
วงเสวนาวิชาการฯ แนะรัฐ ‘ปฏิรูปรายได้-ขยายฐานภาษี-ขึ้น VAT-ลดทุจริต’ หวังสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง-เสริมยั่งยืนให้ระบบ ‘หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’
……………………………….
เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับเครือข่าย SEARCH คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และ Takemi Program in International Well being มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จัดเวทีเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “Dialogue on the Political Economic system of UHC Financing” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและวิชาการว่าด้วยเศรษฐศาสตร์การเมืองด้านการเงินการคลังที่กำหนดทิศทางและความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Fashionable Well being Protection: UHC)
รศ.ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดการเสวนาตอนหนึ่งว่า แม้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอาจถูกมองว่าเป็นความท้าทายเชิงเทคนิคในทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การออกแบบสิทธิประโยชน์ กลไกการจ่ายเงิน หรือการควบคุมต้นทุน แต่ประสบการณ์ของประเทศไทยและนานาประเทศชี้ชัดว่า ความยั่งยืนของ UHC ขึ้นอยู่กับสถาบันการเมือง ข้อจำกัดทางการคลัง และกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ดังนั้น จึงคาดหวังว่าเวทีเสวนาครั้งนี้จะช่วยขยายกรอบการแลกเปลี่ยนอภิปรายที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ ช่วยให้สังคมเข้าใจถึงการตัดสินใจแต่ละทางเลือก และเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางการเมือง
ในงานดังกล่าว ดร.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ที่ปรึกษาอาวุโส มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และหนึ่งในบุคคลสำคัญผู้ออกแบบและวางรากฐานระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย บรรยายในหัวข้อ “The Political Economic system of UHC Reform in Thailand” ถ่ายทอดบทเรียนการขับเคลื่อน UHC ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง และความเข้มแข็งเชิงสถาบันที่ทำให้ระบบสามารถเป็นตัวอย่างระดับโลกกว่าสองทศวรรษ
ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ทั้งด้านประสิทธิภาพและความเท่าเทียม ด้วยระบบที่อาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะต่อไป คือ ข้อจำกัดด้านการคลัง จากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Wide Extinct Society) อัตราการเกิดต่ำ เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผนวกกับแรงกดดันทางการเมืองในการเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพ แต่ยังขาดการปฏิรูประบบรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ ทางออกจึงไม่อาจอยู่ที่การเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียว หากต้องมุ่งไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ โดยลดบริการสุขภาพที่มีคุณค่าต่ำ (Low-Worth Care) ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาล และปรับปรุงกลไกการใช้จ่ายงบประมาณ
ดร.วิโรจน์ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นของกลไกสถาบันที่เข็มแข็งและบทบาทของภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม
ด้าน Dr.Jesse B. Bump ผู้อำนวยการบริหาร Takemi Program in International Well being แห่ง Harvard T.H. Chan College of Public Well being ในหัวข้อ “The Political Economic system of World Well being in Ancient Perspective” โดยชี้ว่า แม้หลักการทางสาธารณสุขจะเน้นสิทธิและความเสมอภาค แต่ในทางปฏิบัติระบบสุขภาพยังถูกกำหนดด้วยอำนาจที่ไม่สมดุล โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม และอิทธิพลทางการเมือง
Dr.Jesse B. Bump กล่าวว่า ปัญหาความไม่เพียงพอของงบประมาณด้านสุขภาพในหลายประเทศ รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียน มิได้เป็นผลจากข้อจำกัดทางการคลังภายในประเทศเพียงอย่างเดียว หากแต่มีรากเหง้ามาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคลัทธิล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นกระบวนการขูดรีดทรัพยากรและมูลค่าจากประเทศยากจนไปสู่ประเทศร่ำรวย กระบวนการดังกล่าวเริ่มจากแรงจูงใจด้านผลกำไรที่ไม่คำนึงถึงศีลธรรม
ต่อมามีการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความชอบธรรมให้การเอาเปรียบ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาควิชาการ และในที่สุดแนวคิดเหล่านี้ได้ฝังตัวเป็นวัฒนธรรม ผ่านการทำให้ความเหลื่อมล้ำและการขูดรีดกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม
ในบริบทปัจจุบันที่เงินช่วยเหลือระหว่างประเทศมีแนวโน้มลดลง การขยายพื้นที่ทางการคลังด้านสุขภาพ (Fiscal Situation for Well being) จึงเป็นประเด็นทางการเมืองที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจและการจัดสรรทรัพยากร ดังนั้น การรับฟังเสียงของประชาชน การทำให้ความไม่เป็นธรรมมองเห็นได้ และการตั้งคำถามต่อกรอบคิดเดิม จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การเพิ่ม Fiscal Situation for Well being ถูกใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณในเชิงตัวเลข
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเรื่อง “การแสวงหาเส้นทางเศรษฐศาสตร์การเมือง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการเงินของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” (Navigating Political Economies to Exact the Future of UHC Financing)
โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปรายในการประชุมดังกล่าว ได้แก่ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศด้านการเงินการคลัง Dr. Jesse B. Bump Harvard T.H. Chan College of Public Well being, Harvard Universityและ รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า ประเทศไทยและหลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มการลดลงของเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศ ความไม่แน่นอนของระบบการค้าโลก และการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ ภายใต้บริบทดังกล่าว แนวทางสำคัญในการเสริมความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ควรมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ของภาครัฐผ่านการขยายฐานภาษี โดยเฉพาะการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงสำหรับการใช้จ่ายด้านสุขภาพ
Dr.Jesse B. Bump กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานที่สุดของความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ ฉันทามติร่วมกันระหว่างรัฐกับประชาชน กล่าวคือ ระบบจะสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อประชาชนมีความต้องการและให้การสนับสนุนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ทุกประเทศล้วนเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง และไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขปัญหาคุณภาพการให้บริการและต้นทุนของระบบได้อย่างสมบูรณ์ การออกแบบระบบการคลังด้านสุขภาพจึงจำเป็นต้องปรับกลไกให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของแต่ละประเทศ
ขณะที่ รศ.ดร.ทีปกร กล่าวว่า การสร้างความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ทั้งการเพิ่มแหล่งรายได้และการปฏิรูประบบงบประมาณ โดยนอกจากการขยายพื้นที่ทางการคลังแล้ว ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการลดการทุจริตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ภาครัฐควรนำกลไกการจัดซื้อเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาประยุกต์ใช้กับระบบประกันสังคมและระบบสวัสดิการข้าราชการ ควบคู่กับการจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายและการขยายฐานรายได้ของรัฐ
“แม้มาตรการร่วมจ่ายอาจช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายและลดการใช้บริการเกินจำเป็นได้ แต่การนำไปใช้ต้องคำนึงถึงหลักความเป็นธรรมและการคุ้มครองทางสังคม เพื่อไม่สร้างภาระต่อประชากรกลุ่มเปราะบาง” รศ.ดร.ทีปกร ระบุ
ภายในงานฯ ผู้เข้าร่วมงาน ให้ความเห็นว่า การเสริมสร้างความยั่งยืนทางการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการปฏิรูประบบภาษีบนฐานความสามารถในการจ่าย เพื่อเสริมสร้างความเป็นธรรมทางการคลัง การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชากรกลุ่มรายได้น้อยควบคู่ไปด้วย
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรมุ่งสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาระบบสุขภาพในระยะยาว เช่น การขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมเศรษฐกิจนอกระบบ และการลดการยกเว้นและลดหย่อนภาษีที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้มีรายได้สูงและกลุ่มทุน
ผู้ร่วมอภิปรายยังเห็นพ้องในหลักการร่วมกันว่า การสร้างความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการขยายพื้นที่ทางการคลัง โดยความท้าทายสำคัญของระบบมิได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นงบประมาณเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างการบริหารจัดการของภาครัฐในภาพรวม
สำหรับการอภิปรายครั้งนี้มุ่งสะท้อนความท้าทายด้านการจัดสรรทรัพยากร การเมืองของงบประมาณ และบทบาทของสถาบันภาครัฐในการธำรงไว้ซึ่งความครอบคลุม ความเป็นธรรม และความยั่งยืนทางการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ท่ามกลางแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงและต้นทุนด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีทั้งความเข้มแข็งทางวิชาการ และความเป็นไปได้ทางการเมืองและการคลัง อันจะสนับสนุนการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างยั่งยืน
รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่: https://fb.peek/EV6YuOnbgY/

ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอได้ที่: https://power.google.com/power/folders/10YAT44ci4gIxqGzafYsc9adrJgq0UbP5?usp=sharing
ภาพจากงาน: https://power.google.com/power/folders/1ff004AjVhvkzFFhg_a-qyzs7IjBG6C51?usp=sharing













