
เหตุใดนายกฯ อินเดีย จึงต้องขอให้ประชาชนหยุดซื้อทองคำเป็นเวลา 1 ปี ?

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
- Author, บีบีซีแผนกภาษาฮินดี และ อิซาเบล ชอว์
- Feature, บีบีซีเวิร์ลเซอร์วิส
- Printed
- เวลาอ่าน: 6 นาที
นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย เรียกร้องให้ชาวอินเดียหยุดซื้อทองคำเป็นเวลา 1 ปี ท่ามกลางผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างจากความขัดแย้งในอิหร่านที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
เขากล่าวเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ว่า “เพื่อประโยชน์ของประเทศ เราจำเป็นต้องตัดสินใจว่าเราจะไม่ซื้อเครื่องประดับทองคำเป็นเวลา 1 ปี แม้จะมีงานหรือพิธีต่าง ๆ ในครอบครัว ”
เขายังกล่าวเสริมว่า “ความรักชาติไม่ได้หมายถึงเพียงการเสียสละชีวิตที่ชายแดนเท่านั้น แต่ในยามเช่นนี้ ยังหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบ และการปฏิบัติหน้าที่ต่อชาติในชีวิตประจำวัน”
หลังเขากล่าวเช่นนั้น สามวันต่อมา อินเดียก็ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำจาก 6% เป็น 15%
มาตรการนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดทองคำของอินเดีย ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกทั้งในด้านทองคำสำหรับเครื่องประดับและทองคำเพื่อการลงทุน อินเดียนั้นนำเข้าทองคำคิดเป็นมูลค่า 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณล่าสุดที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 มี.ค.
ในอินเดีย ทองคำยังมีบทบาทสำคัญทางวัฒนธรรม โดยมักถูกมอบเป็นของขวัญในงานแต่งงาน และส่งต่อเป็นมรดก
โมดีกล่าวว่า การซื้อทองคำนั้นต้องใช้เงินตราต่างประเทศจำนวนมาก ขณะที่อินเดียต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่า 85% ของความต้องการทั้งหมด ทำให้ประเทศต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เริ่มต้นขึ้นและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของโลก ราคาน้ำมันก็พุ่งสูงขึ้นถึง 70% ในช่วงที่มีการพุ่งขึ้นสูงสุด
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุดEnd of ได้รับความนิยมสูงสุด
ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลทั่วโลกต้องออกมาตรการประหยัดค่าใช้จ่าย ขณะที่หลายประเทศมุ่งเน้นไปที่การประหยัดพลังงานเป็นหลัก อินเดียกลับดูเหมือนจะเป็นประเทศเดียวที่ขอให้ประชาชนลดการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับทองคำ
ทองคำได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความกังวลทางเศรษฐกิจของอินเดียในวงกว้าง เนื่องจากการนำเข้าทั้งทองคำและน้ำมันส่วนใหญ่ต้องชำระด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ
ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลง ซึ่งในปีนี้ค่าเงินรูปีได้อ่อนค่าลงแล้วราว 5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และการที่เงินรูปีอ่อนค่าเช่นนี้ยังอาจนำไปสู่แรงกดดันให้เกิดเงินเฟ้ออีกด้วย
“สำหรับธุรกิจเครื่องประดับ นี่เลวร้ายยิ่งกว่าช่วงโควิด-19” ซันจีฟ อัครวาล ผู้ค้าทองในกรุงนิวเดลีกล่าว
ขณะที่ อภิเชก อัครวาล ผู้ค้าทองอีกรายในเมืองหลวงของอินเดีย กล่าวว่าธุรกิจต่าง ๆ “กำลังกังวล” ว่าจะประสบปัญหาว่าจะอยู่รอดได้อย่างไรหากประชาชนหยุดซื้อทองคำ

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
การนำเข้าที่ไม่จำเป็น
ศาสตราจารย์สุทรวลี นรยานาสวามี ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายทองคำอินเดีย แห่งสถาบันการจัดการอินเดีย อาเมดาบัด ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า อินเดียต้องพึ่งพาการนำเข้าทองคำมากกว่า 90% ของทองคำในประเทศ
“ในแต่ละปีมีการนำเข้าทองคำประมาณ 600 ถึง 700 ตัน ขณะที่การส่งออกมีน้อยมาก ดังนั้นทองคำจำนวนมากจึงถูกสะสมไว้ในครัวเรือน” เธอกล่าว
มีการกล่าวกันว่า เฉพาะผู้หญิงชาวอินเดียก็ครอบครองทองคำราว 11% ของทั้งโลกแล้ว อย่างไรก็ตามตัว เลขดังกล่าวยากต่อการยืนยัน และมีการประมาณการที่แตกต่างกันไป
ทองคำถูกมองโดยคนจำนวนมากว่าเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ปลอดภัยในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทั้งในอินเดียและในระดับโลก ส่งผลให้ความต้องการทองคำยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ในยามวิกฤตเศรษฐกิจก็ตาม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยทะยานขึ้นเหนือ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในเดือน ม.ค.
ทองคำคิดเป็นสัดส่วนราว 9% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของประเทศอินเดีย อย่างไรก็ตาม ทองคำนั้นต่างจากน้ำมัน โดยมักไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสินค้าจำเป็น เนื่องจากส่วนใหญ่ถูกซื้อเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับหรือเพื่อการลงทุน มากกว่าจะใช้ในภาคการผลิตอุตสาหกรรม
ในอดีต อินเดียได้พยายามปรับเพิ่มภาษีนำเข้าเพื่อลดการนำเข้าทองคำที่สูงเกินไปในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน และส่งเสริมทางเลือกในการลงทุนอื่นที่ไม่ต้องถือครองทองคำในรูปแบบกายภาพ

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
การงดซื้อทองคำจะช่วยเศรษฐกิจอินเดียได้ไหม
นอกเหนือจากการงดซื้อทองคำแล้ว โมดียังเรียกร้องให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แบ่งปันการใช้รถหรือคาร์พูล ทำงานจากที่บ้าน และจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศที่ไม่จำเป็น เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง อีกทั้งยังขอให้ครัวเรือนลดการใช้น้ำมันปรุงอาหาร และขอให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ย
ขณะที่รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกได้ออกมาตรการในลักษณะคล้ายกันเพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ตัวอย่างเช่น ศรีลังกาได้กำหนดระบบโควต้าการใช้น้ำมันในยานพาหนะ และสั่งให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงาน ขณะที่ในประเทศไทยมีการขอความร่วมมือให้ประชาชนลดการใช้เครื่องปรับอากาศ
ในที่อื่น ๆ อียิปต์เคยมีคำสั่งให้ร้านค้าและร้านอาหารปิดให้บริการเร็วขึ้น ขณะที่โมซัมบิกแนะนำให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน
อย่างไรก็ดี ฮาหมัด ฮุสเซน จากบริษัทวิจัยแคปิตัลอีโคโนมิกส์ (Capital Economics) ระบุว่า การที่โมดีขอให้ประชาชนหยุดซื้อทองคำถือว่า “ค่อนข้างไม่ปกติ”
“แต่ในกรณีของอินเดีย สามารถอธิบายได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า อินเดียนำเข้าทองคำในปริมาณมาก และทองคำมีสัดส่วนสูงในมูลค่าการนำเข้าของประเทศ ดังนั้นในบางแง่มุม จึงถือว่าเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผล” เขากล่าว

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
ตลอดทั้งปี
เหล่านักเศรษฐศาสตร์ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่า หากอินเดียลดความต้องการทองคำลงในระยะต่อไป นี่จะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
ฮุสเซนระบุว่า ความต้องการที่ลดลงอาจ “กดดันราคาทองคำในตลาดโลก… โดยทำให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน” ด้วยความที่อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และเป็นผู้บริโภครายใหญ่
อย่างไรก็ตาม เซบาสเตียน ทิลเลตต์ จากบริษัทที่ปรึกษาอ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) เห็นว่า ผลกระทบดังกล่าวน่าจะ “มีเพียงเล็กน้อย” เนื่องจากในขณะนี้ราคาทองคำถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการจากนักลงทุนและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก
เขายังตั้งข้อสงสัยว่า การเรียกร้องของโมดีจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้จ่ายเกี่ยวกับทองคำในอินเดียมากน้อยเพียงใด
“การรณรงค์ต่อสาธารณะอาจมีผลอยู่บ้าง แต่มีแนวโน้มว่าจะทำให้การซื้อถูกเลื่อนเวลาออกไปหรือเปลี่ยนรูปแบบ มากกว่าจะทำให้หายไปโดยสิ้นเชิง” เขาอธิบาย พร้อมระบุว่า ทองคำยังคง “ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมและการออมของครัวเรือนอินเดีย”
“ผลกระทบในระยะใกล้อาจไม่เด่นชัดนัก เนื่องจากปัจจัยตามฤดูกาล โดยปกติความต้องการทองคำจะลดลงนอกช่วงฤดูกาลแต่งงานและเทศกาลสำคัญ ดังนั้นการชะลอตัวส่วนหนึ่งก็น่าจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว” เขากล่าวเสริม
ก่อนหน้านี้อินเดียมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำในปี 2013 โดยนี่เชื่อมโยงกับการลักลอบนำเข้าและการค้าทองคำอย่างไม่เป็นทางการที่เพิ่มขึ้น ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมในขณะนั้น
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า การเรียกร้องของโมดีเป็นมาตรการที่ “เข้มงวดที่สุด” เท่าที่มีการประกาศมา เพื่อตอบสนองต่อราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ ราหุล คานธี ผู้นำฝ่ายค้านระบุว่า รัฐบาลกำลังโยน “ความรับผิดชอบไปให้ประชาชน”
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องประดับบางส่วนเรียกร้องให้มีการหารือกับรัฐบาลโดยตรงเพื่อหาแนวทางแก้ไข
“หากมันกินเวลาเพียงสองเดือน เราอาจพอรับมือได้ แต่ระยะเวลาหนึ่งปีถือว่านานเกินไป” ชเวตา คุปตา ผู้ค้าทองอีกรายกล่าว “แล้วเราจะจ่ายเงินเดือนพนักงานอย่างไร”













