
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ จับมือ ธปท. เปิดรายวิชาใหม่ “การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต” ยกระดับ Monetary Literacy สร้างภูมิคุ้มกันครัวเรือนไทย
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดตัวรายวิชาใหม่ “การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต” (Monetary Planning for Existence) มุ่งยกระดับความรู้และความเข้าใจทางการเงิน (Monetary Literacy) ของประชาชน สร้างความตระหนักด้านการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ครัวเรือนไทย และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศในระยะยาว
การเปิดตัวรายวิชาดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เกียรติปาฐกถาพิเศษ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี พร้อมผู้บริหารและคณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวว่า รายวิชา “การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต” ซึ่งพัฒนาโดยภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้และภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชน สอดคล้องกับพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการรับใช้สังคมผ่านการศึกษา และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านแพลตฟอร์ม Chula XL
ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ จึงมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ ผ่านการสร้างความรู้และทักษะทางการเงิน ไม่เพียงเฉพาะในกลุ่มนิสิตนักศึกษา แต่ขยายสู่ประชาชนทั่วไป เพื่อให้สามารถบริหารจัดการชีวิตทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์
ด้านนางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ เปิดเผยว่า ข้อมูลหนี้ครัวเรือนไทยตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา สะท้อนว่ารายจ่ายของครัวเรือนสูงกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะการเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย กลุ่มอายุประมาณ 30 ปี เกือบครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้ และราว 1 ใน 5 เป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวลตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน
ปัจจุบันคนไทยกว่า 21 ล้านคนมีหนี้ โดยประมาณ 3 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 15 เป็นหนี้เสีย และภาระหนี้จำนวนมากยังต่อเนื่องไปจนถึงวัยหลังเกษียณ โดยกลุ่มอายุ 60–69 ปี ยังคงมีหนี้เฉลี่ยมากกว่า 400,000 บาท ทั้งที่อาจไม่มีรายได้ประจำแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ แม้ระดับหนี้ครัวเรือนไทยจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับบางประเทศwัฒนาแล้ว แต่โครงสร้างหนี้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสินทรัพย์มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 34 ขณะที่ประเทศอื่นอยู่ที่ร้อยละ 70–90 ส่วนที่น่ากังวลคือสัดส่วนหนี้อุปโภคบริโภคและหนี้บัตรเครดิตที่สูง ซึ่งบริหารจัดการได้ยากและไม่ก่อให้เกิดรายได้

รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล
รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวเพิ่มเติมว่า รายวิชาดังกล่าวได้รับการพัฒนาในรูปแบบรายวิชาออนไลน์ รองรับการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามอัธยาศัย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการวางแผนการเงินได้อย่างทั่วถึง พร้อมคาดหวังให้รายวิชานี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับ Monetary Literacy ของสังคมไทย และช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว













