไปใช้คำว่าคอนเสิร์ต หรือต้องทำการโปรโมตแบบเลี่ยง ๆ นอกจากนี้การมาไทยยังถือว่าได้มาเที่ยวด้วย นับว่าเป็น “แพ็กเกจที่คุ้มค่า”
จากงานวิจัยของ ศ.ดร.อัมพร ได้อ้างอิงข้อมูลรายได้ของ GMMTV ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตซีรีส์วายที่ใหญ่ที่สุดของไทย พบว่าในปี 2559 ที่บริษัทเริ่มผลิตซีรีส์วายเรื่อง “พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง” (SOTUS the Series) บริษัทมีกำไรสุทธิ 23.Ninety nine ล้านบาท แต่เมื่อเริ่มเน้นผลิตซีรีส์วายอย่างจริงจังและมีการผลิตสินค้าต่าง ๆ ออกมาขายแฟน ๆ ในปี 2564 พบว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 185 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 700% ในช่วงเวลาเพียง 5 ปี
ศ.ดร.อัมพร มองว่าแฟนคลับจากจีนมีส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มตัวเลขนี้
“แฟนคลับชาวจีนถือว่าเป็นตัวผลักดันให้ GMMTV หันมาเล่นเรื่องซีรีส์วายอย่างมาก” เธอกล่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจากที่เธอเคยสัมภาษณ์ผู้บริหาร GMMTV เพื่อนำมาประกอบงานวิจัย ซึ่งบอกกับเธอว่าบริษัทหันมาผลิตซีรีส์วายมากขึ้น หลังจากเห็นโอกาสทางการตลาดจากแฟนคลับต่างชาติ
“ในตอนเริ่มต้น GMMTV อาจจะมีแผนการผลิต Strategic Conception (แผนยุทธศาสตร์) อาจจะมีแบบซีรีส์วายเพียง 2 เรื่องต่อปี แต่ว่าการที่มันมีแฟนคลับที่มันเพิ่มขึ้นมากนอกประเทศ GMM TV ก็น่าจะเริ่มมองเห็นว่า ตลาดซีรีส์วายไทยมันน่าจะเติบโตสูงกว่าตลาดซีรีส์วัยรุ่นหญิงชายโดยแท้เลย GMM TV ก็ปรับแผนมาโดยตลอด” เธอบอก
“แล้ว GMM TV เองก็เดินทางไปดูด้วยตัวเอง ไปเห็นว่าเราก็สามารถที่จะเทียบเท่าได้กับเค-ป็อปของเกาหลีได้เลย เพราะฉะนั้น GMM TV ก็เปลี่ยนกลยุทธ์ เริ่มหันมาเน้นซีรีส์วายเป็นหลัก แล้วสินค้าที่ผ่านมา ที่ผลิตขึ้นมา ดิฉันเข้าใจว่าเป็น ‘แม่จีน' ซื้อมากที่สุดเลย” ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว

ที่มาของภาพ : Amporn Jirattikorn/ handout
ด้าน ผศ.ดร.อีวา จากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน เห็นพ้องกันว่า เมื่อพิจารณาจากจำนวนแฟน ๆ และรายได้จากต่างประเทศที่เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมซีรีส์วาย แฟนคลับจากจีนนับว่ามีสัดส่วนที่สำคัญที่สนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ผ่านการซื้อสินค้า เข้าร่วมกิจกรรม และช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจีนและแพลตฟอร์มต่างประเทศอื่น ๆ
“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำด้วยใจเท่านั้น แรงงานแฟนคลับชาวจีนที่มาในรูปแบบของการแปลภาษา สร้างคอนเทนต์เพื่อแฟน ๆ และประชาสัมพันธ์ข้ามแพลตฟอร์ม เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ซีรีส์วายของไทยเข้าถึงผู้ชมในภูมิภาคที่กว้างขึ้น” ผศ.ดร.อีวา กล่าว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอนที่ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมแฟนคลับซีรีส์วายไทย มองว่าความเข้าใจอันดีระหว่างแฟนคลับชาวไทยและ “อินเตอร์แฟน” คือสิ่งที่ “จำเป็น” ต่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมซีรีส์วายไทย เพราะแฟนคลับทั้งสองกลุ่มต่างก็มีบทบาทในการส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้กันคนละส่วน
“แฟนคลับชาวไทย สิ่งที่พวกเขาให้ เช่น ในงานภายในประเทศต่าง ๆ พวกเขาให้การตอบสนองทางอารมณ์ที่ตรงไปตรงมาที่สุดใช่ไหม ส่วนแฟนคลับต่างชาติพวกเขาก็มีส่วนในการแปลภาษา ปั่นเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย มีส่วนในงานแฟนมีตที่ต่างประเทศ และซื้อสินค้าต่าง ๆ” เธอยกตัวอย่าง
“ฉันไม่ได้บอกว่าแฟนคลับกลุ่มไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน แต่แฟนคลับทุก ๆ กลุ่มมีความสำคัญในแง่ที่ว่า พวกเขาช่วยกันหล่อเลี้ยงระบบนิเวศนี้” ผศ.ดร.อีวา กล่าว

ที่มาของภาพ : Wasawat Lukharang/ BBC Thai
สิ่งที่แลกมากับการสร้าง “เศรษฐกิจแฟนคลับ”
ศ.ดร.อัมพร มองว่า ด้วย “เศรษฐกิจแฟนคลับ” และวัฒนธรรมการ “จิ้นนอกจอ” ที่ผู้ผลิตซีรีส์วายไทยค้นหาช่องว่างของอุตสาหกรรมนี้จนเจอ ในแง่หนึ่งทำให้ซีรีส์วายเติบโตเป็นกระแสหลักและได้รับความนิยมในหลายประเทศ แต่ในอีกแง่ก็ทำให้ศิลปินสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปด้วยเช่นกัน
“เท่าที่ดิฉันได้ฟังมาจากอาจารย์ท่านอื่นที่ทำเรื่องของอุตสาหกรรม แล้วก็เรื่องของศิลปินซีรีส์วายศิลปินเองก็รู้สึกอึดอัดกับเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งดิฉันเองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะหาทางคุ้มครองสวัสดิภาพ คุ้มครองสิทธิของศิลปินตรงนี้ได้มากน้อยขนาดไหน” เธอกล่าว
“อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ว่า คือสมมติว่า นักแสดงซีรีส์ BL จะไปเที่ยวกับแฟนที่เป็นผู้หญิงเลย ก็จะต้องระมัดระวังไม่ให้ภาพของตัวเองกับแฟนตัวเองที่เป็นผู้หญิงหลุดออกไป เพราะว่ามันจะทำให้ ‘แม่จีน' เลิกสนับสนุนอะไรอย่างนี้ค่ะ ดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นพื้นที่ของศิลปินที่อุตสาหกรรมก็อาจจะยังละเลยอยู่เช่นกัน” ศ.ดร.อัมพร กล่าว
แฟนคลับไทย-จีน จะร่วม “จิ้น” อย่างสันติได้ไหม
อาจารย์ต่อสกุล ถิระพัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจ้นท์และสื่อดิจิทัลสร้างสรรค์ คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มองว่ากรณีดราม่าจากงานมหกรรมนิยาย อาจไม่บานปลายจนเป็นกระแสเท่าที่เกิดขึ้น หากเป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างกลุ่มแฟนคลับแล้วจบไปโดยที่ไม่มีบุคคลภายนอกกระโดดเข้ามาร่วมวง
“ผมมองเป็นสองส่วน การที่เหตุนี้มันเกิด ผมก็มองเรื่องอาจจะมีเรื่องการจัดการ ของผู้จัดงาน ด้วย อันที่สองก็คือ วัฒนธรรมที่จริง ๆ ถ้าคุยกันจริง ๆ อาจจะเป็นเพราะสื่อสารไม่เข้าใจก็อาจจะได้ ระหว่างแฟนคลับจีนกับผู้ดูแล” อาจารย์ผู้สอนรายวิชาเกี่ยวกับการบริหารจัดการแฟนคลับวิเคราะห์
“มันจะดูเป็นเหตุการณ์ทั่วไป ถ้าไม่มีสถานทูตจีนลง เหมือนไปจุดเชื้อเพิ่มขึ้นมา เพราะอย่างนี้มันเลยกลายเป็นเหตุการณ์ที่ดูใหญ่”
เขามองว่าการจัดการของ GMMTV ต่อกรณีนี้ เป็นการทำตามระบบมาตรฐานและเห็นความพยายามในการแก้ไขปัญหา จากการออกแถลงการณ์ทั้งสองฉบับ ซึ่งฉบับที่สองมีการระบุรายละเอียดการพูดคุยกับคู่กรณี
“มันเป็นความยากอยู่แล้วในการบริหารจัดการแฟน คลับ… มันมีความคาดหวังสูง ทำผิดไป แฟนก็จะสะท้อนกลับสูงเช่นเดียวกัน” เขากล่าว “อาจจะข้อมูลกันไม่ครบกันด้วย มันก็จะเห็นว่า ฝั่งจีนก็บอกว่าทำไมลงโทษน้อยไป ฝั่งไทยก็บอกว่าลงโทษทำไม… ความรู้สึกของฝั่งไทยจะเหมือนรู้สึกว่า ไปโบ้ยว่าพนักงานไม่ได้เป็นพนักงานบริษัท เป็นพนักงานที่จ้างจากข้างนอก อะไรประมาณนี้ครับ เขาก็เลยจัดการได้ลำบากนิดนึง” อ.ต่อสกุล กล่าว
นักวิชาการผู้นี้แนะนำว่า ในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยแฟนคลับหลายชาติ หลายภาษา และหลายวัฒนธรรมเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่จะทำให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นและป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างแฟน ๆ คือ “การสื่อสารที่ชัดเจน” ที่เจ้าหน้าที่ทุกระดับทั้งจากภายในและภายนอกต้องเข้าใจกฎกติกาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทเอง หรือพนักงานที่จ้างจากภายนอก (outsource) อีกทั้งต้องมีเจ้าหน้าที่ที่พูดได้หลายภาษา และต้องทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลความปลอดภัยในงานให้ชัดเจนว่า หากมีแฟนคลับฝ่าฝืนกฎระเบียบขั้นไหน มาตรการจัดการในแต่ละขั้นจะเป็นอย่างไร
เขาเสริมว่าหากเป็นไปได้ ผู้จัดงานควรประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อยสักหนึ่งนายเข้ามาสังเกตการณ์ หรือบอกกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ไว้ล่วงหน้าว่าจะมีการจัดงานไว้ด้วย เพื่อให้เห็นถึงการควบคุมที่ชัดเจนและเข้มข้น และเผื่อไว้ในกรณีที่อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
อ.ต่อสกุลเชื่อว่า หากผู้จัดงานมีการบริหารจัดการที่ดี แฟนคลับจีน – ไทย ก็น่าจะร่วมกันชื่นชมศิลปินอย่างสันติได้
“คำตอบมันมี ถ้าจัดการดี ก็ไม่ตีกันแล้ว แล้วถ้าเราสังเกตจริง ๆ แม้กระทั่งสุดท้าย แฟนคลับจีน ตัวต้นเรื่องที่เขาพูด เขาก็จะไม่เบลมดารา ศิลปินที่เขาชอบเลยนะ” อาจารย์จากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์กล่าว

ที่มาของภาพ : Getty Photos
ความเห็นที่ว่าควรมีการสื่อสารภาษาจีนที่ชัดเจนในงานที่มีแฟนคลับมาติดตามนักแสดงซีรีส์วาย ยังสอดคล้องกับ ศ.ดร.อัมพร จาก ม.เชียงใหม่ ที่มองว่า “การจัดทำคู่มือทั้งภาษาจีน อังกฤษ ไทย” แม้ “อาจจะมองว่าเป็นการแคร์แฟนคลับชาวจีนมากเกินไป” แต่ก็ “เป็นอะไรที่ลงทุนได้ไม่เสียหลาย”
เธอมองว่าหากมีการใช้กฎที่เป็นสากลเท่าเทียม และมีการสื่อสารกฎนั้นให้แฟนคลับจีนเข้าใจ แฟนคลับจีนส่วนใหญ่ก็น่าจะปฏิบัติตามกฎ
“แฟนคลับในจีน บางทีมีแฟนคลับที่เป็นแฟนคลับเดี่ยว แฟนคลับคู่ แล้วการไปล่วงละเมิดกันมัน เคย ส่งผลกระทบต่อศิลปิน จนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มในจีนเองก็ออกกฎเหล่านี้ ทำให้มี Plot's & Don'ts (รายการสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ)… อันนี้ดิฉันเข้าใจว่าแฟนคลับชาวจีนจำนวนมากเลย ก็เข้าใจเรื่องนี้” เธอกล่าว
“การที่ใช้เงินลงทุนแล้วคาดหวังที่จะศิลปินจะตอบสนอง หรือว่าให้แฟนเซอร์วิส อันนี้น่าจะมาจากบริบททางสังคมของเขา น่าจะเป็นทั่วไป แต่ว่าพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ไปแซงคิว อันนี้ดิฉันไม่คิดว่ามันเป็นพฤติกรรมของแฟนคลับชาวจีนโดยทั่วไป”
ด้าน ผศ.ดร.อีวา บอกว่าเธอเองเคยเข้าร่วมแฟนอีเวนต์ในไทยด้วยตัวเองมาแล้ว และได้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ในงานซึ่งจัดโดย GMMTV มีความพยายามมากแค่ไหนที่จะสื่อสารกับแฟนคลับในงาน ภายใต้สภาวะที่ค่อนข้างกดดันและเวลาที่จำกัด
เธอมองว่าข้อกังวลของแฟนคลับชาวไทยภายหลังเหตุการณ์ที่งานมหกรรมนิยายเกี่ยวกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และนักแสดง คือข้อกังวลที่สมเหตุสมผลและแฟนคลับต่างก็รู้สึกร่วมกัน ดังนั้น โจทย์สำคัญคือการทำอย่างไรให้ทุกคนปลอดภัย ทั้งศิลปิน เจ้าหน้าที่ และแฟนคลับ ซึ่งการวางโครงสร้างของงานและการสื่อสารก็มีความสำคัญ
“ภารกิจสำหรับอุตสาหกรรมนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎเกณฑ์และโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสื่อสารด้วย เช่น การบรีฟระบบการจัดการต่าง ๆ กับเจ้าหน้าที่ในงานให้ชัดเจนขึ้น และการสนับสนุนด้านการสื่อสารความคาดหวังกับแฟน ๆ ณ ช่วงเวลานั้นที่มากพอ แทนที่จะปล่อยให้แฟนคลับและเจ้าหน้าที่บริหารจัดการความขาดแคลน โอกาสในการใกล้ชิดศิลปิน และความตึงเครียดระหว่างแฟนคลับกันเองที่หน้างาน” ผศ.ดร.อีวา ระบุ
เธอยกตัวอย่างการจัดการของ GMMTV ภายหลังเหตุการณ์ที่งานมหกรรมนิยาย ตามที่เธอติดตามจากการบอกเล่าของแฟน ๆ ในเอ็กซ์ (X) ซึ่งมีการนำระบบการเข้าคิวแบบใหม่มาใช้ เช่น การจับสลาก หรือลงทะเบียน ซึ่งแฟนคลับต่างชาติอาจมองว่าเป็นระบบที่มีความโปร่งใสขึ้น แต่สำหรับแฟนคลับชาวไทยก็อาจมองเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นชินได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือผู้จัดงานต้องหา “จุดสมดุล” ให้เจอ
“มันสำคัญมากที่ต้องทำให้มั่นใจว่า แฟน ๆ ชาวไทยไม่รู้สึกว่าพวกเขาถูกจำกัดพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกัน แฟนคลับต่างชาติก็อยากรู้สึกได้ว่า มีการสื่อสารที่ชัดเจน ทุกอย่างยุติธรรม ดังนั้น มันจึงสำคัญจริง ๆ สำหรับอุตสาหกรรมนี้ที่ต้องทบทวนว่าจะสร้างสมดุลและบริหารจัดการพื้นที่นี้อย่างไร”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร เน้นย้ำว่าสำหรับเธอแล้ว “ความเคารพซึ่งกันและกัน” คือสิ่งสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างกลุ่มแฟนคลับหลากหลายวัฒนธรรม
“สำหรับแฟนคลับชาวไทยและวงการบันเทิงไทย ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเคารพ ขอบเขตที่เหมาะสม และความเชื่อใจกันนั้น เป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์มาก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความใกล้ชิดและความผูกพันระหว่างแฟน ๆ กับศิลปิน” ผศ.ดร.อีวา กล่าว
“ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน แฟนคลับ ทีมงาน หรือคนในอุตสาหกรรม ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่ทุกคนต่างร่วมกันทะนุถนอมและให้คุณค่า ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องตระหนักว่าการละเมิดกฎกติกา หรือการทำลายความไว้วางใจ คือการกระทำที่เสี่ยงจะทำลายพื้นที่อันล้ำค่าแห่งนี้ของทุกคนที่ให้คุณค่ากับมัน” เธอกล่าว













