กระแส ‘อภิสิทธิ์’ และพรรคประชาธิปัตย์ มาแรงในภาคใต้ยิ่งกว่าใคร หลังเขาหวนคืนตำแหน่งหัวหน้าพรรค พร้อมชู ‘การเมืองสุจริต’ ในจังหวะเหมาะเจาะ ทั้งสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่สร้างแผลให้พรรคคู่แข่ง รวมถึงกระแสไม่เอา ‘สีเทา’ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติมาระยะหนึ่งแล้ว
ก่อนหน้านี้เกิดปรากฏการณ์ ‘บ้านใหญ่’ คนดังจากหลายพรรคการเมือง ไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ก็สูญเสียบุคลากรไปไม่น้อย จึงเป็นที่น่าจับตาว่า ‘กระแสพรรคสีฟ้า’ ที่ได้มานี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนได้แค่ไหน
ประชาไทหาคำอธิบายเรื่องนี้กับ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้กำลังเก็บข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งในภาคใต้ (ตอนบน) รวมถึงวิเคราะห์แนวโน้มการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้
3 ปัจจัยทำ ‘อภิสิทธิ์-ปชป.’ กระแสแรง
รศ.เอกรินทร์ เล่าว่าในช่วงน้ำท่วม ตัวเขาเองได้ขึ้นมาอยู่ที่วิทยาเขตหาดใหญ่ และได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การลงพื้นที่ของหลายพรรค หนึ่งในนั้นคือ พรรคประชาธิปัตย์ โดยเขาวิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่ทำให้ ‘อภิสิทธิ์’ และพรรคสีฟ้า กลับมามีกระแสใน มีดังต่อไปนี้
- ข้อแรก: เด่นในวิกฤตน้ำท่วม ท่ามกลางความไม่พอใจรัฐบาล
“การลง (พื้นที่) การกลับมาของคุณอภิสิทธิ์ แล้วก็มาแสดงตัวในทางการเมืองที่หัวเมืองภาคใต้มีนัยยะสำคัญมากๆ”
เขากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ทำงานทางการเมืองได้ดีในช่วงน้ำท่วม เห็นได้จาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เดินทางไปลงพื้น ประกอบกับการที่พรรคส่ง จุรี นุ่มแก้ว ดาวติ๊กต่อกที่มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงชิง สส.สงขลา เขต 2 แทนที่จะลงปาร์ตี้ลิสต์
เขามองว่าการส่งคนระดับผู้บริหารพรรคลง สส.เขตแทนที่จะลงปาร์ตี้ลิสต์นั้นมีนัยยะทางการเมือง คือ “คาดหวังกับเขตนี้อย่างมาก”
“ถ้าไปเชื่อมกันก็คือ ตอนน้ำท่วม กระแสของคุณจุรีก็มาจริงนะ ต้องปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือกับชาวบ้าน ก็มีภาพปรากฏอย่างชัดเจน”
- ข้อสอง ความนิยมของ ‘อภิสิทธิ์’ ที่มีแต่เดิม-การรีแบรนด์พรรค
เมื่อ 4 ม.ค. 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจว่า คนสงขลาสนับสนุน อภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ เทคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ
โดยโพลชิ้นนี้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20-25 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ อภิสิทธิ์ ประกาศจุดยืนไม่จับมือพรรคกล้าธรรม ในเวทีดีเบตแรกที่จัดขึ้นโดยสำนักข่าวไทยรัฐ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.
“จังหวะช่วงชิงของคุณอภิสิทธิ์ ผมคิดว่า นี่คือเป็นความเก๋าเกม แล้วก็วาง (ทิศทาง) กันมาแล้ว แล้วก็มีอิสระตัวเอง เพราะไม่ต้องพึ่งทุน”
รศ.เอกรินทร์ กล่าวว่าการหวนคืนหัวหน้าพรรค ปชป.รอบนี้ อภิสิทธิ์ได้ทำ ‘การเมืองที่ไม่ใช้เงิน’ ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของเขามาตลอด พรรษาทางการเมืองที่มากขึ้น ทำให้เขาดูมีความมั่นใจขึ้นและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น อีกทั้งคาริสม่าและ management ที่เขามีก็เป็นเสน่ห์แบบเฉพาะตัวที่ยังโดนใจคน แต่ในอีกฝั่งหนึ่ง คนไม่ชอบอภิสิทธิ์จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเสื้อแดงก็มี ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
“To be shimmering ผมก็ติดตามนักการเมือง คุยกับหัวคะแนน คุยกับคนต่างๆ แล้วรู้สึกว่า…ผมก็พูดตรงๆ ว่าประเทศไทยก็น่าเสียดายที่ใช้คุณอภิสิทธิ์น้อยไปในฐานะที่แกก็ถูกฟูมฟักมาในทางการเมือง แต่แกก็พลาดด้วยที่ตัดสินใจในการเป็นนายกรัฐมนตรี (ในอดีต) ที่ผ่านมา และเหตุการณ์ของคนเสื้อแดง แต่ด้วยเหตุผลอะไรอันนี้คือเป็นข้อเท็จจริง”
“แต่ว่าถ้าเราวิเคราะห์ไปลึกมากกว่านั้นในครั้งนี้ ผมคิดว่านี่คือตัวตนของคุณอภิสิทธิ์ที่ต้องการทำงานการเมืองแบบกระแส และต้องการการเมืองที่ไม่ใช้เงิน ถ้าผมพูดตรงๆ ผมคิดว่าเป็นความใฝ่ฝันของคนทำงานทางการเมืองอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่ไปร่ำไปเรียนมาและคิดถึงของแบบนี้”
“ในภาพใหญ่คือการเมืองไทย นักการเมืองและพรรคการเมืองไทย ต้องอยู่ภายใต้ Deep Command ทุกคนต้องเอาตัวรอดจากโครงสร้างการเมืองแบบนี้ คำถามสำคัญที่เป็นจุดตัดคือ คุณจะสู้กับ deep order อย่างไร และด้วยวิธีการแบบไหน สุดท้ายประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือไม่ ผ่านหีบเลือกตั้ง”
เขากล่าวถึงภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ชัดเจนว่ามีการรีแบรนด์ ส่วนหนึ่งเพราะ ‘บ้านใหญ่’ และแกนนำคนสำคัญไหลออก เมื่อ ‘กระสุน’ เหลือน้อย จึงไปเน้นการเมืองที่ใช้กระแสเป็นหลัก หวังดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์
ข้อสาม พรรคคู่แข่งอ่อนแอ
ในการเลือกตั้งรอบนี้ พรรค ปชน.ซึ่งเป็นรุ่นสามของค่ายสีส้ม ไม่มีทั้งกระแสพรรค-กระแสตัวบุคคลในระดับแมสอย่างที่ ‘พิธา’ เคยฝ่าเข้ามาเจาะภาคใต้ได้ในปี 2566
“ไม่ใช่เป็นด้านเดียว (จากที่) คุณอภิสิทธิ์ทำ แต่ว่าพรรคที่เล่นกับกระแส (มาตลอดอย่าง) พรรคประชาชนก็ไม่มีกระแสสูงเหมือนครั้งที่ผ่านมา ด้วยมันเลยเป็นการบรรจบกันระหว่างกระแสพรรคประชาชนที่ลดลงกับการกลับมาของคุณอภิสิทธิ์ มันผนวกกันทำให้คุณอภิสิทธิ์ได้รับกระแสสูงในครั้งนี้ในตัวบุคคล”
“ในวิกฤตครั้งนี้นอกจากคุณ (พรรค ปชน.) เพิ่มพลังให้กับอนุรักษ์นิยมของภูมิใจไทย คุณฟื้นชีพอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์กลับมา”
รศ.เอกรินทร์อธิบายว่า ถ้ามองการทำ MOA ของ 2 พรรคส้มและน้ำเงินแบบช็อตต่อช็อต มูฟนี้นอกจากทำพรรคส้มเสียแต้ม และไปเสริมแรงพรรคภูมิใจไทยและปีกอนุรักษนิยม มันยังทำให้พรรค ปชป. และอภิสิทธิ์ ฟื้นกลับมาได้เร็วกว่าที่คิด
เขาเล่าย้อนความสั้นๆ ถึงบริบทกว่าจะมาเป็น MOA ว่า หลังจากแพทองธารหลุดจากเก้าอี้นายกฯ 2 ขั้วการเมือง คือพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่างก็แข่งกันรวมเสียงตั้งรัฐบาล ความเคลื่อนไหวของพรรคปชป. ในตอนนั้น ปรากฏภาพ เดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ปชป.ขณะนั้น เข้าไปร่วมวงหารือเกี่ยวกับการตั้งรัฐบาลกับพรรค พท. และ ปชน. โดยมีกระแสข่าวว่า พรรค ปชป.จะอยู่กับ พท.
ทว่าทางด้าน เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องการส่งเดชอิศม์ไปร่วมวงหารือดังกล่าว ในเวลาต่อมา เฉลิมชัย ผู้เป็น หน.พรรคคนที่ 9 ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากพรรค โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ
“ประชาธิปัตย์ตกขบวน (ร่วมรัฐบาล) นึกออกปะ คุณเดชอิศม์ (เลขาธิการพรรค ปชป.ขณะนั้น) เขาจะอยู่กับเพื่อไทย มันต้องตามการเมือง ต้องไล่ทุกช็อตนะ แล้วมันจะเห็นว่า MOA เนี่ยมันเกิดอะไรขึ้น
“สิ่งที่เห็นก็คือว่าพรรคประชาชนไปโหวตให้สีน้ำเงิน อันนี้ก็เป็นการ (ทำให้พรรค ปชป.) ตกขบวน ในการเป็นรัฐบาล 4 เดือน พอตกขบวนเสร็จ สุดท้ายก็… ทรัพยากรไม่มีในมือ ก็ต้องลาออกกันไป คุณเฉลิมชัยตัดสินใจลาออก (จากพรรค ปชป.) ก็ทำให้ไม่มีใคร (ดูแลกลุ่ม สส.ในสังกัด) ก็ต้องยอมรับว่าคุณเฉลิมชัยเป็นคนที่ดูแล สส.ในพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เป็นนายทุนใหญ่”
เมื่อถามว่า แคมเปญ The Consultants ของพรรคส้ม เปิดตัว ‘ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน’ ก่อนเลือกตั้งนั้นโดนใจคนใต้บ้างหรือไม่
เขามองว่าแคมเปญนี้มีฐานะเป็น ‘ตัวเสริม’ การตัดสินใจของกลุ่มคนที่จะเลือกพรรคส้มอยู่แล้วมากกว่า อีกทั้งแคมเปญนี้ต้องการจะสื่อสารกับชนชั้นกลางและอีลีต จึงน่าจะไม่ได้มีผลมากต่อคนในระดับรากหญ้า บุคลากรที่เปิดตัวมานั้น แม้ว่ามีความสามารถจริง แต่ก็เป็นที่รู้จักแบบเฉพาะกลุ่มในวงการ แต่สำคัญคือต้องดูนโยบาย 12 นโยบายที่ออกมาของพรรคประชาชน ว่าจะสื่อสารจะช่วงโค้งสุดท้ายอย่างไร และในช่วงโค้งสุดท้ายต้องไม่ประมาทพรรคประชาชนว่ารอบที่ผ่านมา พรรคก้าวไกล ทำได้อย่างทึ่งในการหาเสียงทางการเมือง ภายใต้ “มีลุง ไม่มีเรา” รอบนี้ต้องดูสัปดาห์สุดท้ายจริงๆ ว่าพรรคประชาชนจะเสนออะไร
นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำท่วมที่ล้มเหลวซึ่งเป็นจุดอ่อนของ ‘รัฐบาลหนู’ พรรคส้มก็ไม่ได้เอามาขยี้มากพอ กลายเป็นว่าคนที่จับกระแสได้ดี คือ ปชป. ซึ่งเราจะเห็นว่าคุณลิซ่าและแกนนำพรรคหลายคนลงมาในพื้นที่น้ำท่วม และหลังน้ำท่วม หากทว่าน่าเสียดาย หากนำประเด็นนี้มาขยายและอภิปรายให้กว้างขวางพอ และเป็นข้อเสนอทางนโยบาย ให้คนเห็นชัด ว่าหากรัฐบาลประชาชนบริหารประเทศนี้ จะรับมือกับความท่วมอย่างไร
เขากล่าวถึงอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า พรรค ปชป.ยังนับว่าเก๋าเกมอยู่ในภาคใต้ คือ การโต้ตอบทางการเมืองระหว่าง ‘นายหัวชวน’ อดีตนายกฯ 2 สมัย และแกนนำตลอดกาลของพรรค ปชป. กับ ‘โกเกี๊ยะ’ แม่ทัพภาคใต้พรรค ภท. ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
“การปะทะกันระหว่างการพัฒนาภาคใต้ผ่าน discourse (วาทกรรม) ของพี่พิพัฒน์ว่าที่ผ่านมาภาคใต้อยู่ภายใต้เงื้อมมือพรรคประชาธิปัตย์แต่ไม่พัฒนาเลย คุณชวนก็พูดมาว่า แกไม่อยากจะพัฒนาตรังจังหวัดเดียวเหมือนสุพรรณบุรี เพราะว่าจะทำให้เห็นแก่ตัวไป แกอยากให้เกียรติจังหวัดต่างๆ นี่คือมันเป็นฝีไม้ลายมือของพวกนักการเมืองทางใต้ ซึ่งมันแหลมคมจริงๆ นะ”
นักรัฐศาสตร์ผู้นี้เรียกวาทศิลป์ที่กล่าวมาข้างต้นว่า “วิชาของนักการเมืองภาคใต้” มันคือวิชาในแบบที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. ผู้มีภูมิลำเนาจากนครศรีธรรมราชได้ซึมซับมาจนเขากลายเป็นนักปราศรัยระดับ iconic ของค่ายสีแดง
“เราเห็นการขับเคี่ยวในการตอบโต้เรื่องการพัฒนาภาคใต้กับพรรคการเมือง แต่ที่หายไปเลยรู้ไหมครับคืออะไร (คือ) พรรคประชาชน”
เขาอธิบายต่อไปว่าการที่พรรค ปชป.เชื่อมโยงกับคนใต้ได้ อาศัยทั้งความแหลมคม ประสบการณ์ทางการเมือง ความเข้าใจในทางประวัติศาสตร์ทางการเมือง-ตัวละครทางการเมือง และการใช้ภาษา ซึ่งพรรคประชาชนยังขาดสิ่งเหล่านี้ แม้จะมี ลิซ่า ภคมน เป็นแม่ทัพภาคใต้ ที่ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่อิมแพคในบทสนทนายังคงเป็นคนละระดับเมื่อเทียบกับ ชวน หลีกภัย ผู้มีฉายา “มีดโกนอาบน้ำผึ้ง” จากพรรคสีฟ้า
อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากเช่นกันคือ ไม่มี ‘ลุงตู่’ อยู่ในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกแล้ว รศ.เอกรินทร์ คาดการณ์ว่าคะแนน สส.บัญชีรายชื่อจากคนกลุ่มนี้น่าจะเทไปเป็นคะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรค ปชป.และอาจจะไปทางคุณอนุทินบ้าง แต่ก็คงไม่เยอะหากมองความนิยมของคนใต้ต่อพรรคภูมิใจไทย
“Overall รอบที่แล้ว ปาร์ตี้ลิสต์ประชาธิปัตย์ได้ไม่ถึง 400,000 กว่า ใน 60 เขต พรรคก้าวไกลได้ประมาณ 1,700,000 ส่วนรวมไทยสร้างชาติได้ 1,600,000 แต่ครั้งนี้ไม่มีรวมไทยสร้างชาติ ถ้าเราคิดกันว่าปาร์ตี้ลิสต์ประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นเนี่ย มันต้องตั้งคำถามว่ามันมาจากไหนถูกไหม ผมก็คิดว่าต้องมาจากพรรครวมไทยสร้างชาติที่โหวตครั้งก่อน โดยเฉพาะทางใต้ ผมว่ามันต้องเด้งกลับมาสู่ คุณอภิสิทธิ์”
กระแส ปชป.จะแปรเป็นคะแนนได้แค่ไหน
ในวันที่สัมภาษณ์ (10 ม.ค.) เขาประเมินว่า พรรค ปชป.จะได้ สส.เข้าสภา โดยประมาณ 12-15 ที่นั่ง ในจำนวนนี้ แบ่งเป็น
- สส.บัญชีรายชื่อ ราวๆ 6-8 คน
- สส.เขตจากภาคใต้ จ.สงขลา อย่างน้อย 2 คน, จ.นครศรีธรรมราช อย่างน้อย 3 คน
- ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ ที่เคยเป็นฐานหลักของพรรคสีฟ้า รศ.เอกรินทร์ประเมินว่า รอบนี้ ปชป.อาจได้กลับมาสัก 2-3 เขต หลังจากที่ถูกกระแสพรรคส้มตีแตกในเลือกตั้งรอบที่แล้ว
Strategic vote ฝั่งอนุรักษนิยม คนใต้ซื้อไอเดียไหม ?
ประชาไทถาม รศ.เอกรินทร์ ด้วยว่า กรณีที่มีแคมเปญของปีกอนุรักษนิยมชวนให้คนเทคะแนนให้พรรค ภท. เพียงพรรคเดียว เพื่อสกัดกั้นพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม คนใต้คิดอย่างไร
เขาอธิบายว่า ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้ สส.เขตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่เพิ่มขึ้นมานี้ เกิดขึ้นจากการเมืองแบบ ‘บ้านใหญ่’ ไม่ใช่เพราะตัวพรรค ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีสายใยความผูกพันกับคนใต้มายาวนาน
“เอาเฉพาะทางใต้ จากที่ผมติดตามการเมืองทางใต้ ผมคิดว่ายังไงความผูกพัน ความสัมพันธ์ของคนใต้กับพรรคประชาธิปัตย์มันมีเยื่อใยอยู่แน่”
“พรรคแบบภูมิใจไทยนี่เป็นพรรคใหม่ และพรรคใหม่ที่ได้ (สส.) เยอะมันไม่ใช่ได้จากนโยบายหรือทำงานการเมืองในเชิงกระแส มันได้เพราะบ้านใหญ่ในหลายในจังหวัดต่างๆ ที่เขาผนวกเข้ามา ฉะนั้นเอง การได้มา มันไม่ใช่เล่นกับ (กระแส) พรรค แต่พรรคเป็นยานพาหนะเท่านั้น”
ปี 2568 หลังการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ของอนุทิน พรรคภูมิใจไทยซึ่งเดิมมีภาพจำว่าเป็น ‘พรรคภูธร’ ที่ไม่เคยมีกระแสความนิยมใดๆ ก็กลายเป็นพรรค ‘เนื้อหอม’ ที่สุด เกิดปรากฏการณ์ ‘บ้านใหญ่’ คนดัง ไหลเข้ามาเสริมทัพ สส.เขต ให้แน่นขึ้นไปอีกในการเลือกตั้งรอบหน้า โซนที่น่าจับตาเป็นพิเศษภาคอีสานและภาคใต้
ในช่วงกลางเดือน พ.ย. ปี 2568 ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วม รศ.เอกรินทร์ ให้สัมภาษณ์ประชาไทถึงกลยุทธ์การเติบโตของพรรคสีน้ำเงินในภาคใต้ (อ่านได้ที่นี่)
ผู้สื่อข่าวถามต่อไปด้วยว่า แล้วอย่างกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพ ‘อนุทินพบลุงตู่’ ในโซเชียลมีเดีย ที่ผู้เข้ามาคอมเมนต์จำนวนหนึ่งแสดงออกว่าพวกเขาที่เป็นคนรักลุงตู่จะเทคะแนนให้อนุทินนั้น เรื่องนี้คนใต้คิดอย่างไร
เขามองว่าประเด็นเรื่องภาพดังกล่าวไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของคนใต้ขนาดนั้น อีกทั้งหากมีการนำภาพนี้มาหาเสียง ก็นับเป็น ‘เกมเสี่ยง’ ที่มีทั้งผลบวกและลบ ด้วยเหตุผลที่ว่าสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนี้เป็นองคมนตรี การรักษาระยะห่างทางการเมืองจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึง เช่นเดียวกับในยุคที่พรรค ปชป. รุ่งเรือง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกฯ ยาวนาน 8 ปีผู้เป็นที่เคารพรักของคนใต้ เมื่อมีสถานะเป็นองคมนตรีก็มีพยายามรักษาระยะห่างทางการเมืองเช่นกัน
ล่าสุด วานนี้ (11 ม.ค.) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงย่านสยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร ช่วงหนึ่งเขากล่าวด้วยว่า “ขอคะแนนคนรักลุงตู่ ให้ลุงหนูด้วย เพราะลุงตู่ไม่ได้ลงเลือกตั้งในครั้งนี้”
ในวันเดียวกัน สำนักข่าว TOPNEWS ซึ่งมีฐานผู้ชมเป็นสายอนุรักษนิยม เปิดเผยผลโพลที่ชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างสนับสนุนอนุทิน และพรรค ภท.มาเป็นอันดับ 1
ขณะที่สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลโพลที่ชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกพรรค ปชน.อันดับ 1 ทั้งในระบบเขต-ปาร์ตี้ลิสต์
ทางด้านนิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจยกแรกกระแสเลือกตั้ง 69 โดยผลโพลดังกล่าวชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างเลือก ณัฐพงษ์ นั่งนายกฯ ขณะที่ ‘อนุทิน ขยับขึ้นอันดับ 2
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- วิวาทะ ‘รัฐมนตรี' คนนอก เปิดประวัติศาสตร์-หลักการ จุดเด่น-ด้อย แคมเปญ ปชน. ‘ทีมมืออาชีพ'












